สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๗ · ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘

กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ หารือเรื่องศิลปวัฒนธรรมและค่านิยมของชาติ โดยเสนอแนวคิดในการสร้างเสริมคุณค่าในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเด็กเยาวชน และการสร้างสมมาตรความเป็นชาตินิยมในหลักสูตรการศึกษา รวมถึงการพูดถึงค่านิยม 12 ประการที่คณะกรรมการชั่วคราวแห่งรัฐ (คสช.) ประกาศไว้ และขอแนะนำให้บังคับใช้หลักสูตรการศึกษาเพื่อส่งเสริมค่านิยมเหล่านี้

นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์

เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๐๔ ค่ะ ดิฉันเองต้องขอชื่นชมที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ให้ความสําคัญในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม และดิฉันว่ารวมไปถึงค่านิยมด้วยนะคะ สิ่งที่อยากจะขอเพิ่มเติม แล้วก็เสริม

ประการแรก คือในเรื่องของแผนแม่บทเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ควรจะมี ดิฉันว่า มันเป็นแผนระดับชาติและมันจะนําไปสู่ของการที่จะกําหนดทิศทางไปในทางเดียวกัน ของการปฏิบัติในระดับจังหวัด แล้วก็อําเภอ ตําบลต่อไป อันนี้ประการหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งก็คือดิฉันมองว่าเรื่องของการสร้างเสริมคุณค่าในเรื่องนี้ ดิฉันว่า ต้องไปให้ความสําคัญในเรื่องของเด็กเยาวชนของเรา วันนี้ดิฉันเองอยากเห็นหลักสูตร ของกระทรวงศึกษาธิการที่จะบรรจุสิ่งเหล่านี้เข้าไป คือมันไม่สามารถที่จะบอกว่าเราต้องรัก ศิลปวัฒนธรรมของเรา แต่มันจะต้องเป็นการสร้างสมมาตั้งแต่เด็กเยาวชน และที่สําคัญดิฉันว่า สมัยเรา ๆ นี่นะคะ เราก็ถูกสร้างสมมาจากสิ่งเหล่านี้ เราเรียนประวัติศาสตร์เราก็รักชาติของเรา เรารักสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา ตรงนี้เรารู้ดีอย่างยิ่งเลยนะคะ แต่ทําไมสิ่งเหล่านี้ มันได้ห่างหายไป ณ วันนี้ทําไมประวัติศาสตร์ของเรามันถึงไม่ได้สามารถสร้างคน สร้างเด็กเยาวชน ของเราให้เป็นคนที่มีความเป็นชาตินิยม มีความรักถิ่นฐานหรือว่าภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองมี เด็ก เชื่อไหมคะ ในต่างจังหวัดเด็กบางคนไม่ทราบเลยนะคะว่าประวัติศาสตร์ของเขา ที่บ้านของเขามีอนุสาวรีย์ แต่ยังไม่รู้เลยว่าอนุสาวรีย์ของบุคคลสําคัญทางประวัติศาสตร์นั้น มีความเป็นมาอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่น่าสงสารมากกับการศึกษาของเราว่า เราไม่ได้สืบทอด ไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ให้กับเด็กของเราเลย ก็อยากให้สิ่งเหล่านี้กลับเข้ามา แล้วดิฉันว่า มันเป็นภาคบังคับด้วยว่าจะต้องให้มี

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งดิฉันมองว่าในเรื่องของค่านิยม ดิฉันเองเห็นด้วยที่ทาง คสช. มีค่านิยม ๑๒ ประการ จริง ๆ แล้วเรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่เราต้องสร้างสมมาตั้งแต่เด็ก อยู่ในหลักสูตรของการศึกษาด้วยซ้ํา แต่วันนี้เราต้องลุกขึ้นมาที่จะให้ คสช. มาประกาศใช้ ค่านิยม ๑๒ ประการ ตรงนี้อยากจะฝากว่ามันเป็นสิ่งดี ๆ ทั้งนั้นใน ๑๒ ประการเหล่านั้น มันก็ควรที่จะถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรของการเรียนของเราด้วย ขณะเดียวกันมันก็ต้องไปทําให้ มันเห็นผลในทางปฏิบัติ และคนที่จะทําให้ได้มันต้องเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เองก็ต้องเป็นผู้นํา ในการที่จะคิดวิธีการต่าง ๆ ในการที่จะทําอย่างไร จะแปลงค่านิยม ๑๒ ประการเหล่านั้นว่า จะสามารถออกมาเป็นอย่างไร จริง ๆ เราคิดได้แต่ดิฉันก็ไม่ค่อยเห็น เราก็ท่องจํากันนะคะค่านิยม ๑๒ ประการ ดิฉันไม่เห็น สิ่งที่มันจะอออกมาเป็นรูปธรรมที่จะออกมาว่าแล้วมันจะต้องแปลออกมาเป็นอย่างไร ให้สังคมไทยเราลุกขึ้นมาปฏิบัติตามค่านิยม ๑๒ ประการอย่างที่ประกาศไว้นะคะ

ส่วนอีกประเด็นเรื่องของการปรับในเรื่องแนวความคิดของผู้ที่รับผิดชอบ ในเรื่องของเช่นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ณ วันนี้เราจะเห็นว่ามีข่าวที่ชาวบ้านลุกขึ้นมา ที่จะรักษาทรัพย์สมบัติโบราณสถานของตัวเอง ดิฉันเองอยู่จังหวัดพิษณุโลกก็กําลังเจอปัญหานี้ ที่ผู้มีอํานาจในการจัดการในเรื่องของพิพิธภัณฑ์สถาน ปรากฏว่าจะเอาสมบัติของจังหวัด ของเขาย้ายสิ่งโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่เขามีอยู่ไปไว้อีกจังหวัดหนึ่ง เพราะเหตุผลก็คือว่าจังหวัดนี้ ไม่มีพิพิธภัณฑ์สถานของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ดิฉันเลยไม่เข้าใจ แล้วก็ที่จังหวัดนครปฐมก็อีกที่หนึ่ง จะเห็นข่าวที่ปรากฏตรงนี้ คือดิฉันไม่เข้าใจว่าทําไมการย้ายมันไม่ใช่วิธีคิด แต่ทําไมเขาไม่คิดว่า เขาควรจะให้คนในท้องถิ่น ในชุมชนช่วยกันดูแลรักษาสมบัติของเขาแล้วก็แนะนําวิธีการ แล้วก็ที่สําคัญวันนี้ต้องคิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของการจัดการเฉพาะผู้ที่รับผิดชอบคือพิพิธภัณฑ์ อย่างเดียว มันต้องให้ชุมชนเขา ชุมชนท้องถิ่นโดยเฉพาะเรามี อบจ. มี อบต. มีเทศบาล รวมไปถึงคนในชุมชน ภาคประชาชนเขาพร้อมที่จะดูแลรักษาสิ่งทรัพย์สมบัติในพื้นที่ ในที่ดินของเขา แต่ทําไมเราถึงไม่ให้องค์ความรู้เหล่านี้ให้กับเขา แล้วก็ให้เขามามีส่วนร่วม ในการช่วยกันดูแลรักษา แล้วก็แนะนําให้แก่เขานะคะ ก็อยากจะฝากว่าควรจะต้องปรับวิธีการ อย่าหวงแหนเอาไว้แต่เป็นหน่วยงานเดียว

ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องสุดท้ายก็คือดิฉันเห็นศิลปิน ศิลปินแห่งชาติหลาย ๆ คน หรือแม้แต่ศิลปินที่ให้ความบันเทิงกับเรา ณ วันนี้ แต่พอถึงชีวิตบั่นปลายประสบปัญหาดูแล ตัวเองไม่ได้ บางคนก็พิการ ตรงนี้ดิฉันว่ามันต้องมีการจัดการ แล้วก็ควรจะให้คําแนะนําเขา ตั้งแต่เริ่มต้นที่เขายังเป็นรุ่นหนุ่มรุ่นสาวว่าทําอย่างไรเขาถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินของเขา ทําอย่างไรเขาจะดูแลเรื่องสวัสดิการของเขา แล้วก็ให้เขารู้ว่ามันมีสวัสดิการอะไรที่จะรองรับ พวกเขาได้ ตรงนี้อยากจะให้มองถึงเหมือนกับเราเตรียมชีวิตเขาที่เขาอยู่ในวัยหนุ่มสาว แล้วเป็นศิลปิน แล้วก็พอเข้าไปสู่วัยผู้สูงอายุเขาควรจะดูแลตัวเองอย่างไร และมันควรจะมี สวัสดิการให้แก่เขาเมื่อเขาอยู่ในชีวิตบั้นปลายนะคะ ขอบคุณค่ะ