สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๗ · ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมในการสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และผลงานที่ทำในช่วงปี 2552-2554 รวมถึงการสร้างโครงสร้างกระบวนการที่เรียกว่า โพรเซส แอนด์ ออร์กะไนเซชันนอล ดีไซน์ และการออกแบบกฎหมายเพื่อปฏิรูปทางวัฒนธรรมของประเทศ

นายอลงกรณ์ พลบุตร

ท่านประธานที่เคารพ ผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและ การศาสนา ในวาระปฏิรูปที่ ๓๕ เรื่องศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ถือว่าเป็นรายงานที่ดีมากฉบับหนึ่งทีเดียว แล้วก็เป็นทางเดินที่สําคัญ สําหรับอนาคตของประเทศ ประเด็นที่ได้หยิบยกในการเชื่อมโยงเรื่องของศิลปวัฒนธรรม กับการเสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนั้น สรุปง่าย ๆ ก็คือในการนําเสนอในเรื่องของเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ ที่เรียกว่า ครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative economy) หรือว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ที่เรียกว่า คัลเจอร์ อินดัสทรี (Culture industry)

ประเด็นที่อยากให้ทางคณะกรรมาธิการได้ทําให้ดียิ่งขึ้นก็คือการจัดทํารูปแบบ รูปเล่ม แล้วผลการศึกษาที่ชัดเจน มีทั้งการวางแนวคิดรวบยอด การกําหนดเป้าหมาย แล้วก็การสร้างกระบวนการโครงสร้างทั้งหลาย ความจริงเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นก็ต้อง ให้เครดิตนะครับ ย้อนไปในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณนั้นก็คิดในเรื่องของเศรษฐกิจฐานความรู้ จนมีการตั้งโครงสร้างที่เป็นสํานักงานบริหารและพัฒนาความรู้ที่เรียกว่า โอเคเอ็มดี (OKMD) ต่อมามาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นวาระแห่งชาติ รัฐบาลถัดมาก็ทําอยู่ได้ปีเศษหลังจากนั้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็เงียบหายไป ตรงนี้เองครับ ที่เป็นความจําเป็นว่าทําไมต้องมีพิมพ์เขียวเพื่อปฏิรูปประเทศ ทําไมจึงเสนอให้จําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการจัดทําเรื่องของทุนวัฒนธรรม เรื่องของเศรษฐกิจวัฒนธรรม เรื่องของเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ ทําให้สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะนี่คือทางรอดของประเทศ เป็นทางเลือกเดียว ที่เราจะสามารถยกระดับจีดีพีของเรา ยกระดับความเป็นผู้นําของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ และสามารถจะสร้างสัดส่วนให้ได้ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ความจริงท่านประธานคณะอาจจะลืมไปนะครับ ว่าระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีไม่ได้มี ในปี ๒๕๕๖ ครับ ความจริงแล้วระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ และ การประกาศนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์จนมีการตั้งสํานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ วันที่ ๓๑ สิงหาคมครับ คิกออฟ (Kickoff) ที่ทําเนียบรัฐบาล นั่นคือครั้งแรก ที่ประเทศไทยได้ประกาศเป็นทางการและเป็นวาระแห่งชาติเป็นนโยบายและเป็นยุทธศาสตร์

ถัดมาอีกเดือนเดียวคณะรัฐมนตรีได้ประกาศพันธสัญญา ๒ ข้อที่เป็นเป้าหมาย และอีก ๑๑ ประการที่เป็นกลยุทธ์ ๒ ข้อ คือ ๑. เพิ่มจีดีพีเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่าน ได้นําเสนอ นี่ประกาศตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ แล้วก็ให้ไทยเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หลังจากนั้นก็ตั้งสํานักเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติที่สํานักนายกรัฐมนตรี ตั้งกองทุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ครั้งแรกฝากไว้ที่สภาพัฒน์ แล้วมีการแก้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๖ ให้มาอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี จากนั้นได้มีการตั้งรางวัลเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ที่เรียกว่า พีเอ็ม ครีเอทีฟ อะวอร์ด (PM’s Creative Award) แจกไปแล้ว ๒ ปีซ้อน จัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยเศรษฐกิจ สร้างสรรค์นานาชาติที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ๓ ปีซ้อนครับ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และของโลก จอนส์ ฮอปกินส์ ที่พูดถึงนั้นส่งอีเมล (e-Mail) ถึงผมตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๒ ผมได้รับแต่งตั้งเป็นประธานบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติครับ ได้ไปพูดที่อังค์ถัด (UNCTAD) เป็นการประชุมร่วมระหว่างอังค์ถัดที่เจนีวากับไวโป (WIPO) ผมก็ไปนําเสนอเรื่องไทยแลนด์ โมเดล (Thailand model) ในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างสรรค์และเรื่องของการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาควบคู่ขนานกันบนฐานของทุน วัฒนธรรม บนฐานของอัตลักษณ์แต่ละประเทศ เพื่อเป็นโมเดลของการพัฒนาประเทศ กําลังพัฒนาทั้งหลาย ปีถัดมาได้รับเลือกให้เป็น ๑ ใน ๕๐ ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ในด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราได้ตั้งครีเอทีฟ อีโคโนมี ขึ้นมาทั้งหมด ครอบคลุม ๑๕ คลัสเตอร์ ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เราได้ตั้งเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขึ้นมาอีก ๒๐ เมือง เราได้ทําตําราวิชาการเรียนการสอนส่งให้กับ ๕ กระทรวง สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๒-๒๕๕๔ ทั้งสิ้นครับ เพราะฉะนั้นต้องไปทบทวนข้อมูล เริ่มปี ๒๕๕๖ ไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่เดินมาถูกทางแล้ว เพียงแต่ข้อมูลต้องไปปรับปรุง ข้อมูลจะต้องสร้างโครงสร้างกระบวนการที่เรียกว่า โพรเซส แอนด์ ออร์กะไนเซชันนอล ดีไซน์ (Process and Organizational design) แล้วมีเรื่องของการออกแบบกฎหมาย เพื่อให้การปฏิรูปทางวัฒนธรรมของเรานั้นเป็นวัฒนธรรมที่กินได้ครับ สร้างอาชีพ สร้างอนาคตใหม่บนฐานของเศรษฐกิจแนวทางใหม่ คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ครับ ขอบคุณท่านประธาน