สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๗ · ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘

เกียรติคุณปรีชา เถาทอง หารือเรื่องการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดึงเอาองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของไทยมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ และเรียกร้องการทำงานร่วมกันเพื่อปฏิรูปค่านิยมและรับรู้คุณค่าของคนไทย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานและกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา กระผม นายปรีชา เถาทอง สปช. ๑๓๘ ผมก็เป็นคนหนึ่ง ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา แต่ว่าตอนนี้ ขอลงมาทําหน้าที่อภิปรายเสริมในสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ทํา ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้จัดทําขึ้นมาซึ่งมีผมเป็นส่วนร่วมด้วย ผมถือว่าได้สร้างประวัติศาสตร์ ให้กับวงการด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติเราตั้งแต่มีประเทศไทยนี้มา ก็ขอแสดงความยินดีด้วย ตัวผมเองผมอยากจะเรียนเสริมในประเด็นเรื่องของคุณค่า ทําไมต้องพูดเรื่องคุณค่า เดี๋ยวท่านอื่นจะพูดเรื่องมูลค่านะครับ ทั้งที่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิกรรมาธิการก็ได้ชี้ประเด็น หลายประเด็นแล้ว ผมอยากจะจับในประเด็นเรื่องคุณค่าซึ่งมันเหมือนเป็นหญ้าปากคอก แต่ความจริงแล้วคุณค่าทางผลประโยชน์ที่เป็นเศรษฐกิจจับต้องได้ เป็นจีดีพี เป็นเม็ดเงิน นั่นส่วนหนึ่ง แต่คุณค่าทางใจมันเหมือนเป็นเรื่องมโน เป็นเรื่องที่คิดฝันแต่มันจําเป็น ถ้าเราไม่สามารถ ดึงเอาคุณค่าทางใจให้ปรากฏรูปมาเป็นจริงได้ งานศิลปวัฒนธรรมที่มันเกิดบนแผ่นดินนี้ มีอายุ ๔,๐๐๐ กว่าปี แผ่นดินสุวรรณภูมิซึ่งปัจจุบันเราเป็นฮับ (Hub) ศูนย์กลางอยู่นี่ มันก็ไปถูกที่ได้หยิบยกขึ้นมาต่อยอด เอามาพัฒนา จะอนุรักษ์ จะสืบสาน จะวิจัย จะพัฒนา จะส่งเสริมหรือสนับสนุนเผยแพร่อะไรก็ตามมันเป็นวาทกรรม จะทําอย่างไรให้มัน เกิดมรรคเกิดผล เพราะฉะนั้นผมจะพูดในประเด็นในช่องของคุณค่า ก่อนอื่นก็คงขออนุญาต อันเชิญพระราชกระแสของพระเจ้าแผ่นดินของเรา ๒ พระองค์ รัชกาลที่ ๖ ท่านได้กล่าวไว้ว่า อันชาติใดไร้ช่างชํานาญศิลป์ เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า ใครได้เห็นไม่เป็นที่จําเริญตา เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย ทรงกล่าวไว้นานมากแล้วตั้งแต่ทรงพัฒนาชาติบ้านเมือง และทรงนําเอาศิลปะไทยบวกศิลปะตะวันตกเพื่อพัฒนาชาติในการเปิดประเทศ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็ได้กล่าวไว้วันเปิดพิพิธภัณฑ์สุโขทัยว่าอิฐเก่า ๆ เพียงก้อนมีคุณค่าบ่งบอกถึงค่านิยม อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ของความเป็นชาติของเรา นี่คือบางส่วนบางตอนของบทพระราชปรารภ กล่าวเปิดพิพิธภัณฑ์ และในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็กล่าวเมื่อไม่นานนี้เองเมื่อทรงทําหนังสือ พระมหาชนก และกล่าวถามกับศิลปินว่าศิลปวัฒนธรรม ค่านิยม อัตลักษณ์ของคนไทย ในยุคสมัยของรัชกาลที่ ๙ จะเป็นอย่างไร ถ้าเอาความหมายที่พระองค์ได้ตรัสในเรื่อง ของอิฐเก่า ๆ เพียงก้อนหมายถึงงานของดั้งเดิมที่มีการจะต้องสืบทอดและพัฒนาอย่างไร เหมือนงานที่มีอยู่จริงในศิลปวัฒนธรรมทุกแขนงทั่วประเทศเรา และถ้าเอาคําพระราชดํารัส ถามที่ว่า แล้ววัฒนธรรม ค่านิยม อัตลักษณ์ของคนไทยในยุคสมัยของรัชกาลที่ ๙ จะเป็นอย่างไร ก็หมายถึงวิถีปฏิบัติของค่านิยม วัฒนธรรม ศิลปะ ที่จะออกมาเป็นแบบแผนในรัชกาลที่ ๙ คือเป็นร่วมสมัยและจะเป็นอย่างไร นั่นคือคําถามที่ทรงมีพระราชปรารภพูดคุยกับคณะศิลปิน ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) นะครับ ผมขออนุญาตเพียร์ รีวิว (Peer review) นิดหนึ่ง ในเรื่องสไลด์เพื่อให้เห็นว่าฐานที่อยู่ของแผ่นดินของเรา ผมขีดเส้นแดงไว้ในรอบสามเหลี่ยม แล้วมีวงกลม ที่เราเรียกว่า สุวรรณทวีป หรือสุวรรณภูมิที่ว่าปัจจุบันเราอาจจะหมายถึง ๑๐ ประเทศในอาเซียน มีเส้นทแยงไปด้านขวา รวมทั้งฟิลิปปินส์ บรูไน ลงมาที่สุมาตรา อินโดนีเซียด้วย ปัจจุบันเราเรียกว่า ๑๐ ประเทศอาเซียน แต่บนแผ่นดินใหญ่ตรงนี้ เขาเรียกว่าอาณาจักรสุวรรณภูมิมีอายุเป็น ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ปีนะครับ เพราะฉะนั้น องค์ความรู้ต่าง ๆ นั้นเป็นองค์ความรู้เรียกว่า พหุวัฒนธรรม พหุชุมชน พหุองค์ความรู้ เพราะฉะนั้นชุมชนที่อยู่ตรงนี้อยู่มานานและอยู่มาจริงแล้วก็มีองค์ความรู้มากมาย เราจะทําอย่างไรที่จะดึงเอาสิ่งที่เป็นอยู่ตรงนี้ปัจจุบันที่เราเรียกว่าสุวรรณภูมิและมี ๑๐ ประเทศล้อมรอบอยู่ ซึ่งเราเป็นศูนย์กลาง เราเป็นแหล่งรวมของมรดกทางวัฒนธรรมนั้น ดึงตรงนี้ขึ้นมาให้เห็นเป็นรูปธรรมและนํามาต่อยอดนะครับ

สุดท้ายจริง ๆ ก็คงจะกราบเรียนว่าสิ่งที่อยากเรียนฝากก็คือว่าผมขอบคุณ และภูมิใจกับสิ่งที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ทํา แต่สิ่งที่จะฝากเรียนคือว่าทําอย่างไรที่จะพัฒนา แหล่งการเรียนรู้ เรียนรู้พัฒนาคน โดยเฉพาะพัฒนาเรื่องการศึกษาให้ครอส คัตติง (Cross cutting) กับเรื่องของโครงการนี้ ถ้าการศึกษาการเรียนไม่สามารถนําพาคุณค่าด้านศิลปวัฒนธรรม เข้ามาสู่ตัวตนคนได้มันก็จะการรู้ค่า การรู้คุณค่าก็จะหมดความหมายไป

ประเด็นที่ ๒ คือการส่งเสริม การพัฒนา การแปลงภูมิปัญญาในท้องถิ่น และทรัพย์สินทางปัญหานี้ให้เกิดการต่อยอด และสุดท้ายคือการครอส คัตติงกับกรรมาธิการ ในอีกหลากหลายฐาน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ บริหารราชการแผ่นดิน สังคม ชุมชน การศึกษา การวิจัย พัฒนา อินโนเวชัน (Innovation) ต่าง ๆ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างจําเป็นมาก ที่ต้องทํางานร่วมกันจากสิ่งที่กรรมาธิการด้านศิลปวัฒนธรรมได้จัดเสนอแล้วต้องทํางาน เป็นทีม ผมว่าอันนี้เป็นวาระสําคัญ ผมมองว่าเป็นวาระปฏิรูปจริง ๆ เลย ปฏิรูปคนอย่างที่ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิได้พูดบนเวทีว่าคนต้องได้รับการปฏิรูปตรงค่านิยม การรับรู้คุณค่าก่อน เมื่อรู้คุณค่า เขาจะเอาคุณค่านั้นไปแปลงเป็นมูลค่าเป็นภาคต่อไป หรือเขาจะทําเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ งานองค์ความรู้ที่ดีที่งามต่อไปโดยที่มีฐานของความเป็นไทยหรือเป็นตัวเองบนบริบทของโลก ในยุคสมัยปัจจุบัน ขอบคุณครับ