ไพโรจน์ พรหมสาส์น หารือเรื่องการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินและการปกครองท้องถิ่น โดยแนะนำให้แบ่งส่วนกลางออกเป็นภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่และออโตนอมีมากขึ้น และเสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองในจังหวัด เช่น การเปลี่ยนชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นนายกมหานคร และการบริหารจัดการระบบราชการ เพื่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพมากขึ้น
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น สำหรับในภาคนี้ผมคงจะมีประเด็นพูดคุยอภิปรายเพียง ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน กับการปกครองท้องถิ่น ซึ่งความจริงแล้ว ท่านประธานทั้ง ๒ คณะกรรมาธิการก็ได้พูดไปบ้างแล้ว รวมทั้งเพื่อนสมาชิกได้พูดในหลายเรื่อง หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านดอกเตอร์นครินทร์ก็ได้ชี้แจงไปบ้างแล้วในเรื่องของภาค แล้วก็เมื่อวานนี้เราก็ฟังดอกเตอร์ชาติชาย พูดก็มีเหตุมีผลพอสมควร อย่างไรก็ตาม กระผมก็อยากจะกราบเรียนว่าสิ่งที่กระผมจะพูดต่อไปนี้คงจะพูดจากความรู้และประสบการณ์ ที่อยู่ในระบบราชการมาเป็นเวลาเกือบ ๔๐ ปี และเกษียณมาเกือบ ๑๐ ปี ก็จะสะท้อน ความรู้สึกนึกคิดและสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นจริงในทางปฏิบัติ คงไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาคิดมานึกเอาว่า อันนั้นควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อเราบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญอย่างไรแล้วก็น่าที่จะดำเนินการให้เป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามก่อนที่กระผม จะได้กล่าวอะไรต่อไป ขอเรียนฝากท่านเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ ติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นวางไว้ ที่หน้าโต๊ะของท่านทุกคนแล้วกรุณาได้ช่วยกรอกให้เรียบร้อยด้วยนะครับ แล้วพวกเรา จะได้ประเมินผลส่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือเอามาดูกันต่อไปว่าท่านทั้งหลาย มีความคิดเห็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไรครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่าผมจะพูดในเรื่องที่สำคัญ ๆ เรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศชาติบ้านเมืองเราในขณะนี้ก็คือเราจะจัดระบบบริหาร ราชการแผ่นดินให้เหมาะสมได้อย่างไร เพื่อจะรองรับองคาพยพของภาคธุรกิจเอกชน การบริหารราชการงานเมือง การบริการประชาชนหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ระบบบริหาร ราชการแผ่นดินของเรานั้นได้ปฏิรูปมาหลายครั้ง ครั้งพระพุทธเจ้าหลวงก็ปฏิรูปครั้งใหญ่ ต่อมาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ปรับเปลี่ยนมาบ้างพอสมควร ก็อยากจะกราบเรียนว่า โดยหลักการแล้วระบบบริหารราชการแผ่นดิน ถึงอย่างไรก็คงจะจัดในรูปแบบของราชการ บริหารส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่นเป็นหลัก รวมทั้งอาจจะมีส่วนราชการหน่วยงานอื่น ก็สุดแล้วแต่ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ เรามีการ ปกครองแบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะฉะนั้นการจัดระบบบริหารราชการ แบบนี้ก็น่าที่จะเหมาะสมกับประเทศไทยเรา อย่างไรก็ตามก็ผ่านมาหลายปีจนถึงปัจจุบัน เราก็ยอมรับว่าระบบราชการเรามีปัญหา เรามี ๒๐ กระทรวง ๑๕๒ กรมขณะนี้ เรามีข้าราชการท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย พนักงานจ้าง รวมเบ็ดเสร็จทั้งสิ้น ๒,๖๖๐,๐๕๙ คน ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน คิดแล้วก็ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ ๖๕ ล้านคน แต่เราใช้งบประมาณเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน อะไรเบ็ดเสร็จถึงประมาณร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณแผ่นดิน นั่นก็หมายความว่า ใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราใช้ในระบบราชการของเรา ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราไม่ปฏิวัติ ปฏิรูปอะไรต่าง ๆ เราคงจะไม่ได้เสียแล้ว เมื่อหลายปีมาแล้วท่านลองคิดดู ขนาดนโยบาย อีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ที่ทำที่มาบตาพุด จะจัดให้มีอีสเทิร์น ซีบอร์ดขึ้นมา จะต้องวิ่งไปติดต่อถึง ๖๕ หน่วยงาน แปลว่าอะไร แปลว่าส่วนราชการแต่ละหน่วยต่างก็มี อำนาจหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ต้องอนุมัติ อนุญาตกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นเช่นนี้ มันก็คงจะไปไม่ไหว ใครจะมาลงทุนลงรอนภาคเอกชนจะทำอะไร ก็คงจะติดขัดไปหมด ไม่ว่า เราจะปรับเปลี่ยนอะไร อย่างไร เพราะฉะนั้นในชั้นนี้กระผมขอมองคร่าว ๆ เพียงว่า ก็คงจำเป็นที่จะต้องให้ส่วนกลางนั้นทำเฉพาะงานนโยบายที่สำคัญ แล้วแบ่งมอบอำนาจ ไปให้ภูมิภาคหรือกระจายให้ท้องถิ่น อะไรที่ส่วนกลางไม่จำเป็นต้องทำไม่ต้องทำ ทำเฉพาะ ที่จำเป็นในส่วนกลางและถ้าไปทำภูมิภาคก็ทำเฉพาะงานหลัก ๆ เช่นเรื่องทางหลวงแผ่นดิน ชลประทาน ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ แม่น้ำลำคลองอะไรแบบนั้น แล้วที่เหลือ แบ่งมอบอำนาจไปให้ภูมิภาค ส่วนราชการหน่วยงานที่เป็นส่วนกลางในภูมิภาคอย่างที่ผมกราบเรียน วันก่อนแล้ว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๕ หน่วยงาน เป็นภูมิภาคเพียง ๓๕ หน่วยงาน อีก ๘๐ หน่วยงาน เป็นส่วนกลางซึ่งอยู่ในพื้นที่ มีข้าราชการเพียงหน่วยละ ๔ คน ๕ คน ทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นหน่วยงานเหล่านี้อาจจะจำเป็นต้องไปภูมิภาค เราก็อาจจะไป สนับสนุนการทำงานของภาคซึ่งจะมีต่อไป แล้วก็ภาคในอนาคตถ้าหากจะต้องมีเดี๋ยวผมจะพูด ในส่วนนั้นอีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นอะไรที่ท้องถิ่นทำได้ก็ต้องกระจายแบ่งมอบอำนาจไป เมื่อมอบอำนาจไปให้แล้วท้องถิ่นก็ต้องปรับรูปแบบแนวทางการบริหารการจัดการ รวมทั้ง มีภาคประชาชนเข้ามาเป็นสภาพลเมืองตรวจสอบติดตามงานอะไรก็สุดแล้วแต่ ถ้าทำได้ เช่นนั้นผมคิดว่าอะไรต่าง ๆ มันจะถูกแก้ในระดับพื้นที่ ถ้าจำเป็นภูมิภาคยังจะต้องอยู่ เพื่อที่จะทำงานตามระเบียบ กฎหมาย นโยบายจากส่วนกลางก็ว่ากันไป แต่ส่วนกลางจะทำหน้าที่ เป็นพี่เลี้ยง งานเทคนิค งานติดตามอะไรก็สุดแล้วแต่ อันนั้นเป็นภาพรวม ๆ ที่ผมอยากจะ กราบเรียน ในส่วนของท้องถิ่นแน่นอนจะปฏิรูปอย่างไรก็คงไม่พ้นหลักการปกครองท้องถิ่น ที่ว่า เป็นสิ่งที่รัฐจัดให้มีขึ้นเป็นสเตท ครีเอเจอร์ (State creature) แล้วก็ต้องมีอำนาจหน้าที่ ตามกรอบที่กฎหมายบัญญัติจัดตั้งขึ้นมามีออโตนอมี วิดทิน เบาน์ดารี (Autonomy within boundary) ท่านประธานคุณหมอกระแสครับ กระผมเคารพนับถือท่านมานานฝากท่าน เป็นพิเศษด้วยว่าจะทำอย่างไรให้มันอยู่ในกรอบนี้ จะบอกว่าท้องถิ่น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินของท้องถิ่นประมาณ ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นเงิน อุดหนุน เพราะฉะนั้นเงินอุดหนุนก็จำเป็นที่จะต้องให้ส่วนกลางเข้าไปกำกับหรือภูมิภาคกำกับดูแล ตรวจสอบก็เป็นธรรมดา ก็เป็นแนวโน้มต่อไปว่าถ้าเราจะให้ท้องถิ่นโตขึ้นก็ต้องกระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ภาษีทรัพย์สินที่ดินอะไรก็ว่าไปก็สุดแล้วแต่
ประเด็นที่ผมจะมีเวลาอีก ๓-๔ นาที ๑. ก็คือในเรื่องของภาค ผมไม่ค่อยจะ เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะกำหนดให้ภาคเป็นองค์กรที่เป็นราชการบริหารส่วนกลางในพื้นที่ แต่ไม่ขัดข้องที่จะให้เป็นคณะกรรมการภาค แล้วก็เอาส่วนราชการ หน่วยงาน ส่วนกลางอะไรต่าง ๆ ไปจัดทำแผนงาน โครงการ นโยบาย งบประมาณให้เป็นระบบครบวงจร จะดูแลใน ๙ ภาค อะไรก็สุดแล้วแต่ เหมือนโครงการใหญ่ ๆ ของทีวีเอ (TVA) หรือเคชแมน บอร์ด (Cacheman board) ของประเทศออสเตรเลียอะไรก็สุดแล้วแต่ ถ้าทำได้เช่นนั้นอะไรต่าง ๆ จะดีขึ้น เอาเป็นว่าที่จะบอกว่า ในมาตรา ๒๘๔ ที่บอกว่า จะต้องไปกำหนดให้เป็นกลุ่มภารกิจ เป็นการบริหารราชการภาคอะไรต่าง ๆ มันเป็นโครงสร้างที่ขณะนี้อย่างที่ผมเรียนแล้วครับ ขนาดว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถ้ามีภาคก็คงจะเพิ่มมาอีกเป็นพันคน เพราะฉะนั้น มันก็ไม่จำเป็นเลย
อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะขอเรียนในที่นี้ก็คือการที่มาตราถัดไปอีกมาตราหนึ่ง ก็คือการที่บอกว่าจะต้องมีการตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษเต็มพื้นที่ ทั้งจังหวัดภายใน ๑ ปี อันนี้กระผมคิดว่าถ้าอยากจะให้องค์กรนี้เกิดขึ้น เป็นท้องถิ่นรูปพิเศษ ไม่จำเป็นต้องเต็มพื้นที่ บางพื้นที่ก็น่าจะได้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา ๘๒ บอกแล้ว จังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ มันจะใหญ่แค่ไหนจะเต็มพื้นที่ไม่เต็มพื้นที่ ไม่เป็นอะไรครับ ผมยกตัวอย่าง จังหวัดเชียงใหม่ มี ๒๕ อำเภอ ๘ อำเภอรอบนอกจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเลยครับ เป็นมหานครเชียงใหม่ เป็นการปกครองแบบมหานคร เมโทรโพลิแทน กัฟเวิร์นเมนท์ (Metropolitan government) ซึ่งหลายประเทศเขาทำกัน แล้วเปลี่ยนชื่อเสียหน่อย อย่าไปเรียกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ว่ามหานครเชียงใหม่ เป็นนายกมหานครเชียงใหม่ อะไรก็สุดแล้วแต่ แม้กระทั่งกรุงเทพมหานครก็ต้องปรับเปลี่ยน ให้เป็นนายกมหานครกรุงเทพมหานคร แล้ว ๕๐ เขตนี้แทนที่จะเป็นแบบนี้ อาจจะเป็นเทศบาลอะไรทำนองนี้ก็สุดแล้วแต่ เพื่อที่จะให้การบริหารคล่องตัวขึ้น
ประเด็นหลัก ๆ ของผมก็คงจะมี ๒ ประเด็นนี้เพื่อที่จะให้การบริหาร การจัดการที่เราจะกำหนดให้มีขึ้นในอนาคตเพื่อเกิดความคล่องตัวในระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่นนั้น มีความคล่องตัว ภูมิภาคยังอยู่ก็จำกัดอำนาจหน้าที่ลงมา ทำเฉพาะที่จำเป็นต้องทำตามระเบียบกฎหมาย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาก็ทำได้ ทำในเชิงที่เป็น ลอว์ เอนฟอร์ซเมนต์ (Low enforcement) ส่วนท้องถิ่นก็ทำในเชิงพัฒนา ประสานงบประมาณ ประสานการปฏิบัติ ถ้าทำได้เช่นนั้นผมคิดว่าเราแก้ปัญหาไปได้หลายเรื่องหลาย ๆ อย่าง แล้วก็คงจะทำให้ระบบราชการของเราน่ารักกว่านี้และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ขอบพระคุณครับ