ไพบูลย์ นลินทรางกูร หารือเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการเงินและตลาดทุน โดยระบุว่าตลาดทุนมีขนาดใหญ่มากและจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งเพื่อเติบโตในระยะยาว และเรียกร้องการดูแลตลาดทุนให้มีความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และยั่งยืน นอกจากนี้ยังระบุว่าภาครัฐไม่เคยให้ความสำคัญกับตลาดทุน และไม่มีแผนพัฒนาตลาดทุนระยะยาว ทำให้จำเป็นต้องมีการทบทวนและปฏิรูปกฎหมายและภาษีที่เก็บอยู่นั้น
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกทุกท่าน ผม ไพบูลย์ นลินทรางกูร สมาชิก สปช. ด้านเศรษฐกิจครับ วันนี้ผมจะขออภิปราย ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องที่ผม อยากจะขอให้มีการบรรจุเพิ่มเติมเข้าไปในรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องที่ ๒ คือเรื่องที่ผมอยากจะ ให้มีการแก้ไขถ้อยความในมาตรา ๒๘๓ (๔)
ผมขอเริ่มที่เรื่องแรกก่อน เรื่องที่ผมอยากจะให้มีการเพิ่มเติม ผมได้อ่านแนวทาง การปฏิรูปทั้ง ๑๖ มาตรา ซึ่งผมคิดว่าเขียนไว้ได้ดี แต่ยังขาดภาคส่วนที่สำคัญมากของ เศรษฐกิจไทย นั่นก็คือภาคการเงิน ไฟแนนเชียล เซ็คเตอร์ (Financial sector) ซึ่งเราไม่ได้ พูดถึงเลย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีการพูดถึงการที่จะปฏิรูปไฟแนนเชียล เซ็คเตอร์ ของไทย ให้มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น และโดยเฉพาะภาคที่สำคัญกว่านั้นก็คือภาคของตลาดทุน ซึ่งท่านกรรมาธิการอาจจะไม่ทราบว่าตลาดทุนตอนนี้เป็นแหล่งระดมทุนที่ใหญ่ที่สุด และสำคัญที่สุดของประเทศไทย เหตุผล ๓ เหตุผลที่ผมอยากจะให้ว่าทำไมผมคิดว่า มีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องใส่การปฏิรูปตลาดทุนเข้าไปในรัฐธรรมนูญชุดนี้
เหตุผลข้อแรกที่ผมเรียนไปแล้วว่า ตลาดทุนนี้มีขนาดใหญ่มาก ผมจะขอ อนุญาตให้ตัวเลข ขนาดของตลาดทุน ณ ปัจจุบันนี้มีขนาด ๒๔ ล้านล้านบาท ถ้าเทียบเท่ากับ จีดีพี ก็คือใหญ่กว่าจีดีพี ๑ เท่าหรือ ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี อันนี้คือขนาดของตลาดทุน บ้านเรา เศรษฐกิจของไทยได้พัฒนาจากเศรษฐกิจที่เน้นการใช้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ มาเป็นเศรษฐกิจที่เน้นการระดมทุนผ่านตลาดทุน ณ วันนี้สินเชื่อธนาคารพาณิชย์มีขนาด เพียงแค่ครึ่งเดียวของขนาดของตลาดทุน ในอดีตก่อนสมัยปี ๒๕๔๐ ที่เรามีวิกฤติต้มยำกุ้ง ตอนนั้นขนาดของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ใหญ่กว่าตลาดทุนหลายเท่าตัว ฉะนั้น ณ วันนี้ ตลาดทุนถือเป็นแหล่งทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ รัฐบาลเอง ผมจะให้ตัวเลขปีที่ผ่านมา ระดมทุนผ่านตลาดทุน เงินกู้ของรัฐบาลที่ใช้เกือบทั้งหมดมาจากตลาดทุน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้ว รัฐวิสาหกิจก็มีการออกพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในปีที่แล้ว เอกชน ไม่ต้องพูดถึง ระดมทุนผ่านตลาดทุนเกือบจะ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีที่แล้วปีเดียว ฉะนั้นตลาดทุนมีความจำเป็นอย่างมากครับที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดทุน บ้านเรา แล้วถ้าเกิดเศรษฐกิจพัฒนาไปเรื่อย ๆ ขนาดทุนจะใหญ่กว่านี้อีก ประเทศ อย่างประเทศสิงคโปร์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกาที่พัฒนาแล้วเขามีขนาดตลาดทุน เกือบจะ ๔ เท่าของเศรษฐกิจ วันนี้เราอยู่ที่ ๒ เท่า ฉะนั้นถ้าเราจะโตไปแบบนั้น เราจะต้อง เมค ชัวร์ (Make sure) ว่าเราจะโตแบบมีคุณภาพ นั่นเป็นข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ที่ตลาดทุนมีความสำคัญ ก็เพราะตลาดทุนเป็นช่องทางการออมเงิน ที่โตเร็วที่สุด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในวันนี้ระบบเศรษฐกิจบ้านเราได้พัฒนาจากการที่ คนเราจะเก็บเงินออมทุกบาททุกสตางค์ไว้กับเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ กลายมาเป็นเข้ามาสู่ตลาดทุน ถ้าเราดูง่าย ๆ คือกองทุนประกันสังคมที่มีเม็ดเงินอยู่ ๑.๓ ล้านล้านบาทที่ดูแลอยู่ ส่วนใหญ่ เกือบทั้งหมดของเม็ดเงินเขาลงทุนอยู่ในตลาดทุนครับ มีแค่นิดเดียวเองไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่เป็นเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ กองทุน กบข. ๗๒ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในตลาดทุนบ้านเรา สำรองเลี้ยงชีพของภาคเอกชนเกือบทั้งหมดอยู่ในตลาดทุน อันนี้คือความสำคัญว่าเราจะต้อง มาดูแลตลาดทุนของเราให้มันมีความโปร่งใส ให้มีประสิทธิภาพและให้มีความยั่งยืน ที่เติบโตได้
ข้อที่ ๓ ถ้ามองง่าย ๆ ตลาดทุนหรือระบบการเงินบ้านเรา ก็เปรียบเสมือน เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ ถ้าเราต้องการที่จะให้เศรษฐกิจเราพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นเหมือนที่หลาย ๆ ท่านต้องการจะเห็น ลดความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราไม่มีตลาดทุนที่เข้มแข็งที่จะทำให้ต้นทุนในการที่บริษัทเวลามาระดมทุนได้ต้นทุนไปใช้ ในราคาที่ถูกที่สุด มันไม่มีทางจะไปแข่งกับใครได้ครับ ถ้าเกิดตลาดทุนไม่มีประสิทธิภาพ ก็หมายถึงเวลาเรามาระดมทุนเราก็จะได้ต้นทุนที่แพง แล้วเวลาเราได้ต้นทุนที่แพงมันจะเอาที่ไหน ไปแข่งกับชาวบ้านเขา ประเทศที่เขาเป็นคู่แข่งเราเขาใช้ตลาดทุนกันอย่างมากมาย จะได้ต้นทุนที่ดีกว่า อันนี้คือเหตุผลสำคัญที่ผมคิดว่าอยากจะให้คณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาด้วย แล้วทำไมจะต้องมีการปฏิรูปครับ ถ้ามันโตมาได้ดีอย่างนี้แล้วก็ให้มันโตเองต่อไปไม่ได้หรือ คำตอบคือไม่ได้ครับ เพราะที่ผ่านมานี้เราถือว่าโชคดีครับ เพราะภาครัฐเราไม่เคยดูแลเลย ไม่เคยให้ความสำคัญกับตลาดทุน ท่านจะไม่เคยได้ยิน ภาครัฐเราพูดถึงตลาดทุน ภาครัฐยังคิดว่าสถาบันการเงินเป็นอะไรที่สำคัญกว่า ทั้ง ๆ ที่ ตอนนี้ตลาดทุนเป็น ๒ เท่าของสถาบันการเงินไปแล้ว แล้วทำไมจะต้องปฏิรูป เพราะเราไม่มี แผนพัฒนาตลาดทุนระยะยาวเลย ไม่เคยมี ที่ผ่านมาเราโตมาได้เพราะเราเล็ก แต่พอตอนนี้ เราถึงขนาดที่ใหญ่แล้วจะให้โตไปกว่านี้อีก ต้องปรับโครงสร้างครับ เยอะมากครับ ฉะนั้นตรงนี้ กฎหมายหลาย ๆ อย่างเราล้าสมัยมาก ภาษีที่เราเก็บหลาย ๆ ตัวมันล้าสมัยมาก มันจำเป็น จะต้องมีการทบทวน ฉะนั้นจะต้องปฏิรูปตรงนี้ครับ
ข้อที่ ๒ ที่เราจะต้องมีการปฏิรูปต่อไปอีก ก็เพราะว่าตอนนี้เราถึงจุดที่เรา จะยกสถานะตลาดทุนบ้านเราให้เป็นตลาดทุนระดับภูมิภาค เราเติบโตมาจนถึงเรามี ความสามารถในระดับประเทศ แต่ตอนนี้ตลาดทุนทั่วโลกเป็นตลาดทุนที่ไม่มีขอบเขตในการ แข่งขันแล้ว ทุกวันนี้ตลาดทุนสิงคโปร์ ตลาดทุนไต้หวันบุกเข้ามาในบ้านเราทุกวัน มาแย่งชิง ธุรกิจไปจากตลาดทุนบ้านเรา การจะยกสถานะขึ้นไปยิ่งจะต้องมีการปรับโครงสร้างครับ ในวันนี้องค์กรหลาย ๆ องค์กรในตลาดทุนยังถูกแทรกแซงทางการเมืองอย่างไม่เหมาะสม บ่อยครั้งมาก ฉะนั้นผมคิดว่ามีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใส่เรื่องนี้เข้าไปในรัฐธรรมนูญ ครับ
อันสุดท้าย ก็คือการเข้าถึงตลาดทุนบ้านเรา สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ยังถือว่าไม่ดีพอครับ เราจะต้องช่วยกันทำให้ตลาดทุนเป็นแหล่งทุนได้ทั้งสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจขนาดเล็กครับ สรุปง่าย ๆ ก็คือผมอยากจะให้ท่านช่วยทบทวนข้อเสนอที่จริง ๆ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังได้ส่งให้ไปแล้ว เราเขียนหมดแล้วว่า เราอยากจะให้มีการปฏิรูปตลาดทุนเพราะอะไร อยากจะให้ท่านทบทวนแล้วใส่เข้าไป ในนั้นครับ
ประเด็นที่ ๒ ประเด็นเรื่องการแก้ไขข้อความครับ มาตรา ๒๘๓ (๔) ซึ่งพูดถึง ระบบบำนาญแห่งชาติ ผมจะอ่านเร็ว ๆ เขียนว่า จัดให้มีระบบบำนาญแห่งชาติเพื่อให้ ครอบคลุมกลุ่มประชากรที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญให้ดำรงชีพได้อย่างเพียงพอและยั่งยืน ถ้าอ่านโดยผิวเผินก็ฟังดูดี แต่ถ้าไปดูจริง ๆ แล้วเขียนแบบนี้มันไม่ตอบโจทย์ที่ทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ที่เคยเสนอไปแล้วครั้งหนึ่ง โจทย์ของประเทศเราง่าย ๆ ครับ ตอนนี้มันไม่ครอบคลุม เพราะมันไม่ใช่ระบบบำนาญที่เป็นภาคบังคับ มันเป็นระบบบำนาญภาคสมัครใจ ถ้าเรา ไม่มีการระบุชัด ๆ ว่าเป็นภาคบังคับอย่างไรมันก็ไม่ครอบคลุมครับ
ข้อที่ ๒ ระบบบำนาญในปัจจุบันมีความไม่เพียงพอ เพราะคนที่ได้รับ เงินบำนาญตอนเกษียณอายุไม่สามารถจะดำรงชีพได้ เพราะเงินที่ได้มันน้อยเกินไปครับ และ
ข้อที่ ๓ ระบบบำนาญในปัจจุบันไม่มีความยั่งยืน เพราะเป็นระบบบำนาญ ที่พึ่งพิงภาครัฐมากจนเกินไป เราใช้เงินเกือบทั้งหมดมาจากภาครัฐ ทั้งที่ภาคเอกชน นายจ้างเอกชน มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยดูแลระบบบำนาญ ฉะนั้นเวิร์ดดิงที่ผมอยากจะขอแก้ไข เพื่อให้มันสมบูรณ์ขึ้น จะอ่านอย่างนี้ จัดให้มีระบบบำนาญแห่งชาติภาคบังคับที่มีความยั่งยืน เพื่อให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มให้ดำรงชีพได้อย่างเพียงพอหลังเกษียณ ที่ผมย้ายคำว่า ยั่งยืน มาไว้ตรงข้างหน้า เพราะว่าความยั่งยืนในบริบทของระบบบำนาญ คือความยั่งยืน ของระบบ ไม่ใช่ความยั่งยืนของการดำรงชีพ ถ้าใส่ไว้ข้างหลังจะเหมือนเป็นการให้การดำรงชีพ มันยั่งยืน แต่ถ้าเราให้เงินเขาเพียงพอแล้วมันก็ยั่งยืนด้วยตัวมันเอง แต่ที่จะต้องทำในวันนี้ คือ ให้ระบบมันยั่งยืน คือเป็นระบบที่ภาครัฐก็จะต้องกำหนดงบประมาณ มีการฟอร์คาสท์ (Forecast) ไปข้างหน้าว่าจะใช้เงินเท่าไร ไม่ใช่ดูกันเป็นปีต่อปี แล้วตั้งเป็นกองทุนขึ้นมา บริหารให้มันงอกเงย แล้วความงอกเงยของการที่บริหารเงินขึ้นมาไปจ่ายเป็นค่าบำนาญ ไม่ใช่หักจากงบประมาณรายปีแบบที่ทำอยู่ในวันนี้ แล้วก็ต้องเป็นภาคบังคับที่บังคับให้ นายจ้างเอกชนซึ่งทุกวันนี้ยังมีอีกเยอะมากที่ไม่ยอมที่จะจ่ายเงินตรงนี้ผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้เป็นภาคบังคับให้กับพนักงานตัวเอง ฉะนั้นอันนี้ผมคิดว่าถ้าแก้เป็นถ้อยคำแบบนี้ก็น่าที่จะ สมบูรณ์ขึ้นครับ ผมก็ขอจบการอภิปรายเพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ