สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญขาดวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ชาติเป็นตัวกำกับ ทำให้การปฏิรูปในภาค 4 หมวด 2 ไม่ชัดเจน และอาจทำให้การปฏิบัติใช้ได้จำกัด นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นต้นแบบการเมืองที่มีจริยธรรม และเปิดโอกาสให้คนเก่งคนดีได้ทำงานต่อจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

กราบเรียนท่านประธานไปทางท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ผมคิดว่าได้พูดกันเยอะมากเลยกับคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญถึง ๔ แห่ง ผมอยากจะขอตัดตอนไปที่เมื่อสักครู่ท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ได้พูดไปเยอะเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผมคิดว่าวันนี้พวกเรา สปช. ได้ให้ ความเห็นอย่างชัดเจนว่ายุทธศาสตร์ชาตินั้นมีความสำคัญ แต่สิ่งที่ผมดูในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ สิ่งที่ยังไม่เห็นก็คือยังไม่ได้มีระบุในเชิงของหน่วยงาน หรือกลไกที่จะทำยุทธศาสตร์ ชาติ ซึ่งผมเข้าใจว่าจะไปอยู่ในกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต แต่อย่างไรก็ดีผมอยากขอใช้เวลาสภาแห่งนี้ในการที่อยากเรียนเสนอความคิดว่า หน่วยงาน ทำยุทธศาสตร์เป็นหน่วยงานสำคัญ แล้วก็มีอยู่ ๒ แนวคิด แนวคิดหนึ่งก็คือหน่วยงาน ที่รวบรวมผู้คนเข้ามาคิดยุทธศาสตร์ชาติ แต่อีก ๑ แนวคิดจะเป็นหน่วยงานท็อปดาวน์ (Top down) ก็คือว่าเป็นหน่วยงานที่เต็มไปด้วย เขาเรียกว่าทิงก์แท็งก์ (Think tank) คือ เป็นผู้รู้จริง ๆ ที่คัดคุณสมบัติครีม (Cream) จริง ๆ ขึ้นมาทำ และสำคัญขนาดนี้ในยุคขณะนี้ มีความจำเป็นที่ต้องมีความเป็นสากลหรืออินเตอร์เนชันแนล (International) เพราะว่า โลกใบนี้มันแข่งขันกันหมดแล้ว ไม่ใช่เฉพาะการมองในประเทศเท่านั้นคงต้องมอง ต่างประเทศด้วย และสำคัญที่คิดว่าหลายท่านได้พูดไปแล้ว หน่วยงานยุทธศาสตร์ชาตินี้ จำเป็นจะต้องมีเรื่องของการที่จะเป็นพาร์ติซิเพชัน (Participation) ก็คือการที่จะรับฟังความคิดเห็น โดยทั่วไป ผมเรียนเสนอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างนี้ครับว่าอยากให้เพิ่มเติม ในร่างรัฐธรรมนูญว่า อยากให้มีการระบุตรงนี้เพื่อเห็นความชัดเจนในการไปทำงานต่อว่า ให้มีหน่วยงานอิสระ รับผิดชอบเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อที่ว่าเราจะได้ไปทำกฎหมายว่าด้วยการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผมเข้าใจว่าได้มีแนวคิดนี้กันอยู่แล้ว แล้วก็เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ หากว่ายุทธศาสตร์ชาติมีแล้วมันจะสอดรับกับพวกเราที่ได้ทำสัมมนากันในเรื่องของวิสัยทัศน์ ท่านประธานครับ เรามีการพูดคุยกันเยอะในเรื่องของทิศทางการไปข้างหน้า วันนี้ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่าน พลโท นาวินได้พูดแล้วชัดเจนมากนะครับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่มีวิสัยทัศน์เป้าหมายชัดเจนว่าอีก ๕ ปีข้างหน้า อีก ๑๐ ปีข้างหน้า อีก ๒๐ ปีข้างหน้าเราจะเป็นอะไร ซึ่งผมเชื่อว่าวิสัยทัศน์เหล่านี้หรือเป้าหมายเหล่านี้ไม่เป็น ความขัดแย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดนี้ควรจะต้องทำเรื่องนี้ และไม่ว่า รัฐบาลใดมาก็ตามจะต้องทำอยู่ในกรอบของยุทธศาสตร์ชาติหรือเป้าหมายวิชัน (Vision) ตัวนี้ วิสัยทัศน์ตัวนี้ เพื่อให้ชาติเราเป็นโอกาสของการปฏิรูปครั้งนี้นั้นจะได้มีทิศทาง การทำงานกับรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่ว่ามาถึงจะทำอะไรก็ได้อย่างที่ท่าน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พลโท นาวินได้พูดเมื่อบ่ายวันนี้

ประเด็นเดียวกันเมื่อพูดถึงเรื่องนี้พอมาถึงเรื่องของการปฏิรูปในภาค ๔ หมวด ๒ นี้ กระผมมีความกังวลใจอย่างนี้ว่าเราได้ใส่ปฏิรูปลงไปเยอะมากในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยความตั้งใจของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ทางสภาปฏิรูปเองที่อยากจะทำ การปฏิรูปประเทศเพื่อก้าวพ้นไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไปสู่ประเทศที่เจริญกว่านี้ แต่พอมัน ขาดวิสัยทัศน์ พอมันขาดทางด้านของยุทธศาสตร์ชาติเป็นตัวกำกับ ผมไม่แน่ใจว่าแนวทาง การปฏิรูปหรือข้อเสนอปฏิรูปซึ่งเราทำกันด้วยความจำกัดและเร่งด่วนพอสมควร เนื่องจาก กรอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นมีความจำกัดนั้น เรายังไม่ได้ตกผลึกอย่างชัดเจน และเรายังไม่ได้ มีโอกาสที่จะมีเป้าหมายอย่างชัดเจนถึงวิสัยทัศน์ที่ได้ระบุอย่างชัดเจนร่วมกันแล้ว ดังนั้นเราก็ ยังจะขาดถึงการตกผลึกและนำไปเชื่อมร้อย คือซินเนอร์ไจซ์ (Synergize) กัน ซึ่งตรงนี้ ผมว่าเรามีเวลาอยู่ ๖๐ วันจากตรงนี้ ถ้าเราสามารถที่จะกำหนดประเด็นถึงวิสัยทัศน์ หรือทิศทาง ถึงแม้วิสัยทัศน์นี้ในอนาคตเมื่อมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมาแล้วจะต้อง เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ผมเชื่อว่ากรอบเปลี่ยนแปลงไปไม่มาก แต่ถ้ามีตรงนี้แล้วกระบวนการ ปฏิรูปสอดรับเป้าหมายตัวนี้ให้ตกผลึกตรงกัน แล้วตัดบางประเด็นออกแล้วเชื่อมร้อย ผมคิดว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่นำไปปฏิบัติใช้ได้จริง มิฉะนั้นผมจะดูว่าในมาตราตรงนี้ จะมีสิ่งที่มีข้อเสนอค่อนข้างมากและดูกระจัดกระจาย ก็กังวลใจว่าหากร่างนี้ออกไปก็จะทำ ให้คนที่ติดตามนั้นมองเห็นความเชื่อมโยงได้จำกัด

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมคิดว่าได้มีการพูดถึงมากในเรื่องของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ มี ๒ แนวคิด ก็คือว่า มีความจำเป็นต้องเป็นเป็นโครงสร้างอย่างนี้หรือไม่ หลายท่านได้พูดถึงว่าอาจจะเป็น โครงสร้างอื่นก็ได้ เช่นในนามของคณะกรรมการหรืออะไรก็ตาม อันนี้คงจะต้องเรียนฝาก ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญศึกษาตรงนี้ แต่หากว่าจะมีอยู่ในโครงสร้างเดิมที่เรา ยังมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมอยากจะเป็นอีก ๑ เสียงสนับสนุนว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ เรามาเพื่อการปฏิรูป เรามาเพื่อการยกมาตรฐานทางการเมืองใหม่ ผมเองเป็นคนหนึ่ง ไม่เห็นด้วยที่จะมีการระบุโควตาของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเอาไว้ไปเป็นโควตาถึง ๖๐ คนในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เราน่าจะเปิดสรรหา แล้วถ้าเป็นไปได้นั้น เราต้องเปิดกว้าง ไม่ใช่เป็นการสืบทอด และนี่คือบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง เป็นจริยธรรม ทางการเมืองใหม่ เป็นสิ่งที่พวกเราหลายคนเรียกร้องแล้วก็แสวงหาว่า เมื่อไรเราจะมี การเมืองที่รับผิดชอบ มีจริยธรรม ผมว่าครั้งนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติน่าจะเป็นต้นแบบที่จะมี จริยธรรมในเรื่องนี้ คือไม่รับที่จะทำงานด้านปฏิรูปต่อไปเพื่อเปิดโอกาสว่าเราไม่ได้สืบทอดอำนาจ และเปิดโอกาสให้คนเก่ง คนดีที่อยู่นอกสภาของเรานั้นได้มีโอกาสทำงานต่อจากพวกเรา ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ