สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

ประภาภัทร นิยม หารือเรื่องมาตราปฏิรูปการศึกษา โดยมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการกระจายบทบาทและอำนาจการจัดการศึกษา การกระจายการจัดสรรงบประมาณ และการก่อตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ เพื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เธอเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์และการพัฒนาพลเมือง โดยให้การศึกษาเป็นยุทธศาสตร์ชาติ

รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม

กราบขอบพระคุณท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ ดิฉัน ประภาภัทร นิยม สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็กรรมาธิการ ด้านการศึกษา ครั้งนี้ดิฉันขอโอกาสที่จะได้นำเรียนต่อท่านประธาน แล้วก็ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งสมาชิกทุก ๆ ท่านด้วยนะคะ ดิฉันเห็นภาพรวม ดิฉันนั่งฟังมา โดยตลอด ได้ฟังได้ความรู้มากมายเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นไปเพื่อให้เกิดการปฏิรูป ประเทศขึ้น ดิฉันคิดว่าทุกเรื่องมีความยากลำบากพอ ๆ กัน ไม่มีเรื่องใดที่จะทำได้ง่าย ๆ เลย แต่ก็เป็นความพยายามของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะเป็นเครื่องมือ เป็นสารตั้งต้นที่จะก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้นในสังคม ในอีกไม่ช้าข้างหน้านี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงเป็น ความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ดิฉันเห็นในมาตราทุก ๆ มาตราที่เกี่ยวกับการศึกษา ตั้งแต่มาตรา ๕๒ มาตรา ๘๔ มาจนถึง มาตรา ๒๘๖ ดิฉันรู้สึกว่าเราได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น แล้วก็ได้เห็นเจตนารมณ์ในการที่จะ แก้ปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาที่ครอบงำเรื่องของสถานการณ์การศึกษาของเราอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ เราทุกคนก็คงจะทราบดีอยู่แล้วถึงเรื่องของความตกต่ำ แล้วก็ความที่ก้าวไปไม่พ้นจากก้าวเดิม วนอยู่ในที่เดิมของสถานการณ์การจัดการศึกษาของไทย ไม่ว่าจะโดยการวัดโดยระดับ ภายในประเทศหรือว่าต่างประเทศก็ดี เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดแล้วก็เชื่อว่าทุก ๆ คนจะมีความ คาดหวังอยู่กับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเรื่องการศึกษาอยู่มากทีเดียว โดยเฉพาะการที่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลาย ๆ ท่านได้อภิปราย แล้วก็ฝาก หลายเรื่องก็ลงมาอยู่ที่เรื่อง ของการจัดการศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันก็คงจะมาไม่ผิดทางที่ว่าเราจะใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นสารตั้งต้นที่จะบ่งบอกการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของระบบการจัดการศึกษา แต่เพื่อที่จะให้ เรื่องนี้ฉายแสงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สว่างไสวยิ่งขึ้น ดิฉันก็อยากจะเรียนว่าเรื่องของการศึกษา น่าจะถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญว่าเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ถึงแม้ว่า การอภิปรายอาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับเรื่องของการเมือง แต่ในที่สุดแล้วพลเมืองที่พร้อมที่จะ สร้างประชาธิปไตยที่ดีก็ต้องมาจากพลเมืองที่ได้ฝึกฝนดีแล้ว ในระบบการศึกษาที่มี ประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล เพราะฉะนั้นดิฉันก็เชื่อว่าการบรรจุถ้อยคำหรือว่าการชี้ชัด โดยรัฐธรรมนูญที่จะแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนของรัฐธรรมนูญ ว่าอยากจะเห็นการศึกษา เป็นยุทธศาสตร์ชาติ คงจะไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง แล้วก็ต้องขอความอนุเคราะห์ จากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านว่า ขอได้ช่วยพิจารณา อาจจะบรรจุ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นคำวรรคแรกที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้ เพื่อที่จะชี้นำหนทางว่าเราจัดอันดับเรื่องของการปฏิรูปการศึกษานี้ไว้ที่ไหนอย่างชัดเจน

ทีนี้ในอันดับต่อมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ในมาตราปฏิรูป การศึกษา มาตรา ๒๘๖ ดิฉันคิดว่ามีความแยบคายอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะว่าท่านได้บรรจุไว้ ทั้งในระดับการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงในระดับประเด็นปัญหา ที่สำคัญ ๆ ไว้อย่างครบถ้วน ในระดับโครงสร้างก็เช่น ในเรื่องของการกระจายบทบาท และอำนาจการจัดการศึกษาลงไปยังผู้ที่มีส่วนในการที่จะเป็นหุ้นส่วนสำคัญ เป็นผู้จัดการ ศึกษาที่สำคัญ ๆ อย่างหลากหลาย ทั้งในลักษณะของผู้จัดที่เป็นเอกชนก็ดี เป็นระดับท้องถิ่นก็ดี เป็นชุมชนหรือเป็นองค์กรอื่น ๆ ก็ดี เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ได้บรรจุไว้แล้วในมาตรา ๒๘๖ (๑) ซึ่งดิฉันคิดว่าชัดเจนดีแล้วในส่วนนี้

รวมทั้งใน (๒) คือการกระจายเรื่องการจัดสรรงบประมาณรายหัวตรงสู่ผู้เรียน ซึ่งตรงนี้อาจจะตัดคำว่า ทุกคน ออกไป เพื่อความเหมาะสม เนื่องจากบางท่าน อย่างท่านสมเกียรติ ดิฉันขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้อภิปรายแล้วในเรื่องนี้ว่าจะเป็นการชี้นำการตีความที่ไม่เป็นประโยชน์ แก่การใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพต่อการจัดการศึกษาได้อย่างทั่วถึง แล้วก็พอเพียง และเหมาะสมตามความจำเป็น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจจะขออนุญาตเสนอ ขอตัดคำว่า ทุกคน แต่ว่าแนวทางของการกระจายเรื่องของการจัดสรรงบประมาณนี้เป็นกุญแจที่สำคัญ และเป็นคานงัดที่สำคัญมาก ซึ่งทุกคนก็พยายามที่จะให้เกิดผลสำเร็จขึ้นในกลไกนี้

และกลไกที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านได้นำร่องไว้แล้วในร่างรัฐธรรมนูญ ในวรรคสุดท้ายของมาตรา ๒๘๖ ที่ให้มีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ เพื่อที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาและบรรลุผลได้อย่างแท้จริง ในระยะยาว ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี ดิฉันคิดว่าเช่นนั้น แล้วก็คณะกรรมการชุดนั้นถูกระบุไว้แล้วว่า จะต้องจัดตั้งขึ้นภายใน ๑ ปี หลังจากที่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศแล้ว ดิฉันเชื่อว่ากลไกเหล่านี้ ชัดเจน แล้วก็มีความรอบคอบพอสมควร

ส่วนในประเด็นอื่น ๆ ในเรื่องระบบการเรียนรู้ต่าง ๆ ก็ดี ซึ่งทางหลาย ๆ ท่าน ได้อภิปรายเพิ่มเติม แล้วก็คิดว่าเราคงจะรวบรวมแล้วส่งให้กับท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง เราเข้าใจดีว่าระบบการเรียนรู้จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องนี้ เราได้เห็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ตัวอย่างของต่างประเทศ เช่นของประเทศจีน นายกรัฐมนตรี หลี่ หลานชิง ได้ประกาศเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อประชากร ๑,๓๐๐ ล้านคน โดยเปลี่ยนมุมจากวัน เนชัน วัน เคอร์ริคูลัม (One Nation One Curriculum) ไปสู่ โฮล เนชัน ดิฟเฟอเรนท์ เอ็กซ์เพอร์ตี (Whole Nation different experty) การแสวงหาความหลากหลาย ของผู้เชี่ยวชาญ อันนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ชัดเจนมาก เพราะฉะนั้นเรื่องของการกำหนดให้มี ความคิดใหม่ ๆ หรือว่าทัศนียภาพใหม่ ๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาขึ้น ยังมีความจำเป็น ที่ดิฉันคิดว่าน่าจะต้องบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วย ยกตัวอย่างอย่างประเทศสิงคโปร์ ก็มีเช่นกันในครั้งที่เขาจะปฏิรูปการศึกษาที่เขามีวลีสั้น ๆ ว่า ทีช เลส เลิร์น มอร์ (Teach less learn more) หรือแม้แต่ในประเทศฟินแลนด์ซึ่งพูดถึงควอลิตี (Quality) กับอินอีควอลิตี (Inequality) คือคุณภาพแล้วก็ความเท่าเทียมกัน อันนี้ก็เป็นจุดที่สำคัญซึ่งบ่งบอกถึง เจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่า จะทำอะไรในเรื่องของระบบการจัดการเรียนรู้ การที่เขาระบุเช่นนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนรู้ที่ชัดเจนมากในประเทศต่าง ๆ ซึ่งได้นำเอา นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย แล้วที่สำคัญก็คือตรงสู่ผู้เรียน เพราะฉะนั้นการปฏิรูปครั้งนี้ดิฉันห่วงว่า แม้ว่าเราจะกำหนด กลไกต่าง ๆ เอาไว้อย่างรอบคอบแล้วก็ตาม แต่ว่าวิธีการที่จะนำลงสู่ผู้เรียนให้ได้ผลอย่าง รวดเร็ว เป็นทางลัด เราอาจจะยังต้องไปเพิ่มเติม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและเด็กรอไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ สมัยนี้เขามีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากสมัยของพวกเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็อยู่กัน ในคนละยุคของวิธีการการสื่อสาร การเรียนรู้ เราแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นการปรับ ระบบการเรียนรู้ทันทีอย่างก้าวกระโดดเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความเร่งด่วนมาก ๆ ดิฉันอยากขอ เสนอกลไกหนึ่งที่อาจจะช่วยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นก็คือที่ดิฉันได้เคยได้รับ ความกรุณาแนะนำ ข้อแนะนำจากทางด้านสื่อสารมวลชน ท่านประธาน กมธ. คือท่าน อาจารย์จุมพล ในเรื่องของการใช้สื่อเพื่อเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ของสังคม ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ รัฐต้องลงทุนในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการสร้างความรู้ เรียกว่าเป็นโนวเลจ ซูเปอร์ ไฮเวย์ (Knowledge super highway) ที่ทุกคนจะเข้าถึงได้ โดยง่ายนะคะ แล้วสิ่งนี้ถึงแม้ว่าเราจะไม่ทำ เด็ก ๆ และคนรุ่นใหม่ก็แสวงหาและเข้าถึง ด้วยตัวเองอยู่ดี ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ควรที่จะบรรจุเอาไว้ แล้วก็เร่งทำโดยด่วนเพื่อที่จะให้เกิด อีกทางเลือกหนึ่ง นอกเหนือไปจากการที่เราสนับสนุนให้เกิดผู้จัดการศึกษาที่หลากหลายแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสมบูรณ์ แล้วก็มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับ เรื่องของการพัฒนามนุษย์ พัฒนาพลเมืองนะคะ ดิฉันก็ขอนำเสนอไว้เพียงเท่านี้ ขอขอบพระคุณค่ะ