สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

ประภาศรี สุฉันทบุตร หารือเรื่องการกำกับราคายาและค่ารักษาพยาบาล โดยอ้างว่าโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และมีกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างรัฐกับเอกชน นอกจากนี้ยังอ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้สนับสนุนสาธารณสุขภาคเอกชน และมีผลกระทบต่อโรงพยาบาลเอกชน และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการแพทย์ไทยให้เป็นศูนย์กลางการแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก โดยเรียกร้องให้รัฐและเอกชนร่วมมือกันผลิตแพทย์และพยาบาลไทยให้เพียงพอ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและราคาเหมาะสม

นางประภาศรี สุฉันทบุตร

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ประภาศรี สุฉันทบุตร สปช. จังหวัดยโสธร ท่านประธานคะ ดิฉันเสียดายเวลานาทีทอง ๑๐ นาทีของดิฉันมากเลยนะคะ จริง ๆ แล้วดิฉันควรจะได้อภิปรายในเรื่องที่เกี่ยวกับบริหาร ราชการแผ่นดินหรือการกระจายอำนาจไปสู่ส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่เรื่อง กกต. ที่ดิฉัน ไม่อยากให้มี กจต. แต่บังเอิญดิฉันไม่สามารถช่วยอภิปรายในเรื่องเหล่านั้นได้ เพราะว่าดิฉัน ทำงานในคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง และคณะกรรมาธิการปฏิรูป ระบบสาธารณสุข แล้วก็ไปเจอมาตราหนึ่งเมื่อครู่ท่านคุณหมอประเสริฐได้อภิปรายด้วยแล้ว โดยที่เราไม่ได้นัดหมายกันเลยและดิฉันก็ขออภิปรายเสริมในมาตรา ๒๙๔ (๔) ที่หลักการ ก็คือรัฐต้องกำกับค่ายา แล้วก็ค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน ต้องใช้ศัพท์ว่าโรงพยาบาลเอกชน เลยนะคะ เขาไม่กล้าเขียนตรง ๆ ว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนค่ะ ดิฉันก็อยากบอกว่าดิฉัน พยายามคุยอยากให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนเวิร์ดดิง (Wording) นี้มานั่งอยู่ด้วย ก็จะดี ดิฉันพยายามคุยกับหลาย ๆ ท่านในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าประโยคเหล่านี้ จะเขียนไม่ได้เลย เพราะว่าท่านเขียนจากความรู้สึก ท่านไม่ได้เขียนจากหลักการและเหตุผล กฎหมายต่าง ๆ ท่านจะเขียนจากความรู้สึกของท่านไม่ได้ คุยไปคุยมาท่านก็บอกว่าที่ประชุม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสียงส่วนใหญ่ก็ยืนยันว่าจะใช้วิธีกำกับค่ารักษาพยาบาล เพราะมีความรู้สึกว่าไปรักษาที่เอกชนแล้วแพง ค่ารักษาสูง อันนี้ก็ค่ารักษาที่เอกชนสูงจริง ๆ แล้วดิฉันจะเล่าให้ฟังว่าสูงเพราะอะไรนะคะ แต่ก่อนที่ดิฉันจะเล่าให้ฟังดิฉันขอเรียนให้ทราบว่า ภาคเอกชนโดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนของไทยเราเก็บกดมากนะคะ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้รับ การส่งเสริมจากรัฐบาลเท่าที่ควร เราดิ้นรนหาตลาดต่างประเทศเองโดยรัฐบาลหรือเครือข่าย สาธารณสุขไม่สนับสนุนเราเลย แล้วก็ที่สำคัญกฎหมายต่าง ๆ ที่ใช้ระหว่างรัฐกับเอกชน คนละกฎหมายกัน ประชาชนในประเทศนี้ควรอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน กฎหมาย สถานพยาบาลของรัฐก็อีกกฎหมายหนึ่ง กฎหมายเอกชนก็อีกกฎหมายหนึ่งแก้กันไม่ได้เลย แล้วก็ไม่ช่วยเอกชนเลย ทั้ง ๆ ที่เอกชนเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขไทย แล้วที่สำคัญ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านดูได้เลยนะคะ มาตรา ๒๙๔ นี้ ไม่มีคำพูดเอ่ยถึงคำว่า เอกชน เลย ไม่มีคำพูดถึงคำว่า สาธารณสุขภาคเอกชน แม้แต่คำเดียว เมื่อไม่พูดแล้ว ไม่สนับสนุน ไม่ดูแลแล้ว แต่ปรากฏว่ามาตรา ๒๙๔ (๔) ไม่ส่งเสริมแล้ว แต่บอกว่าให้ กำกับควบคุมราคายา และค่าบริการทางการแพทย์ให้มีราคาและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการ ไม่สนับสนุน ไม่เอ่ยถึง ไม่มีความรู้สึกว่ามีสาธารณสุขภาคเอกชนอยู่ในประเทศนี้ โดยท่านที่เขียน รัฐธรรมนูญ แต่กลับมากำกับควบคุมราคา ดิฉันงงมากเลย ก็แสดงว่าตั้งใจที่จะจัดการกับ โรงพยาบาลเอกชนโดยตรงเลย ทีนี้ขอให้ท่านกลับไปทบทวนใหม่เลยค่ะ เราไม่ใช่ว่าจะ เคลื่อนไหว ในคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขก็พยายามจะส่งเรื่องมา ดิฉันก็ขอให้ ผ่านเรื่องมาทางคณะกรรมาธิการว่าเรื่องกำกับค่ายาให้ตัดออก ก็มาดูในเล่มนี้ที่ท่านช่วยกัน แก้ไขก็ไม่มีการตัดออกหรือทำใด ๆ ทั้งสิ้นของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดิฉันก็เลย อยากเรียนว่าท่านจะกำกับราคายาของโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ เพราะเหตุผลว่าโรงพยาบาล เอกชนแม้ว่าจะราคาสูงก็ต้องยอมรับ แล้วเดี๋ยวดิฉันจะบอกว่าราคาสูง สูงเพราะอะไร โรงพยาบาลเอกชนเป็นทางเลือก โรงพยาบาลไม่ได้บังคับให้ท่านไปรักษา ประชาชนชาวไทยทุกคนมีสิทธิรักษาสุขภาพดีถ้วนหน้าใน สปสช. ถึง ๔๐ กว่าล้านคน มีสิทธิ หมดแล้ว ในประกันสังคมก็มีสิทธิหมดแล้ว สวัสดิการข้าราชการก็มีสิทธิครอบคลุมทั้ง ๖๗ ล้านคน ยังไปครอบคลุมของคนต่างด้าวที่มาอยู่เมืองไทยอีก ครอบคลุมได้หมดแล้ว ดังนั้นการไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนท่านสมัครใจไปเอง ท่านสมัครใจ การรักษาพยาบาล เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต แต่โรงพยาบาลเอกชนไม่ใช่สินค้าที่จำเป็น พอไม่ใช่สินค้าที่จำเป็น ท่านจะไปกำกับราคาไม่ได้ นี่คือความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจเสรีนะคะ

ข้อ ๒ โรงพยาบาลเอกชน มีกฎหมายให้แจ้งค่ารักษาพยาบาลค่ะ ท่านทำความเข้าใจ กับประชาชนทุกผู้ทุกนามเลย ถ้าท่านต้องการจะไปเอ็กซเรย์ปอดที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ท่านโทรไปถามโรงพยาบาลกรุงเทพก่อนเลยนะคะว่าค่าเอ็กซเรย์ปอดเท่าไร ท่านสามารถ ถามราคาได้ ถ้าเขาไม่บอกราคา เขาผิดค่ะ เพราะฉะนั้นมีกฎหมายให้แจ้งค่ารักษาพยาบาล อยู่แล้ว ท่านจะมากำกับค่ารักษาพยาบาลอีกทำไม แล้วในส่วนของค่าแพทย์ ค่าดอกเตอร์ ฟี (Doctor fee) คือค่าแพทย์ แพทยสภากำกับอยู่ค่ะ พ.ร.บ. ฉบับหนึ่ง ปี ๒๕๔๔ เราไม่ได้ขึ้นค่ารักษาของแพทย์ ดอกเตอร์ ฟีมา ๑๐ กว่าปีแล้วนะคะ ใน พ.ร.บ. ๒๕๔๔ ก็จะมีค่าแพทย์บอกไว้ทั้งหมดเลย เช่น ถ้าผ่าตัดไส้ติ่งหมอจะสามารถคิดดอกเตอร์ ฟีได้ เขาให้เป็นเรนจ์ (Range) ไว้เลยว่า ๕,๐๐๐ บาทถึง ๒๐,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของ โรงพยาบาลเอกชนนั้น ๆ ให้เป็นเรนจ์ที่กว้างมากเลย ดังนั้นท่านสามารถถามได้ ถามไป ที่แพทยสภาก็ได้ ถามไปที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลไม่ตอบอันนี้ ผิดค่ะ ถ้าโรงพยาบาลเอกชน อันไหนไม่ให้ข้อมูลนี้จะผิดนะคะ ทีนี้ข้อระเบียบอีกอันหนึ่งที่ท่านไม่ต้องกังวลเลยที่ท่าน จะต้องมากำกับอะไรเลยนะคะ โรงพยาบาลเอกชนมีกฎหมายว่าจะปฏิเสธการรักษาคนไข้ไม่ได้ ถ้าท่านไปโรงพยาบาลเอกชนแล้วท่านไม่มีเงิน ไปในสภาพที่อาการหนักมาก เขาต้องรักษาให้ท่านค่ะ จะปฏิเสธไม่ได้เลย ถ้าโรงพยาบาลไหนปฏิเสธ โรงพยาบาลนั้นผิดค่ะ แล้วในขณะเดียวกัน รัฐบาลปัจจุบันทันสมัยมาก เขามี พ.ร.บ. ฉุกเฉิน หากท่านไปที่โรงพยาบาลเอกชนด้วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลเอกชนโรงนั้นจะต้องรักษาท่านจนกระทั่งท่านปลอดภัย เมื่อปลอดภัยแล้ว ก็จะนำท่านไปยังโรงพยาบาลที่ท่านเป็นสิทธิอยู่ ค่าส่งก็ไม่คิดเงิน รัฐบาลมาจ่าย เรามี พ.ร.บ. ฉุกเฉิน อันนี้อยู่ ท่านเรียกใช้สิทธิอันนี้ได้เลย ดังนั้นไม่เห็นจำเป็นจะต้องมากำกับอะไรเขาเลย คนไทยมีสิทธิประจำตัวทุกคนนะคะ อย่างที่ดิฉันบอก ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ดิฉันพยายามคุยตลอดเลย ท่านก็บอกว่าเสียงส่วนใหญ่ก็สรุปแบบนี้ แบบนี้นะคะ จนดิฉัน รู้สึกดิฉันต้องต่อสู้โดดเดี่ยว ต่อสู้อยู่คนเดียว ในขณะที่ประชาชนคนไข้ของดิฉันเขาอยาก มาหาดิฉัน อยากมารักษาที่เรา ประชาชนมารักษาที่เอกชนแล้วเขาชอบในคุณภาพนะคะ ทีนี้ทำไมถึงแพง ก็ต้องบอกก่อนว่าราคาสูงนะคะ อย่าลืมว่าท่านใช้ความรู้สึกอย่างไรคะ ท่านไปโรงพยาบาลรัฐฟรี ไม่ต้องเสียเงิน กับมาโรงพยาบาลเอกชนต้องมาเสียเงิน แน่นอน เอกชนแพงแน่ เพราะระหว่างฟรีกับเสียเงินโรงพยาบาลเอกชนความรู้สึกก็แพงแน่นอนนะคะ ทีนี้ต้นทุนค่ารักษาของท่านสมมุติว่า ๒๐,๐๐๐ บาท จะเป็นค่าเจ้าหน้าที่ ค่าแพทย์ ค่าหมอ ค่าพยาบาล ต้นทุนคนงาน พนักงานเสีย ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้วค่ะ อันนี้คือต้นทุนจริง ๆ เพราะว่าดิฉันเป็นตัวแทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทีนี้เอกชน ต้องลงทุนสูง ลงทุนเองหมดเลย ค่าที่ดินถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนกรุงเทพฯ ถนนสุขุมวิท ก็ต้องแพงหน่อย เอกชนในต่างจังหวัดก็ลดหลั่นต่ำลงมาหน่อย ค่าที่ดิน ค่าอาคาร เครื่องมือ เทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งหมด เอกชนซื้อเองมาหมดเลย รัฐบาลไม่เคยช่วยแม้แต่บาทเดียว เมื่อก่อนเคยได้รับการส่งเสริมการลงทุนก็มีเครือข่าย บางเครือข่ายไปบอกบีโอไอ (BOI) ว่า อย่าให้ส่งเสริมการลงทุนกับโรงพยาบาลเอกชนเพราะถือว่าเป็นธุรกิจสุขภาพ เราก็ไม่ได้ รับการส่งเสริมการลงทุน อันนี้เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนเจ็บปวดนะคะ เอกชนต้องเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ค่ายาก็ต้อง ซื้อแพง พ.ร.บ. สิทธิบัตรยา ก็ทำให้ต้องใช้แพงนะคะ แล้วก็ซื้อแพงกว่ารัฐ รัฐปัจจุบัน ซื้อเป็นกองทุน สปสช. ซื้อล็อต (Lot) ใหญ่ ๆ เลย เช่นวัคซีน วัคซีนอันหนึ่งที่แพงมากชุดละ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท สปสช. ลดได้ถึง ๓,๐๐๐ บาท ในขณะเอกชนต้องซื้อ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท อันนี้เริ่มเห็นแล้วใช่ไหมคะว่าทำไมต้องแพง ก็ต้องเห็นใจนะคะ เห็นใจภาคเอกชน

อีกอันหนึ่งที่ดิฉันอยากจะให้ท่านภาคภูมิใจนะคะ ภาคเอกชนช่วยเหลือตัวเอง จนกระทั่งเราได้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลก มีคนในโลกนี้มารักษาที่ประเทศไทย มากที่สุดในโลก ช่วยภาคภูมิใจกับโรงพยาบาลเอกชนด้วยเถอะนะคะ รักษามากที่ ๒ ก็คือ ประเทศอินเดีย ที่ ๓ ก็คือประเทศอังกฤษ คือเล่มนี้นะคะ อาจารย์อุดมท่านเห็นใจดิฉันมาก ก็เอามาให้ สปช. อุดมช่วยเอามาให้ที่ท่านวิจัยเรื่องเมดิคอล ฮับ (Medical hub) แล้วก็ถัดไป ก็เป็นประเทศอังกฤษ แล้วที่สำคัญคุณภาพเดียวกันของเราเมื่อเทียบกับราคาที่ประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศสหรัฐอเมริกา คุณภาพเดียวกัน เราราคาถูกกว่ากันมาก แน่นอนเครือข่าย สาธารณสุขก็จะบอกว่าถ้าทำประเทศไทยให้เป็นเมดิคอล ฮับ หมอจะเอาหมอที่ไหน เราก็ต้องช่วยกันผลิต ราชการก็ต้องผลิตมา ราชการผลิตไม่ทันก็ต้องให้เอกชนช่วยผลิต เอารายได้เข้ารัฐเลย เอารายได้จากความสามารถของแพทย์ไทย ของพยาบาลไทย ของวิชาชีพขั้นสูง ดีกว่าท่านจะให้ชาวไร่ ชาวนา กรรมกรต้องไปขายหยาดเหงื่อแรงงาน ในต่างประเทศ เอารายได้มาเลี้ยงประเทศนี้ เอารายได้ของคนที่มีคุณภาพสามารถหามาได้ ด้วยศักดิ์ศรี แล้วก็เป็นศักดิ์ศรีเป็นหน้าตาของประเทศด้วยค่ะ ดิฉันขอขอบคุณมากค่ะ