สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

เทียนฉาย กีระนันทน์ หารือเรื่องการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยขอคำแนะนำให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ เช่น การบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณ การสร้างสังคมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และการเชื่อมโยงห้องปฏิบัติการกับตลาด และเสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณแบบโปรแกรม เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และเน้นการสร้างความรู้และความเข้าใจในเทคโนโลยีให้กับประชาชน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญศาสตราจารย์ชัชนาถ เทพธรานนท์ ครับ อาจารย์ ๗ นาทีครับ* * ศาสตราจารย์ชัชนาถ เทพธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่าน ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณชัชนาถ เทพธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ดิฉันจะขออภิปรายในหมวดการปฏิรูป มาตรา ๒๙๑ ก่อนอื่นดิฉัน ขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บรรจุประเด็นสำคัญ ๆ ของการ ปฏิรูปวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาไว้ในหมวดปฏิรูป ในมาตรา ๒๙๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แห่งชาติ ซึ่งอันนี้เป็นความหวังของวงการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และต้องขอขอบพระคุณ เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามดิฉันใคร่ขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา ประเด็นอีก ๔ ประเด็น คือ ๑. ด้านบริหารจัดการ ๒. ด้านการจัดสรรงบประมาณ ๓. ด้านการสร้างสังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และ ๔. ด้านการเชื่อมโยง ห้องปฏิบัติการ หรือห้องแล็บ (Lab) กับตลาด

ประเด็นที่ ๑ ด้านบริหารจัดการ คือการจัดให้มีการบริหารจัดการงานวิจัย อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ กำหนดบทบาทและภารกิจของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับ การวิจัยให้ชัดเจน โดยแยกระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กับหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่สนับสนุน ขอเรียนว่าปัจจุบันซ้อนทับกันอยู่

ประเด็นที่ ๒ ด้านจัดสรรงบประมาณ คือให้มีการจัดสรรงบประมาณ ในลักษณะโปรแกรม เบสด์ บัดเจทติง (Program based budgeting) คือลักษณะเป็น โปรแกรม เพื่อให้มีการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ดิฉันขออนุญาต ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น ถ้าการวิจัยพัฒนาสมุนไพร ก ให้เป็นยา จะเกี่ยวข้องกับ สาขาวิทยาศาสตร์หลาย ๆ สาขา ๑. เกษตร ต้องเพาะปลูกพืชเพื่อให้ได้พืชสมุนไพร ที่มีปริมาณสารสำคัญ สารตัวยาสูง ๒. เคมีต้องสกัดหาสารตัวยา หาวิธีแยก ทำให้บริสุทธิ์ หาโครงสร้างสาร ๓. ชีวเคมี จุลชีวะ ต้องทดสอบฤทธิ์ความเป็นยา ๔. เภสัชวิทยา หรือฟาร์มาโคโลจี (Pharmacology) ต้องทดสอบความเป็นพิษ ๕. เภสัชศาสตร์ ต้องฟอร์มูเลท (Formulate) หรือสร้างตำรับยา ๖. แพทย์ต้องทดลองใช้วัดผล วัดประสิทธิภาพ แต่การจัดสรรงบประมาณ แบบโปรเจกต์ เบสด์ (Project based) คือเป็นโครงการ ๆ ทำให้เกิดสถานการณ์ เช่น เกษตร ขอทุนวิจัยพัฒนาสมุนไพร ก เคมีทำวิจัยสมุนไพร ข จุลชีวะมีโครงการสมุนไพร ค เภสัช สมุนไพร ง ไปเรื่อย ๆ ต่างคนต่างทำ ทำให้ไปไม่ถึงยาที่เป็นเป้าหมายปลายทางแม้แต่รายเดียว ขออนุญาตเล่าอีกข้อสังเกตหนึ่งของการทำงานเป็นทีม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ กว่า ๓๐ ปีมาแล้ว ดิฉันได้ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศญี่ปุ่น ๔-๕ แห่ง เมื่อไปเยี่ยมแล็บเคมี พบนักวิจัยที่เป็นนักเคมี นักพฤกษศาสตร์ นักจุลชีววิทยา นักชีวเคมีหลากหลาย แล้วเมื่อไป เยี่ยมแล็บจุลชีววิทยาก็พบนักวิจัยเคมี และนักวิจัยสาขาต่าง ๆ อีกเช่นกัน แต่ถ้าในประเทศไทย ในแล็บเคมีจะมีแต่นักเคมี ในแล็บฟิสิกส์จะมีแต่นักฟิสิกส์ สรุปก็คือมันเหมือนกับเรา ตั้งทีมฟุตบอล ทีมหนึ่งมีโกล์ (Goal) ๑๑ คน อีกทีมหนึ่งมีกองหน้า ๑๑ คน อีกทีมหนึ่งมีกองหลัง ๑๑ คน เล่นเท่าไรเราก็ไม่ชนะเสียที

ประเด็นที่ ๓ ด้านการสร้างสังคมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม คือ ดำเนินการให้ภาคอุตสาหกรรม ประชาชนและชุมชนเข้าใจประโยชน์ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเข้าถึงบริการด้าน วทน. ซึ่งในการปฏิบัติจะต้องทำงานร่วมกับสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลสูงมากต่อสังคม ขอเรียนว่าต่างประเทศมีรายการวิทยุ โทรทัศน์ดี ๆ หนังสือการ์ตูน พิพิธภัณฑ์อะไรต่าง ๆ อธิบายให้เด็ก ๆ ประชาชน สังคมเข้าใจ สนใจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคนเก่ง ๆ มาเรียนในสายนี้

ประเด็นที่ ๔ ด้านเชื่อมโยงห้องแล็บกับตลาด คือการส่งเสริมและสนับสนุน การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยจัดให้มีมาตรการและกลไกที่จำเป็นต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านถ่ายทอดเทคโนโลยี ตัวอย่างของการขาดแคลน มาตรการกลไก อย่างเช่น ขาดแคลนทุนวิจัยแบบต่อยอดที่เรียกทรานสเลชันแนล รีเซิร์ช (Translational research) ขออธิบายตรงนี้นิดหนึ่งค่ะ ถ้าดิฉันทำ สมมุติว่าแกงเขียวหวาน อยู่ในครัว ได้สูตรตำรับเป็นเลิศ แต่ต้องการทำเป็นธุรกิจ มันจะต้องออกไปเป็นอาหาร กระป๋อง หรือแช่แข็ง หรือผงแห้ง ขาดแคลนทุนวิจัยต่อยอดที่จะออกไปตรงนี้นักวิจัยไม่ค่อย สนใจด้วย เพราะว่าคนละความเชี่ยวชาญกับที่เขาทำแกงตอนแรก เพราะฉะนั้นทุนวิจัย ทรานสเลชั่นแนล รีเซิร์ช ขาดแคลนโรงงานต้นแบบ คือเครื่องจักรทดลองผลิต ขาดแคลน ทุนเริ่มต้นธุรกิจที่เรียกซีด มันนี (Seed money) หน่วยบ่มเพาะธุรกิจ อินคิวเบเตอร์ (Incubator) ที่เป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการใหม่ สำหรับในส่วนที่เรียนว่าบุคลากรถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ พวกนี้เป็นมนุษย์สปีชีส์ (Species) ใหม่ ที่ต้องสร้างขึ้น เพราะว่าจำเป็นในการเชื่อมโยงห้องแล็บ สู่ตลาดและจากตลาดสู่ห้องแล็บ คือเขาต้องพูดได้ ๒ ภาษา เขาต้องไบลิงกวล (Bilingual) คือเขาต้องพูดภาษานักวิจัยและเขา ต้องพูดภาษานักธุรกิจ ต่างประเทศมีคอร์ส (Course) การเรียนการสอน มีประกาศนียบัตร มีอาชีพ ที่เรียกว่าเทคโนโลยี ทรานสเฟอร์ โปรเฟสชันนอล (Technology transfer professional) เพราะว่า ๒ พวกนี้พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง

สุดท้ายดิฉันขอจบด้วยคำพูดของประธานสภาวิจัยแห่งชาติของประเทศแคนาดา ท่านเรียนว่า นักวิจัยเปลี่ยนเงินเป็นความรู้ นักวิจัยเปลี่ยนเงินเป็นความรู้ นักธุรกิจ เปลี่ยนความรู้เป็นเงิน นักธุรกิจต้องเปลี่ยนความรู้เป็นเงิน ประเทศจะพัฒนาได้ต้องมี ทั้ง ๒ ส่วนนี้ ขอบพระคุณค่ะ

ขอบคุณครับ อาจารย์ ถัดไปเชิญคุณพจนีย์ ธนวรานิช ๒๐ นาทีครับ