สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

หาญณรงค์ เยาวเลิศ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 278 ที่กำหนดให้ใช้บังคับเพียง 5 ปี และเสนอแก้ไขให้ใช้เวลาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เขายังหารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย โดยแนะนำการรวมกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เขายังเสนอกฎหมายพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อช่วยในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และหารือเรื่องการรวมกันของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยแนะนำให้เปลี่ยนกรรมการสรรหาเพื่อเลือกกรรมการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ

ขอบคุณครับท่านประธาน กระผม หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในส่วนที่ ๔ ซึ่งผมคิดว่าถ้าดูในหมวดแรก บททั่วไป ผมคิดอยากจะอภิปรายในประเด็นมาตรา ๒๗๘ ซึ่งผมคิดว่าหลายท่านได้มีการอภิปรายแล้ว แต่ผมคิดว่าก็อยากที่จะอภิปรายเพิ่มเติม ในเรื่องของการกำหนดว่าภาคนี้ใช้บังคับเพียง ๕ ปี แล้วถ้าจะใช้ต่อก็จะต้องได้รับข้อเสนอเพื่อที่จะออกเสียงประชามติจากสภา หรือคณะรัฐมนตรี คือผมเกรงว่าข้อเสนอในเชิงปฏิรูปในภาคนี้ ผมมีประสบการณ์หลายเรื่อง คือเรื่องบางรัฐบาล ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปที่มีท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามท่าน ปรากฏว่าพอเปลี่ยนรัฐบาลเขาก็ไม่เอาข้อเสนอนั้นไปปฏิรูปต่อ ฉะนั้นวันนี้เรามีสภาปฏิรูป แห่งชาติจริง แต่สุดท้ายพอเปลี่ยนรัฐบาลในเวลา ๕ ปี ถ้าสภาหรือคณะรัฐมนตรีไม่หยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อทำประชามติต่อ เพราะผมเข้าใจว่าแนวทางการปฏิรูปมันมีหลายเรื่อง ไม่ใช่ว่าเสนอกฎหมายแล้วจะเสร็จ ปัญหาวันนี้ต่อการไม่ได้ถูกนำไปใช้หรือไม่สอดคล้อง ต่อเจตนาในบางเรื่อง ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องของพฤติกรรมของคนในการทำงานร่วมกัน กฎหมายบัญญัติไว้ แต่ว่าหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ไปออกระเบียบ บางหน่วยงาน ไปถือระเบียบหรือคำสั่งรัฐมนตรี หรือมติคณะรัฐมนตรีใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป ที่เขาเรียกว่าลูกฆ่าแม่ ฉะนั้นวันนี้เราบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจริง แต่ยิ่งให้เวลา ๕ ปี วิธีที่ทำง่ายที่สุดก็คือดึงเรื่องไว้ ให้ช้า ให้เลย ๕ ปี หมดอายุความก็จบ บางเรื่องถูกเสนอไว้ ถูกคิดมาอย่างดีในแต่ละคณะ พอเลย ๕ ปีก็ไม่ได้ถูกใช้ บางมาตราผมคิดว่ากฎหมายบางฉบับ ๕ ปี ผมเข้าใจว่ายังเสนอไม่เสร็จ ผมมีประสบการณ์เรื่องกฎหมายทรัพยากรน้ำถูกร่างครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๔ วันนี้ปี ๒๕๕๘ ๒๔ ปี ยังไม่มีกฎหมายเรื่องทรัพยากรน้ำเลย เพราะแต่ละรัฐบาลก็ดึงเรื่องนี้ยังไม่สมควรออก ฉะนั้นผมว่ายกร่างกฎหมายก็มีคณะกรรมการ เขาเรียกว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ไปยกร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำใช้เวลารับฟังให้ละเอียด ให้ถี่ถ้วน ใช้เวลาอย่างน้อย ๒ ปี ฉะนั้นผมคิดว่าการกำหนดไว้ในช่วงเวลา ๕ ปี ผมก็เพิ่งเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่กำหนดว่า ส่วนนี้ให้ใช้เวลาเพียงแค่นี้ แต่เรื่องปฏิรูปผมยืนยันว่าไม่ใช่นิติกรรมทำของ ๕ ปีแล้วก็เสร็จ การทำกับคน การทำกับสังคม การเรียนรู้ในเชิงสังคม ผมคิดว่ามันต้องเกือบตลอดชีวิต ในบางเรื่อง แต่ไม่ใช่จะยื้อว่าบางเรื่องจำเป็นต้องตลอดชีวิต ฉะนั้นการเขียน ๕ ปี ผมคิดว่า อยากเรียนท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลองช่วยกลับไปพิจารณาใหม่ ถ้าจะเสนอเป็น ลายลักษณ์อักษรก็ยินดีที่จะเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรไป

อีกมาตราหนึ่งครับ มาตรา ๒๘๗ คือเป็นข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการแต่ละคณะ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูป มีอยู่ใน (๑) ก็คือเรื่องของการจัดทำประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อม และประมวลกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการ แต่เมื่อพิจารณาดูก็กลับไปดูว่าวิธีทำประมวลกฎหมายเคยมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายอาญา ส่วนเรื่องประมวลกฎหมายที่ดินคือการรวมเพียงไม่กี่มาตรา ปรากฏว่าสาเหตุของการทำประมวลกฎหมาย กฎหมายแพ่งทำเมื่อปี ๒๔๕๑ ไปเสร็จ ประมาณปี ๒๔๗๗ ใช้เวลา ๒๖ ปี การทำประมวลกฎหมายก็ถามผู้รู้ว่าตกลงเขาทำกันไหม ประมวลกฎหมาย วันนี้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเรื่องสิ่งแวดล้อม มีกฎหมายป่าไม้ กฎหมาย อุทยาน พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กฎหมายแร่ สารพัดกฎหมาย ท่านลองไปเชิญนิติกร แต่ละสำนัก แต่ละกรมมา ถ้าคุยให้เสร็จภายใน ๕ ปีผมว่าบุญมากเลย เพราะวันนี้แต่ละคน ก็ยึดถือกฎหมายของตัวเอง กฎหมายแร่ก็ใช้เพื่อกฎหมายแร่ ไม่เหมือนกับกฎหมายป่าไม้ หรือกฎหมายอุทยานแห่งชาติ อันนั้นคือสงวนไว้เพื่อดูเรื่องธรรมชาติ แต่กฎหมายแร่ ใช้แล้วก็หมดไป ไม่สามารถเอาแร่กลับมาได้ใหม่ ถึงฟื้นฟูก็คือฟื้นฟูแบบเอาต้นไม้มาปลูก ฉะนั้นวิธีกิจกรรมของการจัดการคนละอย่างกันโดยสิ้นเชิง ก็ไม่มีเหตุจำเป็นว่าทำไมต้อง ประมวลกฎหมายหรือเปล่า ผมว่าข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการแต่ละคณะจริง ผมกลับมาดูใหม่ โอกาสที่จะเสนอทำเป็นประมวลกฎหมายทั้ง ๒ อย่าง คือสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โอกาสที่จะทำอย่างนี้ยาก เพราะว่า ๑. แนวทางในการใช้ต่างกัน หลักคิดต่างกัน มีอย่างเดียว คือจับกฎหมายมารวม เขาเรียกว่ารวบรวมกฎหมาย อาจจะไม่ใช่ประมวลกฎหมายก็ได้ ผมว่าแนวทางอันนี้อาจจะต้องมีการแสดง

อีกอันหนึ่ง ในเรื่องของที่ว่าต้องมีกฎหมายอะไรบ้าง ผมเข้าใจว่ากฎหมาย แม้แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ให้มีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ คำว่า องค์กร ยังตีความว่าตกลงมารวมกันหรือเปล่า ฉะนั้นกฎหมายที่เขียนว่าให้มีกฎหมาย อะไรบ้างที่เกี่ยวข้องเรื่องธรรมชาติ เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องผังเมือง ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าไม่ระบุไปเลยว่าสมควรมีกฎหมายอะไรบ้าง ผมต้องการเสนอกฎหมายพื้นที่ชุ่มน้ำ ถ้าไม่เขียน เขาก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องมีเพราะในรัฐธรรมนูญไม่เขียน เราก็เจอเหตุการณ์อย่างนี้มาตลอด ฉะนั้นผมคิดว่ามีความจำเป็นไหมในวงเล็บต่อไปว่าสมควรมีกฎหมายอะไรบ้าง ต้องเขียนไว้ ทุกฉบับไหมที่เราต้องการเสนอ ฉะนั้นถ้าไม่เขียนก็จะเกิดปัญหาว่าไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉันไม่ปฏิบัติ ฉันไม่ทำ แม้กฎหมายองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมเคยเสนอ พอเปลี่ยนรัฐบาล เขาก็บอกว่าไม่มีเจ้าภาพ ไม่รับรองกฎหมาย แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองจริง แต่ผมคิดว่า โดยเจตนามีบันทึกเจตนารมณ์ไว้จริง มีการบันทึกแบบจดหมายเหตุจริง แต่สุดท้ายจะไปทำ หรือไม่ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่อยากใช้ดุลยพินิจและลองทบทวนว่าถ้าเขียนผมคิดว่า อยากให้เขียนละเอียดว่ามีกฎหมายอะไรบ้าง แม้แต่เรื่องของการที่ประชาชนมีกฎหมายป้องกัน เช่นกฎหมายเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ป่าโดยเอกชนที่ผมเคยเสนอว่าให้มีธนาคารต้นไม้ ก็เป็นรูปเป็นร่างแล้วก็จะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ ให้เอกชนมีการเพิ่มพื้นที่ป่า แล้วก็แทนที่จะ ไปดูมิติเดียวคือทวงคืนผืนป่าแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าปีหนึ่งได้สักกี่หมื่นไร่นี่นะ แต่ถ้าใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเรื่องธนาคารต้นไม้ ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม ๑๕๐ ล้านไร่ เอาสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราสามารถมีพื้นที่ป่าได้ประมาณ ๑๕ ล้านไร่ ในขณะที่ทวงคืนอยู่ได้ ปีหนึ่งไม่แน่ใจว่าสักกี่หมื่นไร่ อันนี้ผมว่าเป็นอันหนึ่งที่จะทำให้มีมิติในการเพิ่มพื้นที่ป่า มีมิติ ในเรื่องของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติเรื่องอื่นเพิ่มขึ้นมา อันนี้เป็นเพียงยกตัวอย่างกฎหมาย บางฉบับที่ผมคิดว่ายังไม่ได้ระบุชัดเจนไว้ในมาตรานี้

ผมขอย้อนกลับไปในส่วนที่ ๓ ครับท่านประธาน เพราะว่าเขาให้คนหนึ่ง อภิปรายเพียง ๒ ส่วน ส่วนที่ ๓ ผมคิดว่ามันเกี่ยวพันกัน แล้วหลายท่านพูด ก็คือเรื่องของ ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ก็คือกรรมการสิทธิฯ เก่า ไม่ใช่ศิษย์เก่านะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมเป็นอนุกรรมการอยู่ประมาณ ๑๐ ปี ทั้ง ๒ ชุด ชุดที่ ๑ และชุดที่ ๒ เห็นการทำงานของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งแง่บวกและแง่ลบ ฉะนั้น ผมคิดว่าการมารวมกันในท่ามกลางที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วให้ยุบกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติมารวมกับผู้ตรวจการแผ่นดิน มันจะถูกข้อครหาว่ามายึดอำนาจ และไปลิดรอนสิทธิของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเขา หรือเรื่องสิทธิมนุษยชน คุณให้ความสำคัญน้อยลงแล้วมารวมกันแบบอย่างนี้ ผมคิดว่าเกรงจะมีข้อครหา ฉะนั้นการให้ มีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องของการมายุบรวม ประสิทธิภาพมาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติเลือกคนที่มาทำงาน เลือกทำสำนักงานให้มีประสิทธิภาพ ผมว่าอันนั้นน่าจะเป็นทางออก มากกว่า แล้วทั้ง ๒ อัน คือผู้ตรวจการแผ่นดินและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีข้อเสนอ ในเชิงปรับปรุงจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ท่านลองกลับไปดูในตู้ของแต่ละท่าน เขาส่งมาให้ท่านพิจารณากันทั้งสิ้น แล้วผมเข้าใจว่ายังส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ท่านประธาน แล้วทุกคนที่ว่าเหตุผลอะไรบ้างที่เขาคิดว่ายังไม่สมควรมารวม ฉะนั้น ประเด็นนี้ผมว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน เขามีกฎหมายรองรับของเขาอยู่แล้ว ผมคิดว่า วิธีการดีที่สุดก็คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถูกเปลี่ยน ปี ๒๕๔๐ พอยกร่างกฎหมาย ปี ๒๕๕๐ ก็เปลี่ยน ที่เปลี่ยนคือคณะกรรมการสรรหาครับ กรรมการสรรหาไม่ได้เชื่อมโยงกับ การเรียนรู้ว่าคนนั้นทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหรือไม่ สุดท้ายเราได้คนที่ไม่ได้เคารพสิทธิ กรรมการชุดปัจจุบันเราได้คนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก่อน ผมอยู่ในคณะกรรมการตรวจสอบ เป็นคนหนึ่งที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เราร้องเรียนว่าคนนี้เป็นคนที่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก่อน สุดท้ายก็ยังเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่มาต้องมาจากกรรมการสรรหา เราเปลี่ยนกรรมการสรรหา ไม่ใช่มายุบรวม ฉะนั้นผมคิดว่า อยากให้บันทึกในการประชุมไว้ว่าส่วนข้อเสนอก็จะทำเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป ฉะนั้น ผมคิดว่าในส่วนที่จะขออภิปรายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเวลา ๑๐ นาที ผมคิดว่าก็ขอแค่นี้ แล้วส่วนที่เหลือผมเรียนประธานว่าจะทำเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ