พนา ทองมีอาคม หารือประเด็นการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองในร่างรัฐธรรมนูญ โดยระบุบทบาทตนเองในฐานะกรรมาธิการคณะที่เกี่ยวข้อง พนา ทองมีอาคม เสนอให้เพิ่มวรรคในมาตรา ๒๙๖ เพื่อปฏิรูปองค์กรกำกับดูแลสื่อ ให้สามารถคุ้มครองสิทธิประชาชนด้านการสื่อสารและความเป็นส่วนตัว ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อเทคโนโลยี และส่งเสริมวิชาชีพ พร้อมเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยปรับปรุงเนื้อหา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผม นายพนา ทองมีอาคม สมาชิกหมายเลข ๑๔๖ ใคร่ขอแสดงความคิดเห็นที่มีต่อ ร่างรัฐธรรมนูญ ในภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง เนื่องจากกระผมนั้น เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ และอีกคณะ คือคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง
ผมขอเสนอความคิดเห็นโดยเริ่มจากมาตรา ๒๙๒ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อน ประเด็นที่จะหยิบยกมาในวันนี้ก็เป็นมาตรา ๒๙๒ (๒) ในวรรคสอง ซึ่งบทบัญญัติในวรรคนี้ บอกว่าให้ กำหนดบทบาทและภารกิจของหน่วยงานรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจน โดยแยกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจรายสาขา เศรษฐกิจ กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจแทนรัฐ โดยใช้หลักธรรมาภิบาล และป้องกันมิให้มีการแทรกแซงทางการเมือง และให้มีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน หรือขาดประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อรับผิดชอบในการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจดังกล่าว บทบัญญัติอันนี้เป็นบทบัญญัติที่ดีมาก และผมคิดว่าบ้านเรารัฐวิสาหกิจเองก็ควรจะมี การพิจารณาปรับปรุงเป็นระยะ ๆ และในโอกาสนี้ก็อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะทำการปฏิรูป ครั้งใหญ่เสียเลยทีเดียว ในวรรคนี้มีที่น่าสนใจและผมคิดว่าไม่ควรจะจำกัดอยู่เฉพาะ ในเรื่องของรัฐวิสาหกิจ นั่นก็คือในเรื่องของการแยกบทบาทขององค์กรกำกับดูแลออกจาก องค์กรปฏิบัติการ หรือที่เราเรียกกันว่าแยกเรกกูเลเตอร์ ออกมาจากโอเปอเรเตอร์ ตรงนี้เป็น หลักการสำคัญ แล้วก็สามารถที่จะมีผลต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไปได้มากทีเดียว ข้อเสนอตรงนี้ผมคิดว่าให้แยกตรงนี้ออก แยกองค์กรกำกับดูแลกิจการออกจากประกอบกิจการ โดยอยากจะขอเท้าความสักเล็ก ๆ ว่าในอดีตกิจการจำนวนเยอะอยู่กับรัฐ เหตุที่เป็นอย่างนั้น เพราะประเทศขาดแคลนทุนแล้วก็ขาดแคลนเทคโนโลยี จริง ๆ ตรงนี้ก็เป็นในหลายประเทศ ฝรั่งเองก็เป็น แล้วเมื่อต้องการจะพัฒนาประเทศ รัฐเองเข้ามาเป็นผู้มีบทบาท แรก ๆ ก็จะเริ่ม ในธุรกิจที่เป็นเรื่องของสาธารณูปโภค แล้วก็อาจจะขยายไปธุรกิจสำคัญอื่น ๆ โดยเฉพาะ ธุรกิจที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ตรงนี้เนื่องจากรัฐมีเงิน มีทรัพยากรบุคคล มีโนฮาว (Knowhow) ทางด้านนี้ เอกชนเองในยุคถ้าเผื่อเราย้อนไปสัก ๖๐-๗๐ ปีก่อน อุตสาหกรรมใหญ่ที่เราทำหรือการลงทุนใหญ่ก็มีแค่ประเภท โรงน้ำแข็ง โรงสี โรงเลื่อย อะไรทำนองนี้ ถ้าหนักกว่านั้นอย่างอุตสาหกรรมแร่ถ้าจะทำให้ใหญ่ก็มักเป็นต่างชาติเข้ามาทำ แต่ว่าประเทศพัฒนา ทั้งโลกก็พัฒนาไป เมื่อประมาณสัก ๓๐ ปีก่อนได้ ประเทศแบบอังกฤษ ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ก็มีนายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ท่านก็ได้นำนโยบาย ที่เรียกว่า ไพรเวไทเซชัน (Privatization) มาใช้ ก็มีการผ่องถ่ายรัฐวิสาหกิจออกไป รัฐวิสาหกิจ ของประเทศอังกฤษก็ไม่ได้แตกต่างจากของไทยเท่าไร เพราะว่าก็กำกับดูแลกิจการประเภท คล้าย ๆ กันที่อยู่ในตลาดด้วยเหมือนกัน ตรงนี้ของทางประเทศอังกฤษก็ทำด้านไพรเวไทเซชัน ในเวลาเดียวกันนั้นอีกฟากหนึ่งของทวีปประเทศสหรัฐอเมริกาก็ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เหมือนกัน นโยบายตอนนั้นที่โรนัลด์ เรแกน เอามาใช้ก็จะคล้าย ๆ กัน ประธานาธิบดีเรแกน ท่านเน้นนโยบายในเรื่องของดีเรกกูเลชัน (Deregulation) อันนี้จะต่างจากอังกฤษนิดหนึ่ง เพราะว่าอเมริกานี่จะมีองค์กรกำกับดูแลที่เป็นองค์กรอิสระ แล้วก็ค่อนข้างจะแยกออก จากรัฐเยอะ พูดง่าย ๆ ว่าในแง่ของการบริหารประเทศของเขา เขาจะเน้นทุนนิยมเสรี หนักมากกว่าอังกฤษ ถึงแม้ว่าเขาแยกองค์กรกำกับมาเป็นอิสระ แต่ว่าวิธีการดำเนินการ ก็ยังมีการกำกับการดำเนินการอยู่เยอะโดยเฉพาะมีกฎระเบียบ ตรงนี้การนำนโยบายนี้มาใช้ ดีเรกกูเลชันนี้ก็หมายความว่ากำกับดูแลน้อยลง ตรงนี้มันลดภาระรัฐบาล แต่ผลทางอ้อมก็คือ ให้เอกชนมีการแข่งขันได้มากขึ้น นั่นหมายความว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ แน่นอนล่ะครับ การที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและมีมาตรการเยอะ ๆ ต้นทุนเยอะ เพราะฉะนั้นบริษัทอเมริกัน ก็มีการแข่งขันมากขึ้นแล้วก็เพิ่มประสิทธิภาพ ตรงนี้ผมอยากชี้ให้เห็นอีกนิดหนึ่ง ขออนุญาต ยกตัวอย่างธุรกิจเล็ก ๆ เช่นการบิน แต่เดิมการบินเองรัฐมีกฎเยอะ บังคับให้ต้องรับผิดชอบ เวลาที่ตกเครื่องบิน พนักงานเองก็ต้องมีบริการที่ดี เวลาขึ้นเครื่องบิน สัมภาระอะไรต่าง ๆ อย่างนั้น ผลของดีเรกกูเลชันทำให้สายการบินอเมริกันทำตัวเหมือนกับรถเมล์ ก็มีสายประเภท โลว์ คอสท์ (Low cost) มันเริ่มมาจากแถว ๆ นั้น ผลจากการนั้นทำให้บริษัทสายการบินใหญ่ ๆ ของอเมริกัน เช่น ที่ยุคพวกเราอาจจะเคยรู้จักกัน เช่น สายการบินแพนแอม (Pan Am) หรือสายการบินทีดับเบิลยูเอ (TWA) อะไรพวกนี้ก็มีอันเป็นไป แต่ว่ามันก็ทำให้บริษัทที่อยู่รอด เข้มแข็ง นอกจากเข้มแข็งแล้วแข่งขันออกไปทั่วโลก ก็เลยทำให้ทั่วโลกประสบภาวะที่จะต้อง ปรับตัวเพื่อแข่งขันในธุรกิจนี้ด้วย จะสังเกตเห็นว่าหลัง ๆ นี้ธุรกิจการบินไม่ใช่ธุรกิจที่ทำ ผลกำไรให้ได้มากมาย นี่เป็นผลมาจากการดีเรกกูเลชัน แต่ขณะเดียวกันประชาชนได้ สายการบินที่ถูกขึ้น มีรอบบินเร็วขึ้น ตรงนี้สอดคล้องกับการตกลงในระดับโลกด้วย ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็มีข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องเปิดเสรีการค้าในยุคนั้น ก็อาจจะมีเป็นรอบ ๆ แต่ว่าผลก็จะ อยู่ในช่วงนั้น หลังจากนั้นมา ๓๐ ปี ของเราก็ยังไม่ได้ทำอะไรเท่าไร มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นโอกาสอันดีถ้าเผื่อเราจะดำเนินการเรื่องนี้ ท่านประธานครับ การแยกเรกกูเลเตอร์ออกจากโอเปอเรเตอร์นี้ ก่อให้เกิดความเป็นธรรม ในการแข่งขัน โดยเฉพาะกิจการที่รัฐเข้ามาร่วมแข่งด้วย แต่บทบาทอันหนึ่งของเรกกูเลเตอร์ ทางด้านเศรษฐกิจก็คือ ดูแลให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันและลดทอนการผูกขาด รวมถึงควบคุมการประกอบธุรกิจให้มีความเป็นธรรม ตรงนี้ผมว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งบ้านเรา ถ้าจะพัฒนาภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน การที่จะส่งเสริมให้คนของเรา ธุรกิจของเราแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทตรงนี้มีส่วนสำคัญมาก นอกจากแยก เรกกูเลเตอร์ออกจากโอเปอเรเตอร์แล้ว หากมีความจำเป็นก็จะมีการแยกเรกกูเลเตอร์ ออกจากโอเปอเรเตอร์ด้วย ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ คนที่มีหน้าที่กำกับนโยบายก็ต้องมีหน้าที่ ผลักดันนโยบายด้วย ในบางอุตสาหกรรม บางธุรกิจ ถ้าองค์กรกำกับดูแลทางด้านธุรกิจ อุตสาหกรรมอยู่ภายใต้องค์กรทางด้านนโยบาย ก็จะถูกกดดันหรือถูกใช้เป็นเครื่องมือ ให้เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายที่ใช้อยู่ตามนั้น เพราะฉะนั้นบางทีการแยกตรงนี้ก็เป็นความจำเป็น แล้วก็หลายประเทศทำกัน การแยกโอเปอเรเตอร์ออกจากเรกกูเลเตอร์ แล้วก็ออกจากองค์กร ที่กำหนดนโยบายตรงนี้ อาจจะมีหลายท่านคิดว่าเรากำลังจะสร้างองค์กรอิสระขึ้นมาเยอะแยะ อีกแล้ว ผมอยากจะกราบเรียนว่าองค์กรอิสระเหล่านี้จริง ๆ แล้วเป็นองค์กรอิสระเล็ก ๆ ตามกฎหมายเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยส่วนตัวแล้วกระผมเอง ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นที่รุงรัง ตรงนี้ผมเองก็คิดว่าสามารถ ทำได้ และจริง ๆ แล้วหลังจากที่โลกเราเปิดการแข่งขันมากขึ้น เสรีมากขึ้น ในหลายประเทศ องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นเรกกูเลเตอร์มีเยอะแยะไปหมด ถ้าเผื่อจะให้ยกตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ตรงนี้ ก็เช่นเอฟซีซี (FCC) ของอเมริกันซึ่งกำกับกิจการโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ เอฟทีเอ (FTA) ซึ่งกำกับกิจการทางด้านการค้าและการแข่งขัน หรืออย่างเอสอีซี (SEC) ซึ่งกำกับกิจการหลักทรัพย์ ก็คล้าย ๆ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของเรา พวกนี้มีลักษณะ เป็นองค์กรอิสระทั้งนั้น ทางซีกของยุโรปก็มีพวกออฟคอม (OFCOM) ของอังกฤษ หรือเอจีคอม (AGCOM) ของทางอิตาลี จริง ๆ แล้วมีอีกเยอะ ผมเจียระไนไม่หมด มีองค์กรเล็ก ๆ พวกนี้เยอะ องค์กรเล็ก ๆ พวกนี้มีข้อดีถ้าให้เขาเป็นอิสระ และความที่เขาเป็นองค์กรเล็ก ๆ การบริหาร สามารถตรวจสอบได้ง่าย โปร่งใส ดังเราจะเห็นว่าองค์กรอิสระของเราอย่าง กสทช. จะเห็นว่า มีชื่อเสียงไม่ค่อยดี หรือจะเรียกว่าอื้อฉาวก็ได้ เหตุที่เป็นอย่างนี้ส่วนหนึ่งอยู่ที่การบริหาร แต่ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือการที่สามารถตรวจสอบได้ ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ แล้วก็อย่างที่ พวกเราเห็น เขาไปต่างประเทศกี่วันต่อกี่วันเราทราบ ใช้เงินเท่าไร พวกนี้จะตีแผ่ออกมาหมด การตัดสินใจของเขาถ้าเผื่อไม่เป็นที่ถูกใจของผู้ถูกกำกับ ก็มีการร้องแล้วก็ยื่นหนังสือ อย่างเมื่อ ๒ วันนี้ทางสภาเรา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเราเท่าไร แต่ก็ยังมีคนมายื่นให้เรา สอบสวนการตัดสินใจของ กสทช. นี่เป็นตัวอย่าง ข้อเสนอของผมอยากจะขอให้มีการปรับ ในมาตรา ๒๙๒ ตรงนี้ผมขอเสนอให้แทรก (๓) ต่อจาก (๒) เดิมว่า (๓) ปฏิรูปการกำกับดูแล กิจการที่สำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยให้กิจการใดที่เหมาะสมจะกำกับ โดยหน่วยงานอิสระ ให้จัดให้มีองค์กรอิสระของรัฐกำกับกิจการในด้านนั้น และให้แยกบทบาท ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจรายสาขาเศรษฐกิจ กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประกอบกิจการ ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นเพียงถ้อยความ เนื้อความ ตัวหนังสือนั่นผมก็หวังว่าถ้าเผื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านโปรด แล้วท่านจะ แก้ไขตรงนี้ ถ้อยคำก็ขอให้ปรับให้เหมาะสม
สำหรับเรื่องนี้เวลาผมวิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ ผมขอข้ามไปเลยดีกว่า ผมขออนุญาต ไปที่มาตรา ๒๙๖ โยงมาตรา ๕๐ นี่เป็นเรื่องของการปฏิรูปสื่อมวลชน ท่านประธานครับ มาตรา ๕๐ จริง ๆ แล้วมาตรานี้ไม่ได้เป็นการปฏิรูปโดยตัวของมันเอง แต่มีหลักการสำคัญ ที่ได้รับการคงไว้ซึ่งเป็นการหลักการที่ดีผมเห็นด้วย หลักการนี้คือหลักการขององค์กรอิสระ และถือเป็นการปฏิรูปสื่อที่สำคัญ เป็นแนวความคิดที่สอดคล้องกับการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ของประเทศ นั่นคือแยกองค์กรกำกับจากองค์กรกำหนดนโยบายซึ่งนิยมทำกันแล้วก็ยัง แยกออกจากองค์กรที่เป็นองค์กรปฏิบัติการด้วย หรือโอเปอเรเตอร์ อันนี้กระผมขอขอบคุณ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ที่บัญญัติตรงนี้ยืนยันซ้ำอีกครั้งหนึ่ง อยากกราบเรียนว่า เมื่อก่อนนี้ก่อนที่จะมีบัญญัติในลักษณะแบบนี้ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา กิจการโทรคมนาคมและกิจการวิทยุ โทรทัศน์ถูกกำกับดูแลโดยตรงจากหน่วยงานรัฐในลักษณะ ที่เรียกกันว่าเป็นคอมมานด์ แอนด์ คอนโทรล (Command and control) ก็คือมีอะไร รัฐก็จะเป็นผู้สั่ง จากนั้นมีการเปลี่ยนแปลง แล้วเราก็เห็นผลดีและเราบัญญัติไว้อีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้เป็นการยืนยัน ตรงนี้ผมขออนุญาตไปที่มาตรา ๒๙๖ ซึ่งบัญญัติสืบเนื่องมาเกี่ยวกับ เรื่องปฏิรูปสื่อสารมวลชน ในส่วนของการลงมือปฏิรูปมาตรานี้อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งไม่มีการระบุอะไรในตารางที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทำไว้ ตรงนี้ไม่ได้บัญญัติอะไร ผมเห็นว่าง ๆ อยู่ ทั้ง ๆ ที่การผลักดันให้เกิดการปฏิรูปขึ้นจริงนั้น อยู่ในชั้นนี้ คือในชั้นของกฎหมาย มาตรา ๒๙๖ ให้ความสำคัญกับเสรีภาพของสื่อ ระบุให้เร่ง พัฒนากลไกที่เป็นหลักประกันความเป็นอิสระจากการถูกครอบงำ ให้ส่งเสริมสวัสดิการสื่อ ตรงนี้ผมเห็นด้วยครับ เรื่องสื่อเสรีนี้ผมไม่มีอะไรขัดข้อง แต่ในเรื่องของการกำกับดูแลสื่อ ตามมาตรา ๒๘๖ (๒) เน้นปฏิรูปโดยการพัฒนากลไกกำกับดูแลโดยองค์กรวิชาชีพ โดยใช้จริยธรรม และการกำกับดูแลโดยภาคประชาชน ในส่วนขององค์กรกำกับดูแลมีเพียงประโยคเดียวว่า และการกำกับดูแลโดยหน่วยงานที่มีอำนาจทางกฎหมาย ผมว่าตรงนี้น้อยไปครับ ไม่พอ แล้วก็ไม่ชัดเจน ถ้าเราจะผลักดันให้มีการปฏิรูปสื่อให้ดีขึ้น ผมว่าตรงนี้ควรจะมีการบัญญัติไว้ ให้ชัดเจนและรัดกุมมากกว่านี้ การกำกับดูแล ณ ปัจจุบัน สภาพที่สื่อมีความหลากหลาย มีการหลอมรวมสื่อ เราพูดกันว่ามีเดีย แลนด์สเคพ (Media landscape) หรือว่าภูมิทัศน์สื่อ มีการเปลี่ยนแปลง มันไม่เหมือนเดิมตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ต (Internet) มีการหลอมรวมสื่อ ในระยะไม่กี่ปีนี้ สื่อมีการเปลี่ยนแปลงไป กิจการสื่อสารมวลชน วิทยุ โทรทัศน์นี้เป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็กระทบกับประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม นี่เป็นที่ยอมรับ มีคนพูดว่า สื่อสารมวลชนเป็นห้องเรียนของโลก นั่นหมายความว่าสามารถให้ความรู้ ให้การศึกษา กับประชาชน ผมแถมให้อีกนิดด้วย สามารถให้ความบันเทิงเราได้เยอะแยะ แต่สื่อสารมวลชน ไม่ได้มีบทบาทแค่ให้ความรู้อย่างเดียว สื่อสารมวลชนสามารถที่จะมอมเมาสังคมได้ด้วย สามารถที่จะละเมิดสิทธิของประชาชนด้วย นอกจากเสนอความจริงให้เราก็อาจจะเสนอ ภาพบิดเบือนให้เราได้ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ที่สื่อทำเราอยากให้สื่อมีการกำกับดูแลตัวเอง มีจริยธรรมที่ดี แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้มีหลักประกันเพราะในอดีตที่ผ่านมาก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ในอนาคตถึงแม้ประสบความสำเร็จผมก็ไม่ได้คิดว่าทุกกรณีจะเกิดความสำเร็จแบบนั้นได้ ผมเชื่อว่าที่สุดของที่สุดแล้วเมื่อประชาชนไม่มีที่พึ่ง กฎหมายควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เพราะฉะนั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนเมื่อไรก็ตามที่ถูกละเมิด ไม่ว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพ ความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียง ครอบครัว หรือในเรื่องของการหมิ่นประมาทใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ประชาชนควรได้รับการปกป้อง แต่ก่อนที่ประชาชนจะต้องเดินไปศาลหรือเดินไป แจ้งความตำรวจเอง ถ้ามีองค์กรกำกับดูแลที่ทำหน้าที่ช่วยปกป้องสังคมทางด้านนี้ ก็จะช่วยได้มาก ผมคิดว่าสื่อเหมือนสิ่งประดิษฐ์ดี ๆ มีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์ เพราะฉะนั้นขณะที่เราส่งเสริมสื่อ เราให้เสรีภาพสื่อ เรารับประกันสิทธิของสื่อ และเราส่งเสริมให้สื่อทำหน้าที่ให้เรา เราเอง ก็ต้องมีมาตรการที่จะกำกับให้สื่อมีความรับผิดชอบ แล้วก็รับผิดถ้ากระทำผิดด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ไปด้วยกัน เหมือนเหรียญถ้าเผื่อมีเพียงด้านใดด้านหนึ่งไม่เกิดเป็น เหรียญขึ้นมาได้
ในมาตรานี้เวลาผมใกล้จะหมดแล้ว ผมขออนุญาตเสนอตรงนี้เลย มาตรา ๒๙๖ ผมว่าถ้าจะเพิ่มให้ชัดเจนขึ้น ผมอยากจะเสนอให้เขียนแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งวรรคต่างหาก ในมาตรานี้ เขียนให้มีการปฏิรูปองค์กรกำกับดูแลสื่อให้สามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้ ผมขอเสนออย่างนี้ ให้ปฏิรูปองค์กรกำกับดูแลการประกอบกิจการสื่อ ให้คุ้มครองสิทธิ ของประชาชนด้านการสื่อสารและสิทธิความเป็นส่วนตัว ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อสังคมและพัฒนาการของเทคโนโลยี ให้มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพ สนับสนุนองค์กรวิชาชีพ องค์กรประชาชนให้มีส่วนในการกำกับดูแลสื่อ และให้กำกับดูแลสื่อ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและการคุ้มครองผู้บริโภค เช่นที่ผมเสนอไปแล้ว ในมาตราก่อน สำหรับคำพูดรายละเอียด ผมก็หวังว่าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะได้ช่วยดูแลและขัดเกลาให้เหมาะสม ผมคิดว่าถ้าเราทำได้ตามนี้ก็จะช่วยให้องค์กรกำกับ ดูแลทางด้านสื่อดีขึ้น ส่วนที่ผ่านมาท่านอาจจะรังเกียจว่ามีเรื่องอื้อฉาวอะไรมากมาย อยากจะเรียนว่าเรื่องของคนกับเรื่องขององค์กรไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ผมที่อยู่ตรงนี้ ผมเห็นว่าองค์กรในลักษณะนี้ดี แล้วก็ ณ ปัจจุบันนี้ องค์กรนี้เป็นเรกกูเลเตอร์เดียวที่หลุด ออกมาเป็นอิสระอย่างแท้จริง แล้วจากการที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ผมเห็นว่ามีประโยชน์ อย่างแท้จริงแน่นอน แล้วก็อยากให้มีองค์กรในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นมาอีกเพื่อช่วยเรากำกับดูแล แล้วก็ปฏิรูปกิจการต่าง ๆ ทางด้านเศรษฐกิจ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน