วิทยา ชี้ชัดจัดอันดับความสุขไทย เสนอปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคในภาค ๔

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

วิทยา กุลสมบูรณ์ หารือถึงการจัดอันดับความสุขของประเทศไทยและบรรยากาศการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้บรรจุเรื่องการปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคในภาค ๔ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้จัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงเสนอแนะแนวทางบูรณาการการปฏิรูปด้านสาธารณสุขและการกำหนดเวลาเริ่มดำเนินการประชามติ ตลอดจนขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาประเด็นเรื่องผู้นำการเมืองที่ดีและระบบการเมืองที่ดีต่อไป

นายวิทยา กุลสมบูรณ์

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม นายวิทยา กุลสมบูรณ์ สมาชิกลำดับที่ ๑๘๔ ครับ ในวันนี้ก่อนที่อภิปรายผมอยากจะ เริ่มต้นถึงเหตุการณ์ความสุขที่ประชาชนทุกคนได้รับครับ

ประการแรก ทุกท่านคงมีความรู้สึกร่วมกันที่วันนี้พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จทอดพระเนตรสวนเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา และท่านได้ ทอดพระเนตรทัศนียภาพริมฝั่งบางกอกน้อย แม่น้ำเจ้าพระยาครับ ทุกคนคงทราบดีว่า ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้มาดำรงตำแหน่งในสภาปฏิรูปแห่งชาติ และทุกคนคงทำหน้าที่ อย่างที่เราได้เห็น ๖ วันที่ผ่านมาครับ

ประการที่ ๒ ก็คือเวิลด์ แฮปปีเนส (World happiness) ได้จัดประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความสุขในลำดับที่ ๓๔ แทบไม่น่าเชื่อที่มีเพียงประเทศสิงคโปร์ในเอเชีย เท่านั้นที่เหนือกว่าประเทศไทย คือได้ลำดับที่ ๒๔ แม้แต่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ก็อยู่ลำดับที่ ๔๖ และลำดับที่ ๔๗ ไม่นับประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนาม และอื่น ๆ ที่อยู่ในลำดับหลังจากประเทศไทย แต่หลายคนคงมีความกังวลกับการจัดลำดับ ทำนองพวกนี้ว่ามีกฎ มีกติกา มีเกณฑ์อย่างไรประเทศเหล่านี้จึงมีลำดับเช่นนี้ครับ ถ้าเข้าไปดู ในตัวแปรที่กำหนดมีอยู่ถึง ๔ ตัว ประการแรกก็คือจีดีพีต่อประชากร ประการที่ ๒ คืออายุ ประการที่ ๓ คือดัชนีคอร์รัปชัน (Corruption) และประการที่ ๔ เสรีภาพทางสังคม แทบไม่น่าเชื่อที่ดัชนีคอร์รัปชันของเรายังอยู่ในลำดับที่แย่อยู่ แต่เราก็มาอยู่ลำดับที่ ๓๔ ผมคิดว่าเรายังมีความหวังครับ

ประการที่ ๓ คือวันนี้เป็นวันที่ ๖ ของการอภิปราย พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้าย เป็นความสุขครับ ไม่ใช่ความสุขเพราะว่า ๗ วันครบแล้ว หมดแล้วจะเหนื่อยหายไปครับ แต่ผมคิดว่าเป็นความสุขในตรงที่ว่าได้เห็นบรรยากาศการอภิปรายของท่านสมาชิกหลายท่าน มีตั้งแต่บางท่านที่อภิปรายบอกว่าได้อ่านจนหมดเล่มแล้ว และท่านยืนยันว่าท่านจะ รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ มีบางท่านที่อภิปรายแล้วบอกว่ามีปัญหาอยู่พอสมควร มีไข่จิ้งจกอยู่ ๖ เม็ดครับ มีบางท่านที่ได้อภิปราย แล้วก็เห็นปัญหาต่าง ๆ อย่างมากมาย นี่ยังดีที่ว่าให้ร่างรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันศุกร์ ถ้าให้ไปก่อนหน้านี้ท่านคงมีปัญหาอีกเยอะเลย แต่ก็มีอย่างท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ซึ่งได้ทำการบ้าน ความเห็น เป็นปัญหาที่ลึกซึ้ง ๑๐ นาที ผมว่าอภิปรายแล้วยังไม่เข้าใจ ผมนั่งอ่านตั้งนานก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด กรณีมาตรา ๑๘๑ มาตรา ๑๘๒ และมาตรา ๒๙๘ (๖) ผมคิดว่าบรรยากาศอย่างนี้หาไม่ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความหลากหลายที่เราได้มาร่วมกันครับ ผมขอกล่าวตรงไปที่ประเด็นที่ต่อเนื่องจาก ที่เคยอภิปรายเมื่อวันที่อภิปราย ภาค ๑ ครับ ในวันนี้เป็น ภาค ๔ คือการปฏิรูปเพื่อลด ความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ทำอย่างไรจึงจะมีกลไกรองรับสานต่อ เนื่องจาก อยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคและคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ผมขออภิปรายในด้านหลักตรงนี้ก่อน ขอไม่ย้อนกล่าวอุปสรรคในเรื่องที่เกี่ยวกับองค์การอิสระ ยังไม่เกิดขึ้นใน ๒ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา อยากอภิปรายในเชิงความหวัง คิดบวกไปข้างหน้า คิดแก้ปัญหา คิดศึกษาหาความสำเร็จครับว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้พี่น้องประชาชนชาวไทยที่อาจจะดูในจอทีวีอยู่ ยืนยันเจตนารมณ์ครับว่า จะผลักดันเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคในข้อบังคับสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมวด ๔ ข้อ ๘๐ (๑๘) กำหนดคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทาง และข้อเสนอเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคให้สัมฤทธิผล รวมทั้งอำนาจหน้าที่ที่สภามอบหมาย นี่คือเจตจำนงของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่แข็งขันและเอาจริงกับการปฏิรูป แต่ในการปฏิรูป ที่กำหนดในภาค ๔ เฉพาะส่วนที่ ๒ การปฏิรูป ๑๕ ด้าน น่าเสียดายที่ไม่ปรากฏการปฏิรูป ระบบคุ้มครองผู้บริโภคแต่อย่างใด ความสำคัญของการปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภค มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ผมได้รับรู้ในระยะ ๖ เดือนที่ผ่านมาครับ ที่ร่วมกับคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค

เรื่องที่ ๑ ออกรับฟังความเห็นพี่น้องประชาชนใน ๖ เวทีภูมิภาคต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ คนครับ เห็นความหลากหลาย เห็นปัญหาในภาคต่าง ๆ ในภาคเหนือ ก็มีปัญหาอย่างหนึ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มีปัญหาอย่างหนึ่ง ในภาคอีสานตอนบน ปัญหารถบริการสาธารณะ ต้องการคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคไปรับฟัง ข้อเสนอที่จังหวัดหนองคาย การระบาดโฆษณาหลอกลวงรุนแรงในภาคอีสานที่เวที ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ความต้องการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องสินค้าปลอดภัย สินค้าการเกษตร ที่ภาคเหนือ ที่จังหวัดลำปาง การขายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและบริการที่อยู่ของผู้สูงวัย คุณภาพต่ำ และฌาปนกิจลวงในเวทีภาคตะวันออก ภาคกลางที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดได้มาหารือว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ปัญหาการรุกของทุนใหญ่ ทำให้ร้านค้าย่อยในชุมชนต้องหายไปของภาคตะวันตกที่เวทีจังหวัดสมุทรสงคราม และปัญหาอาหารไม่ปลอดภัย สินค้าชายแดนที่เวทีที่อำเภอหาดใหญ่ นี่เป็นประการที่ ๑ ในระยะที่เราได้ออกไปตระเวนในภูมิภาคต่าง ๆ

ประการที่ ๒ การจัดประชุมใหญ่เมื่อวันคุ้มครองผู้บริโภคสากล วันที่ ๑๕ มีนาคม พบปัญหาหลายเรื่องที่จะต้องร้อยรวมเข้ามาเพื่อการพัฒนาปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็น บริการโทรคมนาคม บริการสาธารณะ มาตรฐานสินค้าปลอดภัย บริการสุขภาพ บริการ การเงิน ข้อมูลเพื่อผู้บริโภคและการพัฒนาการมีส่วนร่วม ขอเรียนเพิ่มเติมครับว่าก่อนจะถึง วันที่ ๓๐ นี้ ในวันที่ ๒๙ คณะกรรมาธิการจะนำเรื่องต่าง ๆ เพื่อประชุมร่วมกัน และในวันนั้น ท่านศาสตราจารย์บวรศักดิ์ก็จะไปปาฐกถาให้ที่ประชุมได้รับฟังครับ

ประการที่ ๓ ได้ร่วมงานกับท่านประธานซึ่งเป็นพลเมืองตัวจริง เป็นแม่ทัพ คือท่านประธานสารี อ๋องสมหวัง น่าชื่นชมครับ ท่านพูดเมื่อวานนี้ บัดนี้หนังสือไทยรัฐ สกู๊ปหน้า ๑ ได้นำไปลงแล้วครับ เพิ่มกฎหมายผู้บริโภคเพื่อเพิ่มพลังผู้บริโภค ท่านลองอ่านดูครับ คุณสารี ได้พูดถึงปัญหาต่าง ๆ ชัดเจน ได้พูดถึงว่าการค้าเสรีต้องมีคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กันไปครับ ลงท้ายได้พูดถึงท่านอาจารย์บวรศักดิ์ที่สนับสนุนผลักดันให้เกิดการคุ้มครองผู้บริโภค เจตจำนงอันแน่วแน่ของคณะกรรมาธิการที่ร่วมกันทำงานที่จะให้บูรณาการในภาครัฐ นำโดย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านพลเอก ภูดิศ ร่วมกับท่าน สปช. เจริญศักดิ์ ท่าน สปช. อรพินท์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามครับ การปฏิรูปกฎหมาย ท่าน สปช. วินัยได้ดำริเสนอกฎหมายมะนาว หรือความรับผิดชอบต่อความบกพร่องของสินค้า ท่านประดิษฐ์ ท่านนิพนธ์จะบูรณาการ เรื่องสื่อและโทรคมนาคมกับการคุ้มครองผู้บริโภค การปฏิรูปเพื่อเพิ่มการแข่งขันทางการค้า ลดการผูกขาด โดยท่าน สปช. ท่านทูตอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ การปฏิรูปคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็น ผู้สูงวัย โดยท่าน สปช. อุบล หลิมสกุล ท้องถิ่นกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีท่าน สปช. ทรงชัย จากจังหวัดลำปาง ท่าน สปช. ฐิติ จากจังหวัดหนองคายรับดำเนินการ และท่านภูดิศก็ได้เสนอ เรื่องนี้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของการบริหารท้องถิ่นที่ได้ฟังกันไปเมื่อวันก่อนนี้ และยังไม่รวม อีกหลาย ๆ เรื่อง

เหตุผลเหล่านี้ครับ ผมขอเรียนว่าแม้ว่าจะไม่มีการบรรจุอยู่ในขณะนี้ผมคิดว่า ท่านคณะกรรมาธิการคงจะได้พิจารณาครับว่าจะบรรจุเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นด้านหนึ่ง ผมขอเสนอ ๕ ประการดังนี้ครับ

ประการแรก ขอเสนอให้การบรรจุมาตราที่เกี่ยวกับการปฏิรูปโดยมีแนวทาง ดังต่อไปนี้ คือ

๑. ขับเคลื่อนให้เกิดองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ หนุนเสริมให้เป็น กลไกปฏิรูปต่อเนื่อง ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ

๒. เสนอปรับปรุงกฎหมายการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา ๖๐ ในรัฐธรรมนูญ

๓. ให้บูรณาการปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคเข้ากับการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ทั้งบริหารราชการ บริการสาธารณะ สื่อมวลชน เทคโนโลยี เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุข การศึกษา ท้องถิ่นและสังคมครับ

ขอให้ยกข้อความในมาตรา ๒๙๕ (๕) มาบรรจุเป็นแนวทางข้อ ๔ ข้อ ๕ ในมาตรานี้ และรายละเอียดปรากฏอยู่ในร่างแล้วครับ

ประการที่ ๒ ให้มีคณะกรรมาธิการคณะหนึ่งที่จะดูแลการปฏิรูป นอกจากนี้ ในการปฏิรูปด้านสาธารณสุข มาตรา ๒๙๔ เสนอให้เพิ่ม (๖) ผลักดันกฎหมายและนโยบาย สาธารณะเพื่อคุ้มครองปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและมาตรการ ตลอดจนประกาศควบคุมสินค้า ไม่ปลอดภัยหรือเพื่อที่จะลดทอนอันตราย

ประการที่ ๓ สภาปฏิรูปแห่งชาตินี้จะมีอายุหมดลงเมื่อครบ ๕ ปี มีข้อเสนอ ให้พลเมือง ๕๐,๐๐๐ คน หรือคณะรัฐมนตรี หรือรัฐสภา จัดทำประชามติ ผมเสนอว่าควรจะ กำหนดเวลาที่จะเริ่มดำเนินการประชามติโดยจะต้องผ่านไป ๓ ปี และรายงานแจ้งประเมินผล ต่อสาธารณะจะต้องทำเป็นระยะ

ประการที่ ๔ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติกังวลเรื่องหน่วยธุรการ ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านอุทัยได้กล่าวแล้วว่าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติในบัดนี้นั้น ยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ อาจจะไม่มีอีกในองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าคงจะเป็น หน่วยธุรการที่รองรับได้

ประการที่ ๕ เป็นประเด็นที่นอกเหนือจากประเด็นการปฏิรูป คำว่า หลักนิติธรรม ในภาค ๓ มาตรา ๒๑๗ (๑) (๒) (๓) มีการให้ความหมายที่ซ้อนกับสารัตถะในบททั่วไป ตอนต้นก่อนภาค ๑ ในมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๖ ที่มีสาระเหมือนกัน แต่นำเสนอ ในวิธีและลำดับที่ต่างกัน

ยิ่งไปกว่านั้นในมาตรา ๓ ในบททั่วไปก่อนภาค ๑ ได้กล่าวถึงการที่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานก็ต้องทำตามหน้าที่ ตามหลักนิติธรรม ไม่เพียงศาลและกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น จึงขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สอบทานความเหมาะสม ความสมดุลและลำดับว่าพึงบัญญัติอย่างไรดี เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ความหมายนิติธรรมอาจจะแคบอยู่แต่เฉพาะเพียงในภาค ๓ ครับ

ในทำนองเดียวกับภาค ๒ และหมวด ๑ ในภาค ๒ ซึ่งมีชื่อเดียวกันว่า ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบการเมืองที่ดี ขณะเดียวกันก็มีการใช้ชื่อที่ระบุคุณลักษณะคำว่า ที่ดี ไว้ด้วย ซึ่งต่างจากชื่อภาคอื่น ๆ ที่ไม่กำหนดคุณลักษณะ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ผมจะขอ นำเรียนเสนอต่อท่านประธานเพื่อให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ