สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

อาจิณ โชติวงศ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนและไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องการสอบสวนและงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการแก้ไขข้อความที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเสนอแนะให้กำหนดหลักการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการไว้ในรัฐธรรมนูญ

พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๒๔๑ ผมขอเสนอ ความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญภาค ๔ หมวด ๒ ส่วนที่ ๒ ว่าด้วยการปฏิรูปด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะของมาตรา ๒๘๒ (๘) ซึ่งเกี่ยวกับงานตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขออนุญาตกล่าวถึงเมื่อวานนี้ กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้แก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิด ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๒ (๘) ในเรื่องการสอบสวน จากที่กำหนดไว้ว่าปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระ แยกออก จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้กรุณาตัดคำว่า แยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออก เหลือเพียง ปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระ ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ในการตัดคำดังกล่าวออก เนื่องจากภารกิจหลักของตำรวจนั้นมีหน้างานอยู่ ๒ ด้าน คือ งานป้องกันมิให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้น และงานสืบสวน สอบสวนเมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้น หน้างานทั้ง ๒ ด้านนี้เกี่ยวข้องอยู่กับเนื้อหาที่เป็นการกระทำผิดในเนื้อหาเดียวกัน ในทางปฏิบัติ จึงแยกออกจากกันไม่ได้ และในทางกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็เช่นกันไม่อาจแยกออกจากกันได้ ในปีที่ผ่านมาการกระทำผิดที่เกี่ยวกับคดี เกี่ยวกับชีวิต และทรัพย์สิน เกิดขึ้นประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าคดี ได้ตัวผู้ต้องหากว่า ๔๐,๐๐๐ คน กรณีคดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย เช่น การพนัน อาวุธปืน ยาเสพติด เกิดขึ้น ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคดี การดำเนินคดีอาญาเหล่านี้สำเร็จลงได้ก็ด้วยการทำงานของตำรวจ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนครับ ไม่ใช่ทำกันแค่พนักงานสอบสวนที่มีกันอยู่ประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน การดำเนินการสืบสวน คดีอาญาของตำรวจนั้นทำกันเป็นทีม ทำกันเป็นกลุ่ม ทำกันเป็นระบบ ตำรวจมีการพัฒนา เรื่อยมา แยกสายงานต่าง ๆ ออก เป็นสายสืบสวนบ้าง สายสอบสวนบ้าง สายป้องกัน ปราบปรามบ้าง สายธุรการทางคดี รวมทั้งสายนิติวิทยาศาสตร์ การแยกสายงานดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการจัดแบ่งงานภายในของตำรวจเองเพื่อสร้างทักษะ สร้างความเชี่ยวชาญในงานแต่ละด้านนั้นเพื่อให้กระบวนการสอบสวนคดีอาญาทั้งระบบ ของตำรวจมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น การปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการสอบสวนไม่สามารถ แยกเจ้าหน้าที่สายงานต่าง ๆ ออกจากกันได้ ในคดีแห้ง เช่น คดีหมิ่นประมาท คดียักยอก คดีฉ้อโกง พนักงานสอบสวนอาจทำไปฝ่ายเดียวก็ได้ เนื่องจากมีการสอบปากคำพยานไม่กี่ปาก ตรวจสอบพยานเอกสารไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นคดีอุกฉกรรจ์ คดีที่ต้องขยายผล คดีที่มีผู้ร่วม กระทำผิดเป็นจำนวนมากต้องบูรณาการทำงานร่วมกันเป็นทีม สายสอบสวน สายสืบสวน การใช้เทคโนโลยีในการที่จะรับทราบข้อเท็จจริงหรือในการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ รวมทั้งการปิดล้อม ตรวจค้น ตรวจจับต่าง ๆ ของสายปราบปรามเพื่อนำตัวผู้กระทำผิด ไปฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งหมดนี้สำเร็จลงได้เป็นเรื่องที่ร่วมกันทำงานของตำรวจสายงานต่าง ๆ ทั้งหมดครับ การปฏิรูปงานตำรวจนี้ จริง ๆ แล้วก็สามารถทำได้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง โดยไม่ต้องแยกสายงานสอบสวน หรือระบบงานสอบสวนออกไป กระผมเคยเสนอแนวทาง โดยได้จัดทำเป็นเอกสาร ฉบับลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๘ รวม ๑๓ หน้า เสนอต่อ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ รายละเอียดจะปรากฏอยู่ในเอกสารที่ผมขออนุญาต ท่านประธานถ่ายแจกที่ประชุมไว้ ตัวอย่างของการปฏิรูปที่เสนอไว้ เช่น การจัดให้มีสายงาน สอบสวนหรือแท่งตำแหน่งของพนักงานสอบสวนให้เป็นตำแหน่งที่เลื่อนไหลได้อย่างเหมาะสม ตามความสำคัญ สลับซับซ้อน ยุ่งยากของคดี เลื่อนไหลไปได้จนถึงตำแหน่งในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรับปรุงระบบคุณภาพคุณสมบัติของ พนักงานสอบสวนให้เหมาะสมกับคดีที่เกิด ให้หัวหน้ากลุ่มในสายงานสอบสวนในแต่ละระดับ เป็นหัวหน้าสายงานในการทำความเห็นในแต่ละคดีนั้นด้วยกันเอง จัดให้มีระบบการรับคดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มศักยภาพในการสืบสวน สอบสวนที่เที่ยงตรง รวดเร็วและเป็นธรรม เน้นสถานีตำรวจให้มุ่งงานทางด้านการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก ลดภาระการสอบสวนดำเนินคดีในระดับสถานีลง และปรับปรุงระบบงานด้านป้องกัน ปราบปราม การสืบสวน สอบสวน นิติวิทยาศาสตร์ให้มีความเป็นอิสระทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ และมีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะใช้ในการแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่งที่เป็นธรรม บัญญัติเอาไว้โดยละเอียดไว้ในกฎหมาย ใช้หลักอาวุโส ใช้แบบการประเมินผลที่วัดผลการทำงานที่เป็นวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้ตำรวจที่ดีที่มีความสามารถเข้าทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ การปฏิรูปดังกล่าว ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องแยกสายงานใดสายงานหนึ่งออกไป จากตำรวจ

การปฏิรูปในร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๘๒ (๘) นอกจากเรื่องการสอบสวน ดังกล่าว ผมขออนุญาตเห็นว่ามีอยู่ ๔ ประเด็น จะขออนุญาตเรียนท่านประธานเพื่อเสนอ ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการพิจารณาในด้านของถ้อยคำ ที่นำมาใช้กำหนด เนื่องจากเป็นเรื่องที่ตำรวจ หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องนำไปปฏิบัติ และนำไปใช้ปฏิรูป และโดยเฉพาะงานส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องอยู่กับการดำเนินคดีอาญา ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการนำข้อความที่กำหนดนี้ไปใช้ หลักการและถ้อยคำควรต้อง ชัดเจน ไม่เข้าใจคลาดเคลื่อนให้เป็นอื่นไปได้

ในประเด็นแรก ตามข้อความที่กำหนดไว้ว่า ให้โอนภารกิจของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจไปให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องดำเนินการนั้น คำว่า ภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก ที่ให้โอนไปนี้มีปัญหาว่าหมายถึงอะไร โดยถ้อยคำแล้ว จะมีความหมายแค่ไหน เพียงใด ผมเห็นว่าภารกิจหลักของตำรวจจะเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ที่มีโทษทางอาญา หน้างานอยู่ ๒ ด้าน เท่าที่กล่าวถึงไปแล้ว คืองานป้องกันไม่ให้มีการกระทำ ความผิดและงานด้านสืบสวน สอบสวน ดำเนินคดีเมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ตำรวจ มีภารกิจหลักอยู่ ๒ หน้างานนี้เท่านั้นและเกี่ยวเนื่องกันอยู่ ภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักที่เขียนไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะให้หมายถึงภารกิจอื่นที่นอกเหนือจากงาน ๒ ด้านนี้หรือไม่ หรือจะให้มีความหมายลึกลงไปถึงลักษณะความผิดที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น ที่จะให้ถือเป็นภารกิจหลักของตำรวจ หรือในส่วนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติที่มีโทษ ทางอาญาฉบับต่าง ๆ ไม่ถือเป็นภารกิจหลักใช่หรือไม่ อย่างไร หรือจะถือเอาเฉพาะกฎหมายที่บัญญัติให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไว้ในกฎหมาย เช่น ป่าไม้ ศุลกากร สรรพสามิต เหล่านี้ให้หมายถึงภารกิจที่ไม่ภารกิจหลักที่ให้โอนไปให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการสืบสวน สอบสวน จับกุมดำเนินคดี ใช่หรือไม่ ข้อความที่กำหนดไว้ โดยใช้แต่เพียงคำว่า ภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก แค่นี้น่าจะสื่อไปไม่ถึง ไม่ชัดเจนพอ คำว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็เช่นกันที่กำหนดให้รับโอนภารกิจไป ก็ควรต้องขยายความไว้ให้ชัด เนื่องจากการกระทำความผิดในบางลักษณะจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วย ตัวอย่างเช่น ความผิดที่เกี่ยวกับรถยนต์ การไม่ต่อ พ.ร.บ. การไม่ต่อภาษีรถยนต์ เป็นหน้าที่ ของกรมการขนส่งทางบก หากรถยนต์ดังกล่าวหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของกรมศุลกากร ถ้าผู้ขับขี่ทำผิดกฎจราจร ไม่มีใบขับขี่ ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ จอดรถผิดที่ก็เป็นหน้าที่พนักงานจราจรและถ้าใช้รถยนต์คันดังกล่าวในการกระทำผิดอื่นด้วย เช่น ขนไม้เถื่อน ขนสินค้าหนีภาษี ขนยาเสพติด ขนแรงงานคนต่างด้าว หรือแม้กระทั่งมีอาวุธปืน อาวุธระเบิดอยู่ในรถ ก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่หลายหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานเหล่านี้ มีปัญหาว่าจะต้องกำหนดให้แยกกันไปจับกุม แยกกันไปสืบสวน สอบสวน แยกกันไปรับผิดชอบ เฉพาะในแต่ละข้อหาที่เป็นหน้าที่ของตนเท่านั้นใช่หรือไม่ หรือจะให้หน่วยงานใดหน่วยหนึ่ง เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบทั้งหมดทุกข้อหา หรือเฉพาะในกรณีที่มีหลายข้อหาเช่นนี้ให้ตำรวจรับไป ดำเนินการเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่นนี้จะสามารถนำไปปฏิรูปได้ทุกแบบตามความเหมาะสม ใช่หรือไม่ อย่างไร ไม่ขัดกับความที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช่หรือไม่

การให้โอนภารกิจของตำรวจไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีกฎหมาย บัญญัติอยู่แล้ว ๒ ฉบับ ฉบับแรกก็คือพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๖ และ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ เอง มาตรา ๖ ๒ ที่ด้วยกันครับ บัญญัติไว้ โดยใช้ถ้อยคำที่มีเป้าหมาย ให้โอนภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดไปเป็นของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อความ ในลักษณะเดียวกับที่กำหนดไว้ในที่นี้ และที่ผ่านมาจากข้อกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวนี้ มีการแบ่งโอนภารกิจไปแล้วตามกฎหมายดังกล่าวบางส่วน บางส่วนยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ติดขัดอยู่ที่ความพร้อมของหน่วยงานที่จะรับโอนเองบ้าง ของรัฐเองบ้าง ที่ต้องสร้าง ระบบงานสอบสวนให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งในด้านตัวคน ประสบการณ์ เครื่องมือ และโดยเฉพาะงบประมาณที่ต้องใช้ มีงานวิจัยเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างชัดเจน ผมขออนุญาตอ้างถึง เช่นรายงานการศึกษาวิจัยเรื่องความเป็นไปได้ในการโอนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย และคณะ เมื่อพฤศจิกายน ๒๕๕๐ ผมเห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๕๖ ประกอบกับ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ปี ๒๕๔๗ มาตรา ๖ ยังมีผลใช้บังคับอยู่ ในปัจจุบัน และมีดำเนินการตามความเหมาะสมต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ ไม่มีความจำเป็นใด ที่ต้องนำมากำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้อีกหรือถ้าประสงค์จะกำหนดไว้ ขออนุญาตให้ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านควรใช้ถ้อยคำที่น่าจะชัดเจนกว่านี้ โดยอาจจะ ปรับโดยใช้ถ้อยคำที่กำหนดไว้ในกฎหมายทั้ง ๒ มาตราดังกล่าวนี้ก็น่าจะชัดเจนขึ้น

ประเด็นต่อมามีหลายแห่งในมาตรา ๒๘๒ (๘) นี้ ที่กำหนดข้อความไว้ โดยระบุถึงชื่อของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวานนี้ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านกรุณาตัดออกไปคำหนึ่งแล้วครับ แต่ยังมีอีก ๓ แห่งในมาตรานี้ที่ยังระบุโดยใช้ชื่อว่า ส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ ที่กระผมกล่าวขึ้นมานี้ก็เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็คงไม่ใช่องค์กรอิสระหรือถูกกำหนดให้เป็นหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่น่าจะถูกต้อง เพราะว่าในรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ที่ผ่านมาเท่าที่ผมทราบ และในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอง มาตราต่าง ๆ ไม่เคยได้กล่าวถึงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งในลักษณะของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินี้ ไว้เลย และถ้าจะกำหนดเรื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาตินี้ไว้ ผมเห็นว่าควรใช้ถ้อยคำในลักษณะ ที่เป็นเรื่องของเนื้องานก็พอ หรือคำรวมของเนื้องานที่จะต้องปฏิรูปว่าจะให้ทำอะไร ทำอย่างไร หรือปรับปรุงอะไรก็น่าจะเหมาะสม ปกติส่วนราชการแต่ละแห่งจะให้มีหรือไม่ให้มีอำนาจ จะมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องอะไร จะใช้ชื่อส่วนราชการอย่างไรนั้นน่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย ว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินหรือกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม

ประเด็นต่อมา ตามข้อความที่กำหนดว่าให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอมีอำนาจสอบสวนร่วมกับหน่วยงานด้านการสอบสวนในกรณีที่ประชาชน ร้องขอความเป็นธรรม ความในลักษณะเดียวกันนี้มีปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ มาตรา ๒๒๘ วรรคสาม กำหนดไว้ว่า ในการสอบสวนคดีอาญาที่สำคัญให้พนักงานอัยการ มีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักสอบสวน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในส่วนที่เกี่ยวกับ พนักงานอัยการนี้จะเห็นได้ว่ามีบทบัญญัติอยู่ ๒ มาตราอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน มีข้อความที่ขัดกันโดยชัดแจ้ง ทั้งถ้อยคำที่ใช้และหลักการที่กำหนดไว้ มาตราหนึ่งกำหนดไว้ ว่าให้เข้าไปร่วมสอบสวนในกรณีที่ประชาชนร้องขอ อีกมาตราหนึ่งกำหนดให้เข้าไปร่วม เฉพาะที่เป็นคดีสำคัญตามที่กฎหมายบัญญัติ กระผมเห็นว่าน่าจะไม่ถูกต้องที่กำหนดไว้ ในลักษณะที่ขัดกันเช่นนี้ ขอเรียนว่าการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมนั้นการตรวจสอบ ถ่วงดุลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละระดับนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะอำนวยความยุติธรรม ให้แก่ประชาชนที่เป็นคู่กรณี ปัจจุบันนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้วางระบบ การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการไว้ในมาตรา ๑๔๐ ถึงมาตรา ๑๔๕/๑ โดยให้ทางพนักงานสอบสวน เมื่อทำการสอบสวนเสร็จแล้วมีความเห็น เสนอส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ โดยพนักงานอัยการจะพิจารณาว่าสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง หรืออาจสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม อันนี้เป็นระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุลที่กำหนดไว้เป็นหลักการอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การกำหนดให้ พนักงานอัยการเข้ามาร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนแต่แรกอาจทำให้เกิด การเข้าไปชี้นำพนักงานสอบสวนในการมีความเห็นทางคดีได้ และตัวพนักงานอัยการเอง ก็อาจจะถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอคติต่อพยานหลักฐานที่พบเห็นแต่แรกนั้นทำให้ขาดความเป็นธรรม ในชั้นของการพิจารณาความเห็นสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา และอาจจะกลับกลายเป็นว่า คดีสำคัญบางคดีซึ่งกำหนดให้พนักงานอัยการเข้าไปร่วมสอบสวนแต่แรกนั้นจะได้รับ ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมน้อยกว่าคดีปกติทั่วไปที่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างตรวจสอบ และถ่วงดุลกันอยู่ จริงอยู่ในทางปฏิบัติของทางพนักงานอัยการอาจจะมอบหมายหรือใช้วิธี ให้พนักงานอัยการเป็นคนละคนกันในชั้นการเข้าไปร่วมสอบสวนท่านหนึ่ง ในชั้นการพิจารณา มีความเห็นสั่งสำนวน สั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้องอีกท่านหนึ่ง แต่ก็เป็นแค่ระเบียบปฏิบัติ ยังไม่ได้ บัญญัติเป็นหลักการที่แน่นอนไว้ในกฎหมาย ที่สำคัญข้อความในร่างรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ไม่ได้กำหนดหลักการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นหลักการพื้นฐานในการดำเนินคดี เช่น ตามมาตรา ๑๔๐ ถึงมาตรา ๑๔๕ นี้เอาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลับไปเขียนในลักษณะของ ข้อยกเว้นขึ้นมาเอาไว้ โดยให้พนักงานอัยการเข้าร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง ถ้าจะใส่ข้อความเช่นนี้ผมขออนุญาตเสนอว่าควรกำหนด หลักการตรวจสอบถ่วงดุลเอาไว้ก่อน แล้วก็ใส่เป็นข้อยกเว้น และเมื่อใส่ข้อยกเว้นก็ควร จะต้องกำหนดต่อไปด้วยว่า ถ้าใช้ในลักษณะของข้อยกเว้นแต่แรกนี้แล้วจะมีหลักประกันใด ที่ยังมีการตรวจสอบถ่วงดุลกันอยู่ ระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการที่จะทำให้ เกิดความเป็นธรรมขึ้นแก่คู่กรณีได้ ปัจจุบันคดีสำคัญบางคดีที่ต้องการให้ทางพนักงานอัยการ เข้าร่วมสอบสวนแต่แรกนั้นสามารถออกกฎหมายขึ้นมารองรับวิธีปฏิบัติดังกล่าวนี้ได้อยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น คดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน คดีวิสามัญ คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้กำหนดรองรับไว้ ให้พนักงานอัยการเข้าไปร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนได้แต่แรก ฉะนั้นเมื่อมีกฎหมาย ลักษณะนี้ให้ทำได้ จึงไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องกำหนดข้อความในลักษณะดังกล่าวนี้ไว้ ในรัฐธรรมนูญอีกครับ

ประเด็นที่ ๔ ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้าย กระผมขออนุญาตข้อความที่กำหนดไว้ว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมีอำนาจสอบสวนร่วมกับหน่วยงานด้านการสอบสวน ในกรณีมีประชาชนร้องขอความเป็นธรรม การกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ เข้ามามีส่วนร่วมในการสอบสวนนี้ อาจจะเห็นว่าเพื่อเป็นการโปร่งใสและเกิดเป็นธรรม ต่อคู่กรณีได้ แต่ก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผล เพราะหลักการในประเด็นต่าง ๆ ที่ผ่านมา ของมาตราเดียวกันนี้ ต้องการให้พนักงานสอบสวนมีความเป็นอิสระในการพิจารณาคดี แล้วก็พยายามที่จะกำหนดว่าไม่ให้มีการแทรกแซง แม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นตำรวจเอง ก็จะกำหนดด้วยลักษณะที่ไม่ให้เข้ามาแทรกแซง แต่ในบทบัญญัติตรงนี้กลับให้ทาง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเข้ามาร่วมสอบสวนได้ ซึ่งกระผมเห็นว่าการบัญญัติไว้ ในลักษณะนี้ขัดกับหลักการดังกล่าว ปกติแล้วเราสามารถปฏิรูปในเรื่องนี้ได้ โดยถ้าเกิด ผู้เสียหายเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถให้ร้องขอต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกองบังคับการตำรวจที่เกี่ยวข้องให้เปลี่ยนพนักงานสอบสวน หรือเปลี่ยนหน่วยงาน ที่ทำการสอบสวนแล้วก็ปฏิรูปโดยบังคับให้ อย่างไรก็แล้วแต่ตำรวจต้องเปลี่ยนพนักงานสอบสวน หรือต้องเปลี่ยนหน่วยงานพนักงานสอบสวนให้ เช่นนี้การปฏิรูปก็สามารถทำได้ โดยให้เกิด ความเป็นธรรมกับคู่กรณี ผู้ว่าราชการจังหวัดเองกับนายอำเภอเองนั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ ประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว ท่านก็จะทำการสอบสวนที่เข้ามาร่วมสอบสวนจะเหลืออยู่ในลักษณะ ของหน้าที่ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายกระทำความผิดในเรื่องของทรัพยากรและป่าไม้ และคดี การกระทำผิดตาม พ.ร.บ. ที่มีโทษทางอาญาบางฉบับเท่านั้นเอง ไม่ได้รับผิดชอบในคดีทั่ว ๆ ไป มา ๕๐ ปีแล้วครับ ป่านนี้แต่ละท่านที่มีประสบการณ์ผมว่าน่าจะเกษียณอายุไปหมดแล้ว กระผมเห็นว่าในกรณีที่เกรงว่าพนักงานสอบสวนจะไม่ให้ความเป็นธรรมก็เสนอแนวทางปฏิรูป ในลักษณะที่กระผมพูดถึงเมื่อสักครู่ได้ และในปัจจุบันตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา ๕๒/๑ (๒) มาตรา ๕๗ (๔) และมาตรา ๖๑/๑ (๑) ได้ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด และให้อำนาจกับนายอำเภอมีอำนาจตรวจสอบ กำกับ ดูแลข้าราชการที่อยู่ในจังหวัด ซึ่งรวมถึง พนักงานสอบสวนด้วยครับ เพราะฉะนั้นในกรณีที่มีการร้องเรียนหาว่าพนักงานสอบสวน หรือเห็นว่าพนักงานสอบสวนไม่เที่ยงธรรม ทุจริต หรือทำให้เกิดเสียหายแก่คดีก็สามารถ ใช้อำนาจตามนี้เข้าไปตรวจสอบ กำกับ ดูแลการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนนั้นได้ ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดกำหนดให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเนื้อคดีของงานสอบสวนนั้น ๆ และคำที่กำหนดว่าให้เข้ามามีส่วนร่วมในกรณีที่ประชาชนร้องขอ คดีอาญา คดีอาญานั้น มีหลายอย่าง กระผมก็เห็นว่าคำว่า ประชาชนร้องขอ ผมว่าน่าจะกว้าง ไม่ทราบว่าน่าจะ หมายถึงเฉพาะคู่กรณีหรือผู้เสียหายเท่านั้น อันนี้ผมไม่แน่ใจ แต่เขียนไปอย่างนี้คงไม่ได้แน่

โดยสรุปผมเห็นว่าในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๒ (๘) ที่กำหนดให้มีการปฏิรูป ภารกิจหลักของตำรวจ ปฏิรูประบบงานสอบสวน งานนิติวิทยาศาสตร์ และงานยุติธรรมนี้ ผมคิดว่าบางประเด็นยังมีความไม่ชัดเจนในหลักการและถ้อยคำที่ใช้ บางประเด็นไม่จำเป็น ต้องกำหนด มีกฎหมายบัญญัติให้ทำได้ หรือออกกฎหมายทำได้ แต่อย่างไรก็ตามที่สำคัญที่สุด ก็คือในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บทบัญญัติในมาตราก่อนหน้านี้หลายมาตราด้วยกันได้บัญญัติ ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ในส่วนที่เป็นหน้าที่ของตำรวจไว้อยู่แล้ว เช่น ได้บัญญัติถึงการจับ การค้น การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด สิทธิในกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบ การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการจัดระบบงานในกระบวนการยุติธรรม เกี่ยวข้องกับ ตำรวจด้วยกันทั้งสิ้น ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๔ มาตรา ๗๑ มาตรา ๘๗ มาตรา ๒๒๐ มาตรา ๒๒๘ เป็นต้นครับ ครอบคลุมการปฏิบัติหน้าที่ ของตำรวจ ทั้งงานป้องกันและระบบการสอบสวนดำเนินคดีทั้งระบบ กระผมเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นใดจะต้องบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๒ (๘) นี้ให้เกิดความซับซ้อนและ อาจเกิดความขัดแย้งกันขึ้นมาได้อีก จึงขอให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญโดยตัดข้อความ ในร่างมาตรา ๒๘๒ (๘) นี้ออกทั้งหมดครับ และรวมถึงมาตรา ๒๒๘ วรรคสาม ด้วย ต้องขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ