สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

เกริกไกร จีระแพทย์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการปฏิรูป และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ พร้อมหารือเรื่องกรอบเวลาการปฏิรูปและยุทธศาสตร์แห่งชาติ เพื่อให้มีความต่อเนื่องและความผูกพันในการดำเนินการ และเสนอแนวคิดการสร้างกลไกขับเคลื่อนงานของสภาเพื่อหลีกเลี่ยง Conflict of interest

นายเกริกไกร จีระแพทย์

ขอบคุณครับท่านประธานที่เคารพ กระผม เกริกไกร จีระแพทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๑๔ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนท่าน ณ จุดนี้ ซึ่งไม่ใช่จุดที่ตั้งของผม เนื่องจากข้างหน้ามีอุณหภูมิที่หนาวเหลือเกิน ขอบารมีท่านทำให้มันอบอุ่นขึ้นได้ไหมครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในภาคนี้ซึ่งเป็นภาคเกือบจะสุดท้าย ที่เราพิจารณามา ๔-๕ วันนั้นผมคิดว่าเป็นอย่างที่ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ได้พูดไว้เมื่อวานนี้ตอนเริ่มต้น เป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่น่ากล่าวถึงอย่างมาก ผมคิดว่าถ้าออกมาได้อย่างที่คิด จะเป็นกรอบ หรือเป็นหลักการ หรือจะเป็นรายละเอียดเพียงใดก็ตาม มันจะเป็นตัวอย่าง สำหรับรัฐธรรมนูญของประเทศอื่น ๆ ก็ได้ ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของส่วนนี้ก็คือการที่จะทำให้ การปฏิรูปนั้นมีที่อยู่และมีการปฏิบัติ แล้วก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญของฉบับที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ ผมขอเรียนว่าผมเห็นด้วยกับหลักการและแนวคิดของการขับเคลื่อนการปฏิรูป แล้วก็การมี กรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูป ผมกราบเรียนว่าเป็นหลักการ แล้วก็ส่วนรายละเอียดจะเป็น อย่างไรนั้นเดี๋ยวผมจะขอกราบเรียนท่าน

ท่านประธานครับ อย่างไรก็ตามผมมีประเด็นที่จะขอตั้งข้อสังเกตหรือแสดง ความคิดเห็นร่วมกันไว้ ๕ ประเด็นด้วยกัน ไม่ทราบว่าผมจะมีเวลาพูดทันหรือไม่ จะพยายามครับ

ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องประเด็นกรอบเวลาของการปฏิรูป ซึ่งกำหนดไว้ ในมาตรา ๒๗๘

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ชาติว่ามันคืออะไร อยู่ที่ไหน และมันควรจะเป็นอะไร

ประเด็นที่ ๓ คือความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิรูป ส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ที่เรากำลังทำอยู่ และแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ คือภาค ๔ หมวด ๒ กับภาค ๒ หมวด ๒

ประเด็นที่ ๔ คือเรื่องของกลไกการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูป ไม่ว่าเรา จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ ที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อน เกิดการปฏิรูป และเกิดสิ่งที่จะเป็น ยุทธศาสตร์ของชาติ แล้วก็

ประเด็นที่ ๕ ถ้ามีเวลาผมจะขอพูดถึงเรื่องมาตรา ๑๙๓ ครับ

ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๑ เรื่องของกรอบเวลาการปฏิรูป ผมคิดว่า เราจะต้องเข้าใจว่าการปฏิรูปนั้นมันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การปฏิรูป การปรับโครงสร้าง การพัฒนานั้นไม่สามารถจะตัดขาดออกจากกันได้ ผมจึงเห็นว่าการที่กำหนดไว้ว่า ๕ ปีแล้วไป เป็นสิ่งดีครับ มันแสดงเจตนารมณ์ว่าเราจะไม่อยู่ยาว เพราะไม่ควรจะมีใครอยู่ยาว ในการเมือง แต่ต้องมีคนมารับไม้เสมอ แต่ว่าเราจะต้องแน่ชัดในความคิดว่าการปฏิรูปนั้น ไม่ใช่เพียง ๕ ปีเท่านั้น และผมไม่อยากให้มีนัยเช่นนั้นออกไป ขอให้มีเป็นนัยว่าเราต้องการ เร่งรัดสิ่งที่เราคิด เราทำ ให้เสร็จสิ้นภายใน ๕ ปี แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจบใน ๕ ปี ประเด็นก็คือว่า เราจะทำให้มันเกิดความยึดโยงอย่างไรในอนาคตหลังจาก ๕ ปีนี้จบลง

ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญได้พูดถึงเรื่องของคำว่า ยุทธศาสตร์ ไว้ ซึ่งผมรวมได้ว่ามันมี ๒ มิติ ๑. คือมิติของการปฏิรูปอันเกิดจาก สปช. และเกิดจากเจตนา ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ นี้ มิติ ๒ คือ ยุทธศาสตร์แห่งชาติในระยะยาว ซึ่งปรากฏตรงนั้น ตรงนี้ หลายแห่งด้วยกันครับ *ดูถึงตรงนี้* ในคอนเท็กซ์ (Context) ในบริบทต่าง ๆ ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น ในมาตรา ๖๒ เรื่องของ การฟังความคิดเห็นประชาชน เรื่องยุทธศาสตร์จะต้องฟังความคิดเห็นประชาชน มาตรา ๑๔๕ (๑๔) ประชุมร่วมรัฐสภานั้นเพื่อพิจารณายุทธศาสตร์แห่งชาติ เกี่ยวกับการทำงาน ของคณะรัฐมนตรี ในมาตรา ๑๗๙ คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ ผมก็ถามว่า เราไม่ได้กล่าวถึงเรื่องกรอบหรือสารัตถะของคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ เลย ผมอาจจะหลุดหู หลุดตาไป ไม่เป็นไรครับ ประเด็นของผมก็คือว่าถ้าเช่นนั้นแล้วเราควรจะทำอย่างไรกับมัน เพราะว่ามันจะมีนัยของ ๕ ปี ระยะสั้น ระยะใกล้ กับความผูกพันที่เราอยากจะเห็น เพราะว่า ปัญหาของเราเกิดจากที่เราไม่มียุทธศาสตร์หรือเปล่า มันอาจจะไม่ใช่เสียทีเดียวเราก็มี ยุทธศาสตร์ตรงนั้นตรงนี้ แต่มันมีปัญหาอื่นของการบูรณาการยุทธศาสตร์เข้ามา แล้วมี ความต่อเนื่องมีความผูกพัน มีความมุ่งมั่นจะทำให้เกิด ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยในช่วงข้างหน้านี้ ๕ ปี ผมคิดว่าเราจะเจอปัญหาของการเป็นขาลงไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่าพลังความสามารถ หรือโมเมนตัม (Momentum) ที่เราจะไปข้างหน้านั้นนี่มันเริ่มชะลอหมดลงนโยบายที่ทำมา ใน ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมานี่มันส่งผลดี แต่ต่อไปนี้อาจจะใช้ไม่ได้

อันที่ ๒ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเราลดลง ผมจึงพูดถึงเรื่อง ความสามารถในการแข่งขันเมื่อวันที่ ๒๐ ว่าควรจะเป็นคำสำคัญที่แสดงนัยยุทธศาสตร์ของ ประเทศระยะยาว และปรากฏในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในภาค ๒ หมวด ๒ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าถ้าเรามองเรื่องยุทธศาสตร์เรื่องของปฏิรูปในนัยสำคัญในอนาคตแล้ว คำว่า ยุทธศาสตร์แห่งชาติ จะต้องมีสารัตถะเกิดขึ้นตรงใดตรงหนึ่งในรัฐธรรมนูญนี้ และไม่มี ที่ใดที่จะไปดีกว่าในภาค ๒ ส่วนที่ ๒ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เราจำเป็นจะต้องพูดถึง เรื่องวิสัยทัศน์ ทิศทางยุทธศาสตร์ของชาติ ยุทธศาสตร์ของชาติให้มีกรอบที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ ขณะเดียวกันต้องคำนึงว่ารัฐบาลในอนาคตนั้นจะต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับปรุงให้เข้ากับ สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นในความเห็นผมผมคิดว่า

๑. ควรจะกำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ในแนวนโยบายของรัฐให้มี ความชัดเจน มีความต่อเนื่องและมีความผูกพันทุกองคาพยพของประเทศ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าจับประเด็นสำคัญในภาคปฏิรูปในภาค ๔ นี้จับประเด็น สำคัญ ไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปในทุกเรื่องทุกราว แต่ขอให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าเขาถูกรวม อยู่ในนั้น แล้วก็มาสะท้อนไว้ในภาค ๒ หมวด ๒ ถ้าทำเช่นนั้นได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพครับ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสะโอดสะองขึ้นเยอะ จะมีรูปโฉมโนมพรรณที่เรียวเล็กลง ขณะเดียวกันผมคิดว่าสมาชิกพวกเราทั้งหลายจะต้อง เข้าใจว่า เราไม่จำเป็นต้องเอาถ้อยคำของเราทุกประการใส่เข้าไปในรัฐธรรมนูญแล้วกลับไปนอน แล้วสบายใจ ผมคิดว่ามันอยู่ที่เจตนารมณ์อยู่ที่คำหลัก ๆ เท่านั้นเอง อย่างเช่นผมยกตัวอย่างว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศมันมีหลักเกณฑ์ มาตรการ มาตรฐานระหว่าง ประเทศ กำกับอยู่ไม่น้อยกว่า ๕๐ รายการ ถ้าเราบอกว่ารัฐบาลต้องทำให้ประเทศไทย สามารถแข่งขันได้ในมาตรฐานสากล ผมเชื่อว่ามันครอบคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยครับ

ประเด็นต่อไป กลไกในการขับเคลื่อน ผมเห็นว่าควรจะต้องมีกลไก แต่กลไกนั้น จะมีอยู่ด้วยกัน ๓ รูปแบบ ผมคิดว่าที่ผมคิดออกในขณะนี้ คือ

๑. ให้สภาพัฒน์ทำหน้าที่เพิ่มไป ให้อำนาจเขาเพิ่มขึ้น

๒. ฝากงานของสภาขับเคลื่อนกับกลไกใดกลไกหนึ่งที่เรากำลังจะตั้งขึ้น เพราะมิฉะนั้นแล้วมันจะรุงรังมาก มันจะมีเยอะมากเหลือเกิน

๓. ให้มีสภายุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอย่างที่ท่านว่านั่นล่ะ แต่ที่มานั้นผมคิดว่า ควรจะมาจากการคัดสรรใหม่ แล้วพวกเราก็อาจจะถูกคัดสรรเข้าไปด้วย แต่ถ้าเราบอกว่า เราจะไปเอง ผมเกรงว่ามันจะมีข้อครหา แล้วก็จะไม่ได้สร้างแนวของคำว่า คอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of interest) ขึ้นมา

ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้าย ผมอยากรักษาเวลาอีก ๑๒ นาทีอย่าเพิ่งกด ผมมีเพียง ๑ นาทีครึ่งจบครับ เดี๋ยวจะเสียมู๊ด (Mood) เรื่องของมาตรา ๑๙๓ ท่านประธานครับ ผมมีหน้าที่ในการเจรจาการค้าให้ประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ปี ๒๕๒๖ จนกระทั่งเกษียณ แล้วก็ยังไปทำอยู่ เป็นรัฐมนตรีก็ทำ ผมเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของมาตรานี้ครับ แล้วเราก็ได้ ยึดถือเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ เดิม ซึ่งเป็นมาตราอะไรไม่ทราบ ว่าการเข้ารัฐสภานั้น จะต้องเกิดขึ้นจากเงื่อนไข ๒-๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ ก็คือเกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือสิทธิในเขตที่เรามี อำนาจนอกอาณาเขต แล้วก็มีการแก้ไขหรือต้องออกกฎหมายใหม่ นี่คือเงื่อนไขหลักสำคัญ ๒ ประการ แต่ในมาตรา ๑๙๐ ที่ออกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กับที่เราเห็นในขณะนี้เป็น ร่างใหม่นั้น ผมมีความห่วงใยใน ๓-๔ ประเด็น คือ ๑. ความชัดเจนของถ้อยคำ ถ้าหากเป็น เช่นที่เขียนมีนัยกว้างขวางและผลกระทบสำคัญนั้นผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับการตีความ ขึ้นอยู่กับ การใช้ดุลยพินิจค่อนข้างมาก

และนำไปสู่ประเด็นที่ ๒ ก็คือความยุ่งยากในการปฏิบัติมาก จริง ๆ แล้ว ถ้าไม่ปฏิบัติ แล้วมันไม่เสียประโยชน์ก็ไม่เป็นไร แต่ผมเกรงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ผมเห็นมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ จนบัดนี้นั้น ได้มีการกองไว้ซึ่งความตกลงหรือสัญญา หรือไม่ใช่ความตกลง หรือสัญญา แต่ใกล้เคียง ซึ่งมนุษย์ในราชการไม่กล้าตีความ และไปกองอยู่ในสภาเป็นจำนวนมาก และการกองอยู่นั้นทำให้เราเสียประโยชน์จากการล่าช้า

ประเด็นที่ ๓ ก็คือผมคิดว่าถ้าเราจะออกกฎหมายลูกให้ชัดเจน ในปี ๒๕๕๐ นั้น มีการเขียนไว้เรื่องกฎหมายประกอบแต่ไม่มีการออก ผมคิดว่าถ้าเรายังคิดว่าจะต้องมีคำนี้อยู่ ก็น่าจะไปออกการเขียนกฎหมายลูกให้ชัดเจนเพื่อให้ปฏิบัติได้ให้มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และไม่เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง เราอยากจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่เสรี ประเทศที่ค้าขาย แต่ถ้าหากการทำสัญญาระหว่างประเทศยังขลุกขลัก และยังมีความล่าช้า ผมเชื่อว่า มันจะเป็นโทษมากกว่า เราอาจจะเป็นห่วงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรยา หรืออะไร ก็แล้วแต่ ทรัพย์สินทางปัญญาเราอยากจะปกป้องคนภายใน เรามีวิธีที่ทำดีกว่าไปผูกมัดเราเอง อย่างกระดิกไม่ได้ในทางนั้น ตอนที่ผมเป็นอยู่ในรัฐบาลนั้นท่านประธานกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญท่านก็อยู่ใน สนช. ผมเชื่อว่าท่านคงจะจำกรณีของเจเท็ปปา (JTEPA) ซึ่งเป็น สัญญาใหญ่มากระหว่างไทยกับญี่ปุ่น แล้วเราก็มีเรื่องของการโรดแมพ (Roadmap) ของอาเซียน อีโคโนมิค คอมมูนิตี (ASEAN economic community) ซึ่งประเทศไทยเสนอ ให้ลดเวลาจากปี ๒๐๒๐ มาเป็นปี ๒๐๑๕ กระผมได้ทำตามเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญนั้นยังไม่มีผลบังคับใช้เต็มที่ ทำได้ครับ ด้วยความเข้าใจ ระหว่าง สนช. ในขณะนั้น ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดอกเตอร์บวรศักดิ์เอง กับทางรัฐบาล แต่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลในสภาอื่นก็ได้ ท่านประธานครับ ผมกินเวลาท่านมา ๑๒ นาที ผมคิดว่าคงไม่เกินเลยเกินไป ขอบคุณด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ