จุมพล รอดคำดี หารือเรื่องการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ ให้การรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชนในการสื่อสาร และเรียกร้องการสร้างกลไกในการดูแลสื่อออนไลน์ให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผม จุมพล รอดคำดี ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อเช้านี้ผมก็ได้รับคอมเมนต์ (Comment) เรื่องสื่อ เกี่ยวกับเรื่องของการรายงานข่าวสารต่าง ๆ ค่อนข้างจะไม่มีการถ่วงดุลกันมาก ไปพูดในเรื่องที่เป็นเรื่องลบเสียเยอะเรื่องบวกมีน้อย ประมาณนี้ครับ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการทำงานของด้านสื่อสารที่บางครั้งเราดูจากพาดหัวข่าว ก็อาจจะเห็นในสิ่งที่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่พอเข้าไปอ่านในเนื้อในก็อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเทคนิคพวกนี้ก็เป็นเทคนิคของการดึงดูดความสนใจให้มาอ่านเรื่องราวหรือข่าวสารนั้น แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะเรียนตรงนี้ว่าในการปฏิรูปสื่อตามที่ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาใส่เรื่องการปฏิรูปนี้เข้าไปในมาตรา ๒๙๖ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ ต้องขอขอบคุณที่ได้บรรจุเรื่องเหล่านี้เข้ามา เพราะว่าการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนกลายเป็นปัญหา กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นสิ่งหนึ่งที่ประชาชนเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมา ปัญหาของบ้านเมืองหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดความวุ่นวายประชาชนก็โทษสื่อด้วยว่า เป็นตัวที่ทำให้เกิดเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้รับหรือได้อ่านในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ท่านได้ยกร่างขึ้นก็ได้เห็นว่า สิ่งที่เรานำเสนอที่อยากให้มีบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เรียกว่าครบถ้วนตามที่เราเสนอ ก็ต้องขอขอบคุณ แต่มันมีบางจุดบางตอนที่อาจจะ ต้องมีการแก้ไขในส่วนที่มันเป็นเวิร์ดดิง (Wording) บ้าง ข้อความต่าง ๆ เช่นในบทมาตรา ๒๖ ที่พูดถึงในเรื่องของสิทธิเรื่องความเป็นพลเมืองและหน้าที่ของพลเมืองและหน้าที่ของพลเมือง ซึ่งก็มีข้อความในวรรคสาม เขียนบอกว่า พลเมืองต้องไม่กระทำการที่ทำให้เกิดความเกลียด ชังกันระหว่างคน เราอยากให้เติม กลุ่มคน เพราะมันไม่ใช่เป็นเรื่องการทะเลาะส่วนบุคคล แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารมวลชนในการสร้างความเกลียดชังเกิดขึ้น -- แล้วนอกจากนั้นก็มีเรื่องของในมาตรา ๔๒ ซึ่งตามความเข้าใจของผมก็คือว่ามาตรานี้ได้หยิบยก เอาปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องของสิทธิมนุษยชน ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพของการสื่อสาร การรับรู้ข่าวสารมาบรรจุเอาไว้ในมาตรานี้ ซึ่งเราก็เห็นว่าเมื่อได้อ่านปฏิญญาตัวจริงที่เขียน เอาไว้ในปี ค.ศ. ๑๙๔๘ และแก้ไข ค.ศ. ๑๙๕๐ ก็มีส่วนที่เรียกว่า คำบางคำหายไป คือ การรับ คือ พูดแต่เฉพาะส่ง เผยแพร่ การแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ โดยปราศจาก การแทรกแซงเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน แต่มีอีกส่วนหนึ่งคือการรับซึ่งจะต้องเขียนให้เห็น ความชัดเจนตรงนั้นด้วยว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และนอกจากนั้นก็มีในส่วนของมาตรา ๕๐ ซึ่งในกรรมาธิการเองก็มองถึงองค์กรอิสระที่ต้องการเขียนไว้ ไม่อยากให้เขียนลงไปว่าองค์กรเดียว หรือองค์กรหนึ่ง เพราะเนื่องจากว่าภูมิทัศน์ของสื่อปัจจุบันมันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก การดูแลกำกับอาจจะไม่สามารถที่จะทำได้อย่างทั่วถึงหรือครบถ้วน ก็เป็นห่วงว่าถ้าอยู่ ในองค์กรเดียวซึ่งปัจจุบันนี้ก็จะเห็นอยู่ว่า กสทช. เองดูแลกันอย่างไร แล้วก็มีผลอย่างไร ซึ่งก็มีการร้องเรียน มีการประท้วง มีการแสดงความคิดเห็นว่ามันไม่สามารถที่จะสนองตอบ ต่อในเรื่องของการทำงานด้านสื่อได้อย่างครบถ้วน หรือได้อย่างมีคุณภาพ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ เราก็ได้วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่มากพอสมควร และนอกจากนั้นในมาตรา ๕๐ เอง เราก็มีของ ซึ่งเรียกว่า ที่จะต้องคิดเหมือนกันว่าเราไม่ทราบในเรื่องของยุทธศาสตร์และแผนของชาติ ที่บรรจุเข้ามาทีหลังนี้มันหมายความว่าอย่างไร ซึ่งกรรมาธิการเองก็ต้องมองว่าเรื่องการบรรจุ เอาเรื่องเหล่านี้เข้ามาก็อยากให้ระมัดระวังเรื่องการที่จะไม่ไปขัดรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๖ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ รวมทั้งมาตรา ๖๐ มาตรา ๖๑ และมาตรา ๗๐ ด้วย ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้ผู้ที่ดูแลเรื่องยุทธศาสตร์ให้ความระมัดระวังว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ สิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิเสรีภาพของสื่อที่จะต้องได้รับการรับรอง ซึ่งรัฐธรรมนูญในฉบับ ที่ยกร่างนี้ ก็ได้มีการพูดถึงอยู่ค่อนข้างจะครบถ้วน หลักคิดในการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ อยากจะให้ท่านได้เข้าใจว่าในสังคมเสรีประชาธิปไตย เรามีความเชื่อว่าเสรีภาพการสื่อสารของประชาชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ประชาชนสามารถที่จะพูด เขียน แสดงความคิดเห็น เผยแพร่ โฆษณา แสวงหาข่าวสาร และรับรู้ข่าวสารได้อย่างเสรี ตราบที่การสื่อสารนั้นไม่ไปมีผลกระทบในเรื่องเสรีภาพ การสื่อสารของผู้อื่น อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราคิดว่าเป็นหลักคิดที่สำคัญในเรื่องของการปฏิรูป แต่อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่และการรับรู้ข่าวสารอย่างกว้างขวาง ซึ่งแต่ก่อนนี้เราก็คือว่า สังคมเราก็ค่อนข้างจะเล็ก สังคมเราก็ค่อนข้างจะไม่ต้องมีกระบวนการการสื่อสารอะไร ที่วุ่นวายมากนัก แต่สังคมปัจจุบันซึ่งมีความสลับซับซ้อนสูง มันก็เป็นปัญหา สิ่งเหล่านี้ละครับ ที่การสื่อสารมวลชนหรือผู้ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนก็ได้เข้ามาทำหน้าที่ในแง่ของการช่วยในเรื่อง การเผยแพร่ ช่วยในเรื่องการทำหน้าที่การนำข่าวสารต่าง ๆ ออกไปยังมวลชนอย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง ซึ่งลำพังประชาชนทำกันเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ก็คงจะทำไม่ค่อยได้ ไม่สะดวก เพราะฉะนั้นเรื่องของสื่อสารมวลชนจึงได้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการเผยแพร่นั้นต้องอยู่บนสัจจะ คือการเผยแพร่นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง มีหลักฐานอ้างอิงได้ ต้องเป็นสัมมาปฏิบัติ และรายงานด้วยสัมมาวาจา แต่สิ่งเหล่านี้ท่านทั้งหลายก็คงจะแย้งผมในใจว่าบางครั้งมันไม่ได้สัมมาวาจาเลย หลายสิ่งหลายอย่างที่เห็น ซึ่งผมก็ได้ไปรับฟังความคิดเห็น เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ที่จังหวัดเลย ก็มีประชาชนชาวจังหวัดเลย ได้แสดงความคิดเห็นว่าวิทยุชุมชนในจังหวัดหรือในแถบนั้นได้แสดงการพูดการจา การกล่าวหา การรายงานที่ไม่อยู่บนสัจจะ แล้วก็ใช้วาจาที่ไม่สามารถที่จะรับได้ อันนี้ก็เป็นเรื่อง ที่ได้รับฟังมา ซึ่งจริง ๆ แล้วในแง่ของการทำงานด้านสื่อมวลชนนั้นจะต้องยึดความจริง และหลักฐานอ้างอิงอย่างที่ว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่ไปเติมเต็ม เสริมแต่ง หรืออะไร ก็แล้วแต่ที่ทำให้อย่างที่เราเรียกกันใส่สีใส่ไข่ ทำให้ความจริงนั้นบิดเบือน ทำให้มีอคติในเรื่อง ของเนื้อหาข่าวสารที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการรายงานความจริงหรือข้อเท็จจริงจึงต้อง ทำอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็ต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้านตามสิ่งที่เป็นจริง ตามสิ่งที่ได้พบ มีอธิบายได้ ซึ่งตรงนี้ที่เราเรียกว่ามันเป็นภาระทางจริยธรรม คือตราบใดที่การนำเสนอข้อมูล ข่าวสารผิดไปจากความจริง นำเสนอไม่ตรงไปตรงมา นั่นก็หมายความว่าคุณกำลังโกหก คุณกำลังทำในสิ่งที่ว่าผิดจริยธรรม เพราะฉะนั้นภาระนี้เป็นภาระที่สำคัญของนักสื่อมวลชน ทั้งหลายที่จะต้องยึดถือว่ามันเป็นภาระที่ต้องปฏิบัติที่จะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เกิด สิ่งที่เรียกว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นความรับผิดชอบ ของสื่อมวลชน หรือผู้ประกอบอาชีพด้านนี้ว่าที่จะต้องยึดถือยึดปฏิบัติกันต่อไป เพราะฉะนั้น หลักคิดในเรื่องการที่จะแสวงหาข้อมูลข่าวสารเพื่อสนองตอบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับรู้ ข่าวสารของประชาชนอย่างรับผิดชอบนั้นจึงเป็นหลักคิดที่สำคัญในการปฏิรูปในครั้งนี้ว่า สื่อมวลชนได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบเพียงใดตามหลักจริยธรรมของสื่อมวลชน ที่ควรปฏิบัติอย่างไรหรือไม่ เพราะฉะนั้นภารกิจที่สำคัญของเรา คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คือว่า เราจะให้หลักประกันในเรื่องอิสรเสรีภาพกับสื่อมวลชนในการทำหน้าที่อย่างไร และขณะเดียวกันจะทำอย่างไรที่จะทำให้เขารับผิดชอบตามจริยธรรมหรือจรรยาวิชาชีพ ที่เขามีอยู่ เพราะฉะนั้นการกำกับดูแลจึงเป็นเรื่องใหญ่ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมาพิจารณาว่า จะทำด้วยเหตุผลกลใดเพื่อที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้มันทำให้เกิดความมั่นใจ ทำให้เกิดศรัทธา ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในข่าวสารนั้น ๆ หรือทำให้สื่อมวลชนนั้นได้รับการยอมรับ เพราะอาชีพสื่อมวลชนคือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรี แต่ในขณะเดียวกันถ้าตนเอง ไม่รักษาไม่ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ควรจะทำตามหลักจริยธรรมแล้ว มันก็ขาด ไม่สามารถที่จะ ทำให้เกิดความเชื่อถือหรือมั่นใจได้ว่าท่านทำหน้าที่ของท่านอย่างสมเกียรติหรือไม่ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องของความรับผิดชอบซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้พยายามที่จะมองหาว่า เราจะกำกับดูแลอย่างไร โดยปกติแล้วสื่อมวลชนนี่เนื่องจากเราต้องการอิสรเสรีภาพ แล้วก็ ไม่ต้องการที่อยากจะให้ใครมาบอกว่าให้หันซ้ายหันขวาเขียนอย่างนี้สิ เขียนข่าวแบบนี้ เท่านั้น ห้ามเขียนในรูปแบบอื่น เราจะต้องสื่ออะไรที่มีคนมาบงการตรงนี้ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น การกำกับดูแลจึงเป็นเรื่องของคนในวิชาชีพเอง การกำกับดูแลนี้ ก็มีตั้งแต่การกำกับตัวเอง คือพูดง่าย ๆ ปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพที่ตัวเองเขียนเอาไว้ และที่ตัวเองเชื่อ มีความเข้าใจ ในเรื่องการประกอบอาชีพนี้ ถัดจากนั้นมาเมื่อจิตสำนึกตัวเองยังไม่สามารถกำกับได้ มันก็มี สภาวิชาชีพหรือมีองค์กรวิชาชีพที่ต้องเข้ามาดูแลด้วยอีกส่วนหนึ่ง เป็นอีกชั้นหนึ่งที่จะต้อง เข้ามาช่วยกันดู ช่วยกันควบคุมหรือกำกับเพื่อให้เกิดการปฏิบัติไปในทิศทางที่ตามหลัก ของจริยธรรม ซึ่งอันนี้ในเรื่องนี้มันก็เป็นกลไกอันหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการเองก็ได้พยายาม ที่จะมองหาว่าเราจะมีกลไกดูแลกันตรงนี้อย่างไร ในที่สุดถ้าสภาวิชาชีพเอง องค์กรวิชาชีพเอง ไม่สามารถที่จะสร้างกลไกหรือการกำกับดูแล ตนเองหรือกำกับกันเองไม่สามารถทำได้อย่างชัดเจน เกรงกลัว ลูบหน้าปะจมูก หรือแม้กระทั่งความไม่กล้าในการที่จะตัดสินใจอะไรก็แล้วแต่ มันก็ทำให้เราได้เห็นว่าอาจจะ ต้องมีองค์กรอีกองค์กรหนึ่งหรือเปล่าซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เขียนรับรองเอาไว้ว่า ให้มีองค์กรกลางหรือให้มีองค์กรอีกหนึ่งขึ้นมาเป็นองค์กรที่คอยช่วย ในองค์กรหรือสภาวิชาชีพที่มีอยู่นี้ได้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นองค์กร ที่เชื่อมประสานกับสภาวิชาชีพกับองค์กรวิชาชีพทั้งหลายในแง่ของการให้ความคิดเห็น ในเชิงของทางด้านการประกอบวิชาชีพที่ถูกต้องว่าควรจะทำอย่างไร ตลอดจนการพัฒนาคน ที่อยู่ในวงการสื่อหรือคนที่ทำหน้าที่สื่อให้เข้าใจและรู้หลักปฏิบัติในเรื่องของการทำงาน ด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งอันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มันเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เห็น แล้วก็เป็นของใหม่ ต้องเรียกว่าของใหม่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เรามองเห็น ในเรื่องการกำกับดูแล นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เราพบหรือเป็นปัญหาอยู่ก็คือว่า ประชาชนเอง บางทีเกิดเป็นปัญหากับสื่อ กับข่าวสารที่สื่อออกมาได้จงใจหรือไม่จงใจก็ตาม ทำร้ายหรือทำให้เขา เกิดความเสียหายเหมือนอย่างกรณีที่ผ่านมาท่านประธานคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านก็เจอมาแล้ว ซึ่งตรงนี้มันเป็นความรับผิดชอบเป็นภาระทางจริยธรรม อย่างมากเลยที่สื่อเองต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นถ้าตรงนี้สื่อไม่ดำเนินการไม่สามารถ ทำอะไรได้ เราก็มองเห็นว่าผู้บริโภคสื่อทั้งหลายควรจะมีโอกาสในการกำกับดูแลตรงนี้ด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นกลไกอันหนึ่งที่เราได้มอง พยายามที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม มีส่วนร่วม ในเรื่องของการที่จะต่อสู้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของตัวเองในลักษณะที่สื่อจงใจ หรือไม่จงใจก็ตามที่จะทำให้เขาเสียหาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่เราพูดถึง ในกลไกในภาคประชาชน ในภาคผู้บริโภคสื่อที่อยากจะให้มีแนวทางในการรักษา ผลประโยชน์ของตัวเองหรือรักษาสิ่งที่เป็นเกียรติภูมิของตัวเองด้วยอีกวิธีหนึ่งในแง่ของ การกำกับดูแลสื่อ ซึ่งเขาอาจจะมีองค์กรตรงนี้ขึ้นมาหรือเป็นสภาผู้บริโภคสื่อก็สุดแท้แต่ เพื่อที่ให้เขาได้มีโอกาสในการที่ถ้าไม่สามารถที่จะแก้ไขด้วยกระบวนการของกลไกทางด้าน สภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพแล้ว เขาก็มีสิทธิที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งอันนี้ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราได้คิด แล้วต่อจากนั้นเองเราเองก็มามองถึงในสื่อภาครัฐ สื่อภาครัฐเอง ก็ได้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่บางหน่วยงานในภาครัฐที่ได้รับอำนาจตามกฎหมาย เช่น กสทช. เช่น กฎหมายทางด้านคุ้มครองผู้บริโภคก็ดี หรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้ รวมทั้งอย่างเช่น อย. อย่างนี้ ก็มีบทบาทอย่างมากในการเข้ามากำกับดูแลสื่ออยู่เหมือนกัน ซึ่งดังนี้เป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามเงื่อนไขทางกฎหมายหรือกฎหมายหมิ่นประมาทก็มี ในการที่จะใช้เพื่อต่อสู้ ในเรื่องของสิ่งที่สื่อทำหรือว่าเสนอข่าวสารไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่รอบด้าน อะไรประมาณนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ให้เห็นว่า การที่ออกแบบหรือว่าการที่จะ พยายามมองหากลไกต่าง ๆ พวกนี้ให้มันสามารถที่จะทำให้เกิดความเป็นไปได้ในแง่ของ การกำกับดูแล แต่อย่างไรก็ตามเสรีภาพของสื่อ ทุกวันนี้เราก็เห็นว่ามีการแทรกแซง คือการใช้ เสรีภาพความเป็นอิสระของสื่อบางครั้งก็ถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ แล้วก็ทุน ทุกวันนี้ ก็มีปัญหาทั้งในเรื่องของหน่วยงานภาครัฐบางแห่ง บางกลุ่ม ที่ได้ถือโอกาสเข้าไปใช้ ความที่มีอำนาจตามกฎหมายก็ดี หรือว่าจะเป็นอำนาจทางการเมืองก็ดีเข้าไปกำกับดูแล หรือว่าควบคุมสื่อซึ่งเป็นสื่อของภาครัฐ ซึ่งอันนี้สื่อภาครัฐเองเราเองเราก็เขียนเอาไว้ว่าในรัฐธรรมนูญนี้ก็ให้ความคุ้มครองในเรื่องสิทธิ เสรีภาพในการทำหน้าที่ของเขาในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกันดูแล ปกป้องเขาเช่นเดียวกัน เพราะว่าการทำงานของหน่วยงานภาครัฐบางครั้งตกอยู่ใต้อำนาจ ของนักการเมือง หรือว่านายทุนบางกลุ่มที่เข้ามาเพื่อหวังที่จะให้ข่าวสารของตัวเองได้ออกไป ท่านประธานครับ การทำงานของสื่อบางครั้งเราเองในฐานะสื่อก็พยายามที่จะเสนอข่าวสาร ให้ครบถ้วนรอบด้าน แล้วก็ให้ความเป็นธรรม แต่ในบางครั้งไม่สามารถทำได้ด้วยอำนาจอย่างที่ว่า เข้ามาแทรกแซง ทำให้กลายเป็นปัญหาในเรื่องของการนำเสนอข่าวสารที่บิดเบือน หรือ เทค ไซด์ (Take side) ไปข้างใดข้างหนึ่ง อันนี้มันไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งประชาชนคงก็จะต้องการข่าวสารที่มีหลากหลาย ตัวเองสามารถที่จะเลือกใช้ได้ ในชีวิตประจำวันของตัวเอง นอกจากนั้นการกำกับดูแลในหน่วยงานภาครัฐ เราเองเราก็ อยากจะเห็นว่าสื่อมวลชนหรือว่าผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนในหน่วยงานภาครัฐ เราต้องดูเขา ในเชิงของการทำงานของเขาอย่างเป็นอิสระด้วยและสื่อมวลชนทุกสื่อก็คงจะต้องการ ในการดูแลในเชิงสวัสดิการ สวัสดิภาพของเขา การไปทำงานของเขาบางทีเสี่ยงอันตราย บางทีต้องเผชิญกับปัญหาสารพัดที่อาจจะทั้งขู่ฆ่าบ้าง หรือว่าอาจจะถูกยิงตายบ้างในพื้นที่ บางแห่งหรือในพื้นที่ที่ผู้มีอิทธิพลควบคุมอยู่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องได้รับ การดูแล นอกจากนั้นแล้วในส่วนของการทำงานด้านสื่อเราเองก็มีความรู้สึกว่าการสื่อสาร ทั้งหลายที่เป็นอยู่ในภาครัฐก็ดี หรือรัฐเองก็ควรจะต้องมีการทำอย่างไรเพื่อที่จะทำให้ การสื่อสารมันทั่วถึง มันไปหรือมันครอบคลุมในพื้นที่ทุก ๆ พื้นที่ที่ประชาชนอาศัยอยู่ เขาไม่ควรจะถูกเอ็กซ์คลูด (Exclude) หรือถูกแยกออกไปโดยที่ไม่สนใจมีแต่คนที่รู้เรื่อง ข่าวสารต่าง ๆ มีแต่อยู่ในเมือง แต่ชนบทเองนี่ข่าวสารทั้งหลายไปไม่ถึง แล้วเขาก็ไม่ค่อยรู้ว่า อะไรเป็นอะไร ถึงแม้ว่าจะมีโทรทัศน์ มีการสื่อสารโดยวิธีใดก็ตาม แต่บางครั้งอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) เอง มันก็ยังไม่สามารถที่จะครอบคลุมได้ เราเองเราเห็นว่า สิ่งนี้เป็นสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานเลยที่เขาควรจะต้องได้รับรู้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเขาจะอยู่ในเมืองหรืออยู่ ในชนบท อย่าว่าแต่ในชนบท ในเมืองเองบางทีในชุมชนแออัดเองข่าวสารยังไปไม่ถึงเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่คิดว่าเราควรจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เขาได้รับรู้ข่าวสารทั้งหมด
อีกอันหนึ่งก็คือประชาชนที่รับรู้ข่าวสารก็ควรจะมีทักษะในเรื่องของการรู้เท่าทันสื่อ คำว่า รู้เท่าทันสื่อ เราจะทำอย่างไร เราจะทำให้ประชาชนหรือรู้เท่าทันได้อย่างไรก็คือ ว่าอย่างน้อยเขาจะต้องรู้ว่าการทำงานของสื่อเขาทำกันอย่างไร นอกจากนั้นก็วิเคราะห์เป็นด้วย ว่าคุณจะเลือกรับสื่อไหน ไม่รับสื่อไหน ควรจะต้องทำด้วยวิธีอะไรถึงจะสามารถรับข่าวสารนั้น ได้อย่างถูกต้อง ข่าวบางข่าวเหตุการณ์เดียวกันแต่รายงานคนละมุม แต่รายงานกัน คนละอย่าง ในแง่ของข้อมูลก็อาจจะผิดเพี้ยนกันไป เพราะฉะนั้นเราทำอย่างไรถึงให้ ประชาชนรู้จักวิเคราะห์ว่าอะไรถูก อะไรไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ นอกจากนั้นแล้ว เมื่อวิเคราะห์เป็นเขาควรจะรู้จักในการใช้มันให้เป็นด้วย นี่ถึงจะเรียกว่าเป็นทักษะหรือเป็น การส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ เราจะมีกลไกอย่างไรในแง่ของการทำงานเพื่อให้ ประชาชนได้รู้เท่าทันสื่อ ซึ่งอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในแง่ของกลไกในการปฏิรูป บทบาทของสื่อ ที่สำคัญอีกอันหนึ่ง ซึ่งผมก็คงจะใกล้หมดเวลาแล้ว ก็คือเรื่องการที่จะส่งเสริมในเรื่องสื่อ ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ เราพูดกันอยู่เสมอว่าสื่อมวลชนหรือการสื่อสารมวลชน เป็นโรงเรียนของสังคม เป็นอย่างไรครับ เป็นโรงเรียนของสังคม มันก็คือว่าข่าวสารทั้งหลาย ทั้งปวงที่ผ่านมาทางสื่อต่าง ๆ ประชาชนได้เรียนรู้ทุกวัน สื่อต่าง ๆ เข้าไปถึงตัวประชาชน ตั้งแต่แรกเกิดเลยครับ ลูกอยู่ในท้องยังต้องเปิดเพลงให้ฟัง มันก็เป็นสื่อหนึ่งที่เข้าไป เพราะฉะนั้นการเรียนรู้กับสื่อมีมากมาย ตั้งแต่แรกเกิดไปจนกระทั่งตาย เพราะฉะนั้น กระบวนการสื่อสารทั้งหลายถ้าเราสามารถสร้างให้เกิดความปลอดภัยและสร้างสรรค์ดีพอ สังคมก็น่าจะเกิดความสงบสุข สังคมก็น่าจะเป็นสังคมที่มีคุณภาพ บางทีเราปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่าสื่อมีมากมาย สื่อออนไลน์ (Online) สื่ออะไรต่าง ๆ เราจะดูแล เราจะกำกับกัน อย่างไร อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามที่จะสร้างกลไกในการดูแลกันอยู่ ขอบพระคุณครับ