ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการปรองดองในประเทศ โดยมีเป้าหมายระยะยาวถึงปี พ.ศ. 2575
ท่านประธานที่เคารพ ผม ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สปช. ๑๒๗ ผมพูดต่อจากคุณมานิจ สุขสมจิตร นิดเดียว ผมเองเป็นเรื่องส่วนตัว คือไม่ได้ ลาพักอย่างเดียว ผมไม่รับเงินเดือนจากต้นสังกัดด้วยเพื่อมาทำหน้าที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ เต็มที่ เราเห็นว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นสภาวิชาการ ทำหน้าที่เสนอแนะ ไม่เป็นองค์กร ใช้อำนาจตามกฎหมายโดยตรง แล้วก็แตกต่างกับองค์กรต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ผมเองก็สนับสนุนความคิดของคุณมานิจในเรื่องที่จะเขียนเรื่องสื่อมวลชนที่จะได้รับการสรรหา เข้าไปเป็นองค์กรต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานครับ สถานการณ์ของประเทศเรา ในระหว่างที่พวกเรากำลังพิจารณารัฐธรรมนูญร่างแรก สาระสำคัญผมเองพบ ในฐานะที่เรา เป็นสื่อ พบความกังวลร่วมกันของสังคมต่ออนาคตประเทศ เกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีฝ่ายใด เชื่อว่าสามารถกำหนดอนาคตได้เบ็ดเสร็จ แม้ว่าจะมีอำนาจในการบริหารประเทศก็ตาม ข้อสรุปนี้พวกผมสรุปกันไว้เมื่อประมาณปี ๒๕๕๕ ช่วงทำโครงการส่งมอบประเทศไทยแบบไหน ให้ลูกหลาน ซีนาริโอ (Scenario) ประเทศไทยทีมพวกเราก็ทำกัน วันนี้ก็เกิดขึ้นอีก หลังจาก เราได้ยินเสียงให้เลื่อนการเลือกตั้งบ้าง บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง อย่างรุนแรง ถ้ามีการบังคับใช้ ไม่เคยเกิดขึ้นครั้งไหน จะเกิดความรุนแรงมาก ถอยหลัง เข้าคลองบ้าง อะไรสารพัด ความกังวลร่วมจึงเกิดขึ้นในสังคมบ้านเราในประเทศของเรา ผมเองอยากให้พวกเราหนักแน่น แล้วก็อยากให้สังคมไทยหนักแน่น เรากำลังทำภารกิจ เพื่ออนาคตประเทศของเรา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดเรื่อง แต่ว่าพวกเราก็ต้องฟังทุกเสียง ที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือหุ้นส่วนของประเทศเรา พ่อผมเองสอนผมตอนผมออกจากบ้านเกิด ไปเรียนหนังสือ บอกว่าเป็นคนต้องพกหินเอาไว้ อย่าพกนุ่น ผมก็ถามความหมาย ความหมายก็คือว่าคนต้องหนักแน่น หินนี้มันหนักแน่น ถ้านุ่นมันลอยไปลอยมา สังคมไทย วันนี้ก็ต้องพกหิน เราต้องตั้งสติกันเยอะ ๆ เพราะมีความคิดที่เพี้ยน ๆ เยอะ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องหนักแน่นกัน เช่นเดียวกันผมคิดว่าวันนี้มันเป็นโอกาสของคนไทยทั้งประเทศ ที่จะร่วมกันออกแบบอนาคตของประเทศ เราคิดถึง ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ พ.ศ. ๒๕๗๕ ถ้าเราต้องการออกแบบอนาคตของประเทศไทยแล้วเราจะเดินไปข้างหน้าอย่างไรต้องช่วยกัน แสดงความคิดเห็น ช่วยกันออกแบบว่าสังคมไทยจะเป็นอย่างไร สังคมไทยเป็นประชาธิปไตย แน่นอน ประชาชนเราตื่นตัวทางการเมืองมากมายอย่างแน่นอน แต่เราจะทำอย่างไร ให้สังคมประชาธิปไตยของไทยได้ยกระดับขึ้น ระบอบประชาธิปไตยที่ออกแบบในรัฐธรรมนูญ ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายหรือการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากขึ้น อันนี้เป็นโจทย์ ถ้าพี่ ๆ นักการเมืองทั้งหลาย ๒ พรรคการเมืองใหญ่ชวนสังคมคิดเรื่องเหล่านี้จะเป็นบุญ กับประเทศมาก ที่ท่านคุยกัน แล้วก็เห็นตรงกันในบางเรื่อง ถ้าชวนสังคมช่วยคิดด้วยก็จะเป็น ประโยชน์กับประเทศชาติมาก ผมเองก็อยากพูดในฐานะที่เราเป็นคนไทยคนหนึ่งอยากเห็น ประเทศคลายความกังวล เราไม่ต้องมาตกอยู่ภายใต้ความกังวลต่าง ๆ อีกแล้ว รัฐธรรมนูญ สามารถออกแบบได้ คิดได้ ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล พูดไว้ ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ส่องจุดอ่อนจุดแข็งในร่างรัฐธรรมนูญว่ารัฐธรรมนูญอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยสำเร็จ ต่อให้เขียนให้ดีแค่ไหน แต่เราไม่ใช้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีประโยชน์ ประชาธิปไตยสำเร็จได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งคือคน ต่อให้รัฐธรรมนูญ ดีแค่ไหนก็เสกขึ้นมาไม่ได้ถ้าเราไม่ทำ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสังคมไทยยังต้องลงแรงอีกเยอะ สำหรับผมแล้วส่วนใหญ่สนับสนุนความคิดของคุณธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ เรื่องสภาขับเคลื่อน องค์ประกอบอะไรต่าง ๆ แต่ต้องทำงานเชื่อมกับภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมในการทำให้เกิด การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เกิดขึ้นให้ได้ หลายกลุ่มที่ขับเคลื่อนในเรื่องนี้อยู่ แม้ว่าจะไม่อยู่ใน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มอินสไปริง ไทยแลนด์ (Inspiring Thailand) ปลุกพลัง เปลี่ยนประเทศไทย นำโดยอาจารย์หมอประเวศ วะสี หรือกลุ่มหอการค้าที่จะมาร่วมกัน เขาคิดทำโครงการ ๑๐๐ โครงการเปลี่ยนประเทศไทย เป็นการรวมตัวของภาคส่วนต่าง ๆ คนกลุ่มนี้ก็คิดเรื่อง ๑๐๐ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ต้องการเห็นผู้นำรุ่นใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นผู้นำทางสังคมสัก ๕,๐๐๐ คน อีก ๒๐ ปีเป็นคนรุ่นใหม่ ต้องการเห็นพลเมืองไทยที่คิด เรื่องสร้างสรรค์เกิดขึ้นสัก ๑๐ ล้านคน ผ่านการปฏิรูปการศึกษา การเรียนรู้ สื่อสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นสภาขับเคลื่อนปฏิรูปถ้าเกิดขึ้น ทบทวนองค์ประกอบที่มาได้ แต่ต้องทำงาน ร่วมกับสังคมเพื่อให้เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ให้ได้ หมวดต่าง ๆ ผมคิดว่าเรายังมีเวลาคิดเนื้อหา ตามมาตราต่าง ๆ ๑๕ มาตราว่าที่เราเอาไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นจุดคานงัดหรือยัง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือยัง รบกวนชุดคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์ และออกแบบอนาคตประเทศไทยของอาจารย์ดอกเตอร์สุวิทย์ ลองไปดูว่า ๑๕ มาตราที่เขียนไว้ ทำให้สังคมจะเห็นป่าผืนใหญ่ ป่าทั้งผืนหรือยัง หรือยังเห็นต้นไม้ ยังมีเวลาที่จะคิดเรื่องนี้ ที่จะทำให้ดีขึ้น
สำหรับปฏิรูปสื่อ ความสำคัญเรื่องอิสระจากรัฐและทุนสำคัญมาก เมื่อครู่ อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มาคุยกับผม มาตรา ๔๘ วรรคท้าย เรื่องประชาสัมพันธ์ของรัฐ อาจจะต้องมีการปรับ บอกว่าให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติเพื่อการนั้น อาจจะต้องเปลี่ยนว่า เพื่อการนี้ นั่นก็คือตามกฎหมายบัญญัติ ถ้าเพื่อการนั้นงบประมาณที่อยู่ส่วนรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ หรือมีกฎหมายเฉพาะก็จะหลุดหมด นอกจากนี้การจัดจะทำอย่างไรให้สื่อเป็นโรงเรียนทางสังคม ตามที่อาจารย์จุมพลคิด พวกเราก็ต้องมาคิดเรื่องการปฏิรูปสื่อภาครัฐอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้สื่อภาครัฐได้ทำหน้าที่เหล่านี้ มีความอิสระในการบริหาร มีงบประมาณที่เพียงพอ มีมาตรการป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง รวมทั้งต้องสนับสนุนสื่อทางเลือก สื่อชุมชน อย่างจริงจัง อันนี้เราก็ต้องคิด ความสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่างฝ่ายธุรกิจสื่อที่ทำธุรกิจบนฐาน เสรีภาพของการให้ข้อมูลข่าวสารจะทำอย่างไรให้เกิดความเหมาะสม ให้กองบรรณาธิการ มีความเป็นอิสระ อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับผมแล้วสนับสนุนการปรองดอง แต่ไม่มั่นใจ องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๒๙๗ ทั้งเรื่องจำนวน ที่มา คุณสมบัติที่บอกว่าไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทางการเมือง หรือความขัดแย้ง หรือผู้นำความขัดแย้งมาเป็นกรรมการ ผมเองมีประสบการณ์ ในการทำโครงการเรื่องส่งมอบประเทศไทย เราได้ศึกษาบทเรียนประเทศต่าง ๆ เขามีตัวแทน ทั้งระบบ ผมไม่มีเวลาเสียดายมาก นอกจากนี้ผมคิดว่าแม้ว่าไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เรื่องปรองดอง วันนี้เราทำเรื่องปรองดองได้เลย ถ้ารัฐบาล คสช. มีความจริงใจ สามารถที่จะ สร้างบรรยากาศให้เกิดความปรองดองได้ เปิดพื้นที่ เปิดเสรีภาพให้มีการแสดงความคิดเห็น ให้คนไทยได้ร่วมคิดออกแบบอนาคตของเรา สามารถทำได้ เช่นเดียวกันวันที่ ๓ พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก เพื่อย้ำความสำคัญของเสรีภาพสื่อมวลชนในการแสดงออก ผมคิดว่าผมเองเสนอเลยว่า คสช. และรัฐบาลควรพิจารณาทบทวนหรือยกเลิกประกาศ มาตรา ๙๗ มาตรา ๑๐๓ ที่ออกตามกฎอัยการศึก หรือออกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ ผมพยายามอธิบายสื่อต่างประเทศเพื่อให้เข้าใจว่าประกาศเหล่านี้ ไม่ได้มีส่วนในการปิดกั้น เสรีภาพสื่อมวลชนไทยเลย สื่อมวลชนเรายังทำหน้าที่ได้ปกติ แต่เป็นสัญลักษณ์ด้านลบ เพราะฉะนั้นถ้ายกเลิกไป แล้วก็ผ่อนคลายให้สื่อใช้พื้นที่สาธารณะของสื่อในการร่วมปฏิรูป ประเทศแล้วก็ร่วมปรองดอง ผมคิดว่ามีประโยชน์มากกับบรรยากาศประเทศครั้งนี้ ความเห็นต่าง มีความสำคัญมาก สื่อมวลชนเป็นเวทีที่สำคัญที่จะเสนอสะท้อนความคิดที่หลากหลาย ของคนในสังคม ก็อยากให้ลองพิจารณาดูให้ดี ผมเห็นว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เราควรคุยกันว่า จะทำอย่างไรให้สื่อสามารถเป็นโรงเรียนทางสังคม เป็นเวทีสะท้อน ไม่ต้องไปกังวลว่าจะ ไม่มีกฎหมายมาควบคุม สื่อวิทยุโทรทัศน์ที่ กสทช. ปิดไป ล่าสุดก็ใช้อำนาจตามมาตรา ๓๗ ไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกใด ๆ หรือมาตรา ๔๔ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวเลย เพราะฉะนั้นเรามีกฎหมายเฉพาะที่จะทำ การเปิดพื้นที่ให้สื่อ ถ้าคงประกาศเหล่านี้ไว้ การเชิญบุคคลที่มีความเห็นต่างเป็นอุปสรรคมาก นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าต้องการ สร้างความปรองดองให้กับประเทศจำเป็นต้องผ่อนคลายบรรยากาศเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในสังคม ท่านประธานที่เคารพ ความไว้วางใจ พื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นมีความสำคัญ ในการสร้างความปรองดอง ผมเองทำงานกับทีมซีนาริโอประเทศไทยมีหลายคนอยู่ในที่นี้ เราเห็นตรงกันว่าไม่ว่าปัญหานั้นจะมีรากฐานของปมปัญหามาจากไหน หากมีกระบวนการ ที่ทำให้ทุกฝ่ายสามารถมองข้ามวิกฤติเฉพาะหน้า แล้วก็มองเห็นความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในอนาคต ไม่ต้องเห็นพ้อง เห็นภาพร่วมกัน นี่ล่ะจะเกิดบรรยากาศของการสร้างความปรองดองและ ทำให้การปฏิรูปประเทศของเราเกิดขึ้นได้ทั้งประเทศ ขอบคุณมากครับท่านประธาน