สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

จุรี วิจิตรวาทการ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการประชาธิปไตย โดยเน้นความสำคัญของการพัฒนาคนให้มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตสำนึกในการใฝ่รู้ เรียนรู้และพัฒนาตนเอง ในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ และขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตย

นางจุรี วิจิตรวาทการ

ท่านประธานและท่านคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ และสมาชิก สปช. ดิฉันคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และวิธีการทำงานของเรา สะท้อนถึงกระบวนการประชาธิปไตยจริง ๆ นะคะ คือว่ามีการรับฟัง มีการแสดงความเห็น ที่ตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง สนับสนุนกันบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันจะก่อให้เกิดการที่นำมา ซึ่งการประนีประนอมในหลาย ๆ ประเด็นว่ายอมกันบ้าง ไม่ยอมกันบ้าง แต่ว่าในที่สุดแล้ว เราก็ต้องตกลงกันว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญออกมาเป็นอย่างไร ทีนี้ประเด็นที่ดิฉันมีความรู้สึกว่า ยังห่วงใยอยู่นิดหนึ่งก็คือว่า ความเป็นพลเมืองที่เราเน้นกัน ดิฉันไม่ได้ขัดข้องกับศัพท์คำว่า เป็นพลเมือง แต่อยากจะให้เห็นว่าความเป็นพลเมืองนั้นรวมถึงมิติอื่น ๆ ของคนในสังคมไหม นอกจากในเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมอะไรต่าง ๆ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเป้าหมาย ของรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปก็คือเราต้องการให้สังคมไทยมีคนที่มีคุณภาพ เพราะคนที่ มีคุณภาพนั้นจะเป็นตัวเชื่อมทุก ๆ มิติของการปฏิรูป ๑๕ ด้านที่เราพูดถึง ถ้าสมมุติว่าคนไม่มี คุณภาพก็ไม่สามารถจะก้าวกระโดดไปในข้างหน้าได้ เราไม่มีวิจารณญาณในการที่จะ ตัดสินใจทำอะไรต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ ดิฉันคิดว่าด้วยเหตุผลอันนี้จึงอยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะคะว่า ความหมายของพลเมืองจะมีการขยายความ ให้กว้างขึ้นไหม ให้รวมถึงมิติอื่น ๆ ต่าง ๆ ของคุณภาพคนในลักษณะของการพัฒนาคน ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลอันนี้ดิฉันก็เลยมาดูในด้านการศึกษาและพัฒนาคน มาตรา ๒๘๖ ที่มีพูดถึงการกระจายอำนาจเรื่องค่าใช้จ่ายของการศึกษา เรื่องอะไรต่าง ๆ หลาย ๆ ข้อความ มีอยู่ข้อเดียว (๖) ที่บอกว่า พัฒนาระบบการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการคิด การใช้เหตุผล และการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้และสื่อสาธารณะ ด้านการศึกษา ส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่กับการศึกษา ด้านศิลปะ วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และพลเมืองศึกษา เพื่อบ่มเพาะจิตสำนึกความเป็น พลเมืองที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลของคนไทยในทุกระดับ รวมทั้งเพื่อให้รู้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และสามารถสร้างสังคมแห่งปัญญา ซึ่งดิฉันคิดว่าเนื้อความดีมาก แต่ว่าอาจจะตกไปนิดหนึ่งหรือไม่ขอให้พิจารณา เพราะว่าเราต้องการให้มีจิตสำนึก ความเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม แต่จริง ๆ แล้วจะต้องพัฒนาคนให้ไปมากกว่านั้น เพราะดิฉันคิดว่าสิ่งที่สังคมไทยขาดหายไปก็คือคนไทยที่มีจิตสำนึกค่านิยมในการใฝ่รู้ เรียนรู้ โดยที่ทำทุกอย่างด้วยหลักของเหตุผล และหลักของเหตุและผล มีวิจารณญาณในการตัดสิน ด้วยหลักเหตุและผล ไม่ใช่ใช้อารมณ์หรือใช้อคติต่าง ๆ ถ้าเราต้องการจะพัฒนาใน ๑๕ ด้าน ที่พูดถึงดิฉันก็จะขอยกตัวอย่าง กระบวนการกฎหมายและยุติธรรม ถ้าสมมุติไม่มีเหตุไม่มีผล เราก็จะมีการบอกว่าการตัดสินของศาลไม่ยุติธรรมบ้าง อ้ายนี่ อ้ายนั่นบ้าง โดยใช้ หลักความคิดของตัวเองเป็นตัวกำกับ เรื่องการเงินการคลังคนก็จะเลี่ยงภาษีกันไปเรื่อย เพราะไม่มี คุณธรรม จริยธรรม หรือว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ความเป็นใหญ่ของภาครัฐที่เรา ไม่สามารถจะลดลงได้ เพราะมันเป็นพันธนาการจากอดีตที่ติดยึดกับค่านิยมความเชื่อของคน ตรงนี้ดิฉันคิดว่ามันก็ต้องมีส่วนที่จะต้องคิดว่าถ้าจะปฏิรูปจริง ๆ แล้วมันต้องรื้อระบบ ความคิดความเชื่อเหล่านี้ให้ทั้งหมด การบริหารท้องถิ่นจะกระจายอำนาจจริงแค่ไหน ไปถึงใคร และในท้องถิ่นเองมีขีดความสามารถแค่ไหน คุณภาพของประชาชนสามารถที่จะรองรับ การที่จะตัดสินใจ การใช้เงิน ใช้อะไรต่าง ๆ ได้เพียงพอมากน้อยแค่ไหน สิ่งเหล่านี้คือทุกสิ่ง ทุกมิติสัมพันธ์กับเรื่องค่านิยมความคิดความเชื่อของคนในสังคมที่จะต้องมีการปฏิรูป อย่างแท้จริง ทั้งพัฒนา ทั้งรื้อของเก่าที่ไม่ดีให้พ้นไป และปลูกฝังสร้างสิ่งใหม่ การที่คนไทย เราจะให้เป็นเลิศหรือว่าเป็นอะไรต่าง ๆ เราจะต้องเปลี่ยนความคิดของการใฝ่รู้ อยากเรียนรู้ ใฝ่ผลสัมฤทธิ์ มากกว่าที่สบาย ๆ อย่างที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้ คนไทยจะไม่อยากลงทุนลงแรง ทำอะไรมาก เด็กในยุคปัจจุบันที่เน้นคำว่า สุขนิยม ก็เป็นอะไรที่น่าเป็นห่วง เพราะสุขนิยมมาก ก็อาจจะไม่ต้องการที่จะทำอะไรโดยที่ต้องก้าวขั้นขึ้นขั้นบันได แต่อยากก้าวกระโดด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมาก แม้กระทั่งในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้านพลังงาน และเรื่องแรงงาน ทั้งหมดมีมิติของการที่เรามีคุณธรรม จริยธรรม มีค่านิยมที่จะยอมแบ่งปัน ให้สังคมไหม มีค่านิยมที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีค่านิยมที่จะมองว่าทรัพยากรธรรมชาติ เป็นของทุกคนในชาติ หรือว่าเรื่องแรงงาน แรงงานนี้ดิฉันคิดว่าอย่าว่าแต่ปฏิบัติกับคนไทย แต่คนต่างชาติที่มาทำงานในเมืองไทยเราปฏิบัติต่อเขาอย่างไร สิทธิมนุษยชนของคนทุกคน เรายอมรับไหม เราคุ้นเคยคุ้นชินกับการที่เอาเปรียบคนอื่นหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหา การที่จะเข้าสู่สังคมที่เป็นสมาคมอาเซียนประเทศไทยในอนาคตนั่น เราจะมีบทบาท แลกเปลี่ยนกับคนอื่นได้อย่างไร ถ้าเราปฏิบัติต่อคนของเขาที่มาอยู่ในประเทศเราด้วยวิธีที่ เอารัดเอาเปรียบ เบียดบังเขา หรือว่าปฏิบัติกับเขาเหมือนเขาไม่ใช่มนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเหมือนเรา ทั้งหมดนี้มันเปลี่ยนไม่ได้โดยการแก้กฎหมายอย่างเดียว ดิฉันคิดว่ากฎหมายนั้นคือพื้นฐาน ที่สำคัญ แต่ดิฉันคิดว่าเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเรียนรู้ และเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ โดยระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนสำคัญ การอบรมก็สำคัญ แต่มีมากกว่านั้นอีกคือ การเรียนรู้ของทั้งสังคม ดิฉันไม่เชื่อว่าคนที่มีอายุแล้วเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ไม่ได้ หลายคนบอกว่า ปล่อยเขาไปเถอะคนพวกนี้แก่เกินแกง ให้ตายไปเสียก็แล้วกัน เราไปมุ่งหวังทำกับเด็ก แต่ดิฉันคิดว่ามันขับเคลื่อนไปไม่ได้ถ้าเราไม่ทำกับทุกภาคส่วนของสังคม เพราะฉะนั้น การที่จะใช้สื่อสาธารณะเพื่อที่จะพัฒนาปรับปรุง ปลูกฝังจิตสำนึก กระตุ้นสร้างกระแส ทางสังคม รณรงค์ให้คนไปในทิศทางเดียวกันเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โจทย์ที่สำคัญก็คือว่า แล้วเราจะมีอะไรที่จะเป็นตัวหลัก ความแตกต่างหลากหลายและเหลื่อมล้ำมีอยู่แล้วในสังคม มากมาย แต่ว่าเป็นไปได้ไหมที่จะช่วยกันในภาวะของการปฏิรูปนั้นให้สร้างค่านิยมร่วมของ สังคมแค่บางเรื่องบางอย่างให้สามารถจะยึดเหนี่ยวร่วมกันได้ ทำให้สังคมมีเป้าหมาย มีทิศทางที่จะก้าวไปด้วยกัน แทนที่จะอยู่กันแบบเป็นฝักเป็นฝ่าย ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือ สิ่งท้าท้ายที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปหรือในสภาปฏิรูปเราต้องคิดถึง โดยมองในมิติของ ซอฟต์แวร์ (Software) คือคน จะทำอย่างไรที่จะพัฒนาคนให้มีคุณภาพ และให้สังคม มีดุลยภาพ ถ้าคนมีคุณภาพแล้วจะแก้อย่างอื่นแก้ได้ไม่ยาก ทีนี้โดยเหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้ ดิฉันก็คิดว่าเราก็มาถึงประเด็นที่ว่าแล้วการออกแบบในอนาคตควรจะเป็นอย่างไร ดิฉันเห็นด้วยกับท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายไปแล้ว และได้บอกว่าไม่ควรจะ มีการสืบทอดอำนาจ รูปแบบของการที่มีสภา โดยมีองค์ประกอบจากชุดนี้ระบุไปเลย หรือว่า สนช. เท่าไร มันคงไม่เป็นอะไรที่เป็นที่ยอมรับได้ของสังคม ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องมีกลไกที่จะทำงานเรื่องการปฏิรูปด้านนี้ต่อไป แต่ดิฉันก็คิดอีกนะคะว่าจากประสบการณ์ ที่เข้าใจระบบราชการมานาน อะไรที่เป็นหน่วยงานขึ้นมาก็จะเป็นไซโล (Silo) ไปอีกแท่งงาน ที่จะทำด้วยตัวเขาเอง มันก็เกิดปัญหาเรื่องการประสานงานกับหลายฝ่าย เราเคยพยายาม หลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้โดยตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา หวังว่ามีตัวแทนโดยตำแหน่ง ทั้งหลายจากหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็จะทำงานได้ แต่จากประสบการณ์ของหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เราก็ทราบว่าคณะกรรมการระดับชาติก็ไม่ฟังก์ชัน (Function) มันทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ฝ่ายเลขาฯ ที่เป็นเจ้าของเรื่องต้องแบกภาระทำไป คนอื่นเข้ามาโดยมีตัวแทนของตัวแทน ของตัวแทน ของตัวแทน จากรัฐมนตรีมอบให้ปลัด ปลัดมอบให้รองปลัด มอบกันไปเรื่อย จนถึงเท่าไรก็ไม่ทราบ บางทีก็ขับเคลื่อนไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะเป็นไปได้ไหมที่เรามาช่วยกันคิด หารูปแบบใหม่ รูปแบบใหม่ของการปฏิรูปคณะบุคคลที่จะปฏิรูปต่อไป ดิฉันนึกถึงสเปเชียล ทาสก์ ฟอร์ซ (Special task force) ของฝรั่งที่เขาพยายามให้คนจากองค์กรต่าง ๆ รวมทั้ง ภาคประชาชน ภาคต่าง ๆ มาเป็นคณะกรรมการพิเศษ แต่ต้องมีกฎหมายรองรับและมีอำนาจ หน้าที่พอที่จะขับเคลื่อนอะไรได้ แต่ว่าการยืมตัวของบุคคลเหล่านี้ในระบบไทย ถ้าเราไม่ให้ เขามาทำงานนี้เป็นหลัก แล้วเขายังมีภารกิจเดิมก็จะทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถจะมาทุ่มเท ให้กับคณะกรรมการได้เต็มที่ วิธีหนึ่งที่เป็นทางออก อาจจะต้องมีการยืมคนมาในช่วงเวลา ๓ ปี ๕ ปี ให้มาทำงานร่วมกันในภารกิจพิเศษในคณะกรรมการพิเศษที่จะดูแลเรื่องปฏิรูป แต่ว่าอาจจะต้องอยู่ภายใต้ผู้ที่มีอำนาจกำกับจริง ๆ อันนี้ก็ต้องขอให้ช่วยกันคิด ฝากให้คิดว่า จะทำอย่างไร เพื่อที่จะให้ขับเคลื่อนได้อย่างจริงจัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันคิดว่ากลับมาประเด็นว่า การศึกษาและพัฒนาคนเป็นหัวใจของการเปลี่ยนคนในสังคม ดิฉันคิดว่ามันไม่พอที่จะมอง แค่ขณะนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าปฏิรูปจริงเราควรจะต้องคิดให้กว้างขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดสรรงบประมาณเรื่องการเงินที่จะให้กับโรงเรียน ให้กับสถานศึกษา ดิฉันเองคิดว่า ต้องมีความกล้าหาญในการที่จะต้องจัดคนลงไปรูปแบบ คล้าย ๆ ของญี่ปุ่นที่ให้โรงเรียน ที่อยู่ห่างไกลและด้อยโอกาส ขาดโอกาสได้รับงบประมาณมากกว่า และให้โรงเรียนที่อยู่ในเมือง ที่เขาเก่งอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว พ่อแม่อยากให้ลูกเข้าอยู่แล้วช่วยตัวเองบ้าง อะไรที่เป็นสูตรถ้วนหน้า ไม่เหมาะสมกับสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำและมีภาวะของความไม่เสมอภาคมากมาย ดิฉันคิดว่าความคิดเรื่องของการบริหารจัดการแบบใหม่ควรจะนำมาใช้ในภาวะของการปฏิรูป และในเวลาเดียวกันการที่ขับเคลื่อน เราตั้งหลายชุดหลายคณะกรรมการ แต่อะไรที่เป็นส่วน ที่จะมาเปลี่ยนคน พัฒนาคน ควรจะเป็นอะไรอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ จะอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ ไม่อยู่ ดิฉันคิดว่าไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นว่าแมนเดท (Mandate) ภารกิจจะต้องเป็นภารกิจ ในเชิงรุก ไม่ใช่ภารกิจแบบที่เราเคยเห็นในอดีต แล้วก็ต้องเป็นภารกิจของการที่สามารถจะ ประสานงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ มากมาย ไม่ใช่ทำในลักษณะของเป็นไซโลแบบในอดีต

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดิฉันคิดว่าพวกเรา ก็ชื่นชมในผลงาน แต่ว่าเราก็คงจะมีอะไรที่จะเสนอไปเพื่อเสนอให้มีอะไรที่เราคิดว่าสมบูรณ์ มากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็กลับไปประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่ว่าสังคมคาดหวังเราเยอะ ก็คงจะมี แรงกดดันต่อพวกเราด้วยที่เป็นสมาชิก สปช. ที่ต้องเสนอความคิดเห็นของประชาชนเข้ามา ในส่วนนี้ส่วนโน้นหรือองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็น กระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริงที่จะต้องสมานผลประโยชน์ของหลายฝ่าย ทำให้เกิด การได้บ้างเสียบ้าง ประนีประนอมร่วมกัน ขอบคุณค่ะ