ประทวน ชี้ภาคอุตสาหกรรมถูกละเลย ๙ ข้อ เสนอเพิ่มข้อ ๑๐

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

ประทวน สุทธิอำนวยเดช อภิปรายข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๓ โดยชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมถูกละเลยใน ๙ ข้อที่ระบุไว้ และเสนอให้เพิ่มข้อ ๑๐ เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นายประทวน สุทธิอำนวยเดช

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิก สปช. ทุกท่านครับ กระผม นายประทวน สุทธิอำนวยเดช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๒๖ ครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายในส่วนของมาตราที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ในภาค ๔ หมวด ๒ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ในส่วนที่ ๒ การปฏิรูปด้านต่าง ๆ ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมได้อ่านในมาตรานี้แล้ว ถ้าเป็น เพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ก็ต้องบอกว่า ลืมผมหรือยังครับแฟน คำว่า ลืมผมหรือยังครับแฟน ในที่นี้ต้องถามท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกับคณะทั้ง ๓๖ ท่าน ท่านเขียนมา ท่านระบุว่าในมาตรา ๒๙๓ ท่านบอกว่า รัฐต้องดำเนินการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจรายภาค ตามแนวทางดังต่อไปนี้ ท่านเขียนมาทั้งหมด ๙ ข้อ ในฐานะผมเป็นเลขานุการ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ มีท่านเกริกไกรเป็นแม่ทัพใหญ่ มีท่านมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวง เจ้านายเก่าผม แล้วก็ท่านต่อมาที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ คือท่านอัญชลีเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการอุตสาหกรรมครับ ขออนุญาตต้องเอ่ยนามท่าน ทั้ง ๓ ท่าน เพราะท่านเป็นคนที่ผมเคารพ แล้วก็เชื่อมั่น ในความรู้ความสามารถของท่าน เราได้รวมพลังกันเกี่ยวกับเรื่องการที่จะมุ่งมั่นปฏิรูป ภาคอุตสาหกรรม ใน ๙ ข้อของท่านเขียนมา ผมไม่ติดใจเลยครับ ดีหมด แต่มีอยู่ส่วนหนึ่ง ในเรื่องของคำว่า อุตสาหกรรม ไม่มีบรรจุในประเด็นที่ท่านเอ่ยถึง ที่รัฐจะต้องดำเนินการ ผมรับราชการมาตลอด ๓๐ กว่าปี คุ้นเคยกับภาคอุตสาหกรรม เป็นอุตสาหกรรมทั้งหมด ๙ จังหวัด แล้วก็ได้มีการพบปะกับภาคผู้ประกอบการตลอด เจ้าของโรงงานรู้จักผมดี เขาได้ อ่านมาตรานี้แล้วครับ เขาบอกเขาน้อยใจมาก เขาบอกว่าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ลืมเขาไป ท่านครับ พอย้อนกลับไปในชีวิตของผมที่รับราชการ ผมก็ดูรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ย้อนหลังไป ไม่พบในเรื่องที่รัฐจะคำนึงหรือให้ความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม แต่พวกเรา รู้กันดีว่าภาคอุตสาหกรรมสร้างรายได้ให้กับประเทศไม่ใช่น้อย แต่เราก็รู้ว่าลูกเรามีหลายคน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมเรามีปัญหา เราจะต้องดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ส่วนภาคอุตสาหกรรมเอง มีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดูแลกันอยู่เป็นตัวแทน แต่พอมาถึงปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมทำอยู่ มีแต่เรื่องของการกำกับดูแล มีแต่เรื่องจะไปเพิ่มภาระให้เขา ผมไม่ว่าครับ เพราะผม เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมรับนโยบายของรัฐมา แล้วก็ต้องกำกับดูแลทำอย่างไรให้เขามีความ ภูมิใจและอยู่ได้ ท่านประธานครับ เขาฝากผมมาว่าเขาขอท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ช่วยเติมเต็มให้เขาหน่อย ในเรื่องทั้งหมด ๙ ข้อ เขาขอในเรื่องของโพรดัคทิวิตี (Productivity) ในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มผลผลิตให้เขา เขาขออย่างนี้ท่าน ขอเพิ่มเป็นข้อ ๑๐ เราจะเพิ่มอีกบรรทัดหนึ่งหรือ ๒ บรรทัด ผมเข้าใจดีว่า รัฐธรรมนูญต้องกระชับและเข้าใจง่าย แต่ประเด็นนี้ตกไป ผมขออนุญาตเพิ่มอย่างนี้ครับท่าน เพิ่มเป็นข้อ ๑๐ รัฐต้องสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้มีความเข้มแข็ง มีการวิจัยและพัฒนา ให้ภาคอุตสาหกรรมมีความสามารถในการแข่งขัน และเกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ของประเทศครับท่าน อันนี้ก็เป็นเรื่องของภาคอุตสาหกรรมที่ผมเป็นเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการอุตสาหกรรม ลืมไม่ได้ครับ ถ้าลืมแล้วมีปัญหาแน่นอนในเรื่องของ ภาคอุตสาหกรรมกับคณะอนุกรรมาธิการของผมครับ ขออนุญาตเติมนะครับท่านครับ

ในส่วนประเด็นมาตรา ๒๙๕ ที่ผมจะพูดต่อมาก็คงจะเป็นเรื่องของการปฏิรูป เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมครับ ข้อนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูป ทางสวัสดิการและสังคม ข้อ ๒ ที่ผมจะพูดถึงนี้ นักสังคมที่ผมรู้จักเขาได้อ่านมาตรานี้ เขาได้มาบอกผมว่าท่าน สปช. ช่วยไปพูด ไปแนะนำ ไปเสนอแนะ ไปให้ข้อคิด ได้เพิ่มในส่วน ที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นของข้อ ๒ เรื่องการปฏิรูประบบสวัสดิการและสังคมข้อนี้นะครับ ผมได้พบได้เห็นแล้วก็ได้รับข้อมูลจากเขา เขาก็ชี้แจงว่ามันมีอยู่บรรทัดหนึ่งตรงกลาง ๆ ผมไม่อ่านให้ท่าน เพราะมันจะเสียเวลา เป็นเรื่องของการพัฒนาระบบ ดูแลช่วยเหลือ อย่างต่อเนื่องให้กับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และทุพพลภาพและคนชายขอบ ข้อนี้แหละครับ เป็นปัญหาที่อยากจะเพิ่มเติม แล้วก็อยากจะให้ตีความในความหมายที่จะเกี่ยวข้องกับคนที่ เราจะต้องดูแลในเรื่องของการปฏิรูปสวัสดิการและสังคม คำว่า ผู้ด้อยโอกาส แล้วคนชายขอบ คล้าย ๆ กันเหมือนกัน ผู้พิการกับทุพพลภาพก็เหมือนกัน เขาบอกว่ามันซ้ำซ้อนเอาให้ขาด ไปเลยครับท่าน สปช. ผมก็เลยดูแล้วว่ามีเหตุมีผล ผมมานั่งนึกดูว่าอย่างนั้นต้องพูด ขออนุญาตใช้เวลาที่ท่านให้ผม ๒๐ นาที แบ่งเวลานี้พูดให้เขา เขาบอกอย่างนี้ครับท่าน เขาให้เติม เปลี่ยนคำพูดที่ผมกล่าวไปแล้วเป็น เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ อันนี้ มาจากไหน มาจากในรัฐธรรมนูญที่เราเขียนไว้ทั้งหมด ๓๑๕ มาตรา ที่เกี่ยวข้องกับตอนที่ ๓ สิทธิพลเมือง อันนี้เป็นข้อที่อ้างอิงที่เราจะต้องโยงไป แล้วแก้ให้เขา ก็ขอรบกวน ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาครับ

ประเด็นต่อมาเขาบอกอยู่ในมาตราเดียวกันนี้ละครับ แต่ว่าในอดีตที่ผ่านมา ในเรื่องของการชดเชยหรือดูแลสวัสดิการของสังคมนี้ให้กับเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการและผู้สูงอายุ มันมีการเมืองเข้าไปแทรกแซง ในอดีตเป็นเรื่องของการหาเสียงโดยไม่ต้อง เสียสตางค์ในกระเป๋าของเขา เขาใช้งบประมาณของหลวง แล้วก็ไปขอความอนุเคราะห์ กับทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ชี้เป้าไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นคนของเขาเอง อันนี้ ก็ชัดเจน ผมก็อยากให้ท่านสร้างกลไกขึ้นมาภายใต้รัฐธรรมนูญ ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ เกี่ยวกับมาตรานี้ ก็คือมาตรา ๒๙๕ เราต้องสร้างกลไก ทีนี้ถามว่ากลไกเราต้องเขียนใหม่ไหม เราต้องคิดใหม่ไหม ไม่หรอกครับ ท่านมีอยู่แล้ว ท่านมีสมัชชาพลเมือง ท่านเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ท่านมีสมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัด ขณะเดียวกันในมาตรานี้ มาตรา ๒๙๕ ท่านก็ได้พูดถึงคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมและชุมชนอยู่ด้วย ท่านจะประยุกต์อย่างไร ท่านจะเขียนกฎหมายลูกอย่างไร ผมก็ฝากไว้เป็นข้อมูลให้ท่านนำไปพิจารณา

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่ผมลืมไม่ลงอีกเหมือนกัน ที่จริงผมจะต้องพูดในเรื่องของ บทเฉพาะกาล ผมตัดตรงนี้มา เนื่องจากผมเล็งเห็นว่าในเวลาที่ผมมีอยู่จำเป็นที่จะต้องนำ ความรู้ความสามารถ นำเรียนท่านประธานกรรมาธิการ แล้วก็ในส่วนของกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในเรื่องนี้ ผมขออนุญาตเล่านิทานให้ท่านฟัง เรื่องกระต่าย กับเต่า กระต่ายกับเต่าเป็นนิทานสอนเด็ก เรารู้อยู่แล้วว่ามีการแข่งขันประลองความเร็ว แล้วก็สอนว่ากระต่ายนี้เป็นการประมาทถึงแพ้เต่า เต่าเองเป็นเต่าที่เดินต้วมเตี้ยม แต่มีความมุมานะอุตสาหะก็ชนะกระต่ายได้ มีการแข่งขันกันเริ่มตั้งแต่ภาค ๑ เลย ในส่วน ของภาค ๑ พอเป่านกหวีดปุ๊บ ไม่ใช่นกหวีดข้างนอก เป่านกหวีดที่ผมกำลังเล่านิทาน ให้ท่านฟัง กระต่ายก็ออกสตาร์ทก่อนเลยครับ วิ่งไปได้สักพักด้วยความประมาทก็ไปนอนอยู่ใต้ต้นตาล ไม่ไปแล้ว คิดว่าอย่างไรเราก็รู้ฝีมือ ของเจ้าเต่าดี ก็นอนหลับด้วยความประมาท เต่าเดินมาถึงเห็นกระต่ายนอนหลับก็ไม่ได้คิด ว่าอะไร ก็ยังมีความมุมานะอุตสาหะเดินไปถึงหลักชัย กระต่ายมารู้ตัวอีกครั้งหนึ่งก็แพ้แล้ว กระต่ายกับเต่าภาค ๒ เกิดขึ้นอีกครับ เขาบอกว่ากระต่ายไม่ยอมรับ โดยธรรมชาติแล้ว เต่าจะวิ่งประลองความเร็วเป็นไปไม่ได้ เขาต้องชนะ ขอท้า เต่าก็ใจดีให้แข่ง ภาค ๒ นี้ปรากฏ ชัดเจนเลยครับ กระต่ายรู้ว่าตัวเองมีความประมาทก็วิ่งปื๊ดถึงหลักชัย ชนะแน่นอน เรารู้ดีว่า อย่างไรก็ชนะ ไม่มีอะไรพลิก มันยังไม่เสร็จสิ้นครับ เต่าก็ยังมีมานะอุตสาหะ ด้วยความมานะ อุตสาหะ เพียรพยายามของเขา เขาขอใหม่ขอท้าอีกครั้งหนึ่ง ครั้งที่ ๓ กติกาเปลี่ยนไปครับ จะต้องมีผ่านทะเลสาบ ผ่านแม่น้ำ พอเริ่มสตาร์ทปั๊บ กระต่ายก็วิ่งอีก ไม่มีประมาท มาถึงทะเลสาบ ไปไม่ได้ เต่าเดินมาถึงทะเลสาบก็ข้ามไป เต่าชนะ ท่านประธาน อันนี้ผมกำลังพูดถึง การเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม เรากำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต้องให้เป็นฉบับสุดท้าย โดยไม่มีการแก้ไข เปรียบเหมือนที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ๕ วัน และวันนี้ เป็นวันที่ ๖ ท่านทั้งหลายก็ได้อภิปรายเหรียญหลายด้านหลายมุมด้วยกัน ปัญหาอันนี้ละครับ ที่เรากำลังจะทำ ท่านครับ ขอให้เป็นฉบับสุดท้าย เราต้องใช้ดุลยพินิจของเราทั้งหมด ๒๔๙ คน รวมทั้งท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านมาจาก สปช. จากส่วนอื่นด้วย เราต้อง ช่วยกันทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่เป็นธรรม และเป็นธรรมให้มากที่สุด และเป็นที่ยอมรับ ท่านประธาน ผมดูในมาตรา ๑๒๑ เป็นเรื่องที่ผมอยากจะนำประสบการณ์ ชีวิตของผมมานำเสนอท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่า ส.ส. กับ ส.ว. มีปัญหาในอดีต ฐานเสียงมาจากฐานเสียงเดิม เสียงเดิมของเสียง ส.ส. ท่านจะไปเอา ฐานเสียงที่ไหนละครับ ถ้าไม่เอาจากเสียง ส.ส. อย่างลพบุรีที่ผมเป็น ส.ว. ๒๒ วันที่ผ่านมา ผมเป็น ส.ว. ๒๒ วัน แล้วก็ได้รู้บทบาทของนักการเมืองหลังจากที่ปลดเกษียณ ผมไปลง เลือกตั้งในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ผมเป็นคนลพบุรี ผมรู้จัก ส.ส. ทุกคนเลย แล้วรู้จัก ทุกพรรคด้วย ถ้าคนลพบุรีไม่รู้จัก ส.ส. หรือผู้หลักผู้ใหญ่ คหบดีในพื้นที่ก็ถือว่าใช้ไม่ได้ เวลาเลือกตั้งขึ้นมาประชาชนในจังหวัดลพบุรี ๘๗๐,๐๐๐ คน เลือกตั้ง ส.ว. ทั้งจังหวัด ผมได้รับ การเลือกตั้ง นั่นไม่ได้หมายความว่าผมเป็นเด็กของพรรคไหน มีพรรคไหนสนับสนุน แต่ผมเป็นดังนี้ ผมเป็นอดีตข้าราชการดีเด่นของกระทรวงอุตสาหกรรม สมัยรับราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นบุคคลตัวอย่างของลพบุรี เป็นข้าราชการดีเด่นของลพบุรีสมัยท่านวิชัย ศรีขวัญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เป็นข้าราชการดีเด่นระดับชาติ ได้รับครุฑทองคำ สิ่งที่ผมนำเสนอ ผมเข้าพื้นที่ ๗ เดือน คบค้าสมาคม เดินหาพี่น้องประชาชน เขาเห็นโปรไฟล์ (Profile) ผม มีผู้คนแข่งกับผมลงสมัครทั้งหมด ๑๑ คน เขาเอามา เปรียบเทียบครับ เขามีดุลยพินิจ เขาไม่ได้ใช้เงินสักบาท เขาเลือกผมมา แล้วท่านบอกว่า จะต้องตัดขาดกันโดยสิ้นเชิงระหว่างที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ท่านประธานครับ ผมกลับไปบ้าน ไปทำเวทีเสวนาของท่านประชา เตรัตน์ ลูกพี่ผมนั่งใกล้ ๆ กัน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ผมได้รับมอบหมายจาก สปช. สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็เข้าพื้นที่ เขาตอบมา เสียงเดียวกันเลยเขาไม่เอาหรอกครับสรรหา เขาอยากเลือกตั้ง ส.ว. นะครับ ผมก็ต้อง นำเสนอ ถ้าผมไม่พูดวันนี้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ ผมเป็นตัวแทนของเขาในส่วนของบริบท สปช. และอดีต ส.ว. ผมก็เลยต้องนำเรียนท่าน ขอเวลาเรื่องความล้ำเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม ที่ท่านจะสร้างกติกากระต่ายกับเต่านี่ล่ะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านคิดไปว่าสิ่งที่ท่าน อภิปรายมาหลายท่านเห็นไม่ดี เห็นไม่งามว่า ส.ส. กับ ส.ว. เป็นคนกลุ่มเดียวกัน เวลาทำงาน แล้วจะมาฮั้วกัน กฎหมายที่ออก บ้านเมืองจะล่มจม อะไรทำนองนั้น ผมว่ามันก็มีส่วน บางส่วน บางคนมันก็มี ผมก็ไม่เถียงท่าน แต่บางส่วนก็มี แล้วท่านจะทำอย่างไร ท่านต้อง ออกกติกาสิครับ กติกาที่มันรัดกุม มันดูแลได้ ท่านสร้างมาให้มันรัดกุม ท่านมีสมัชชาแล้วนี่ครับ ท่านมีหลายอย่าง ไม่มีใครอยากเสียเงินหรอกครับ ส.ส. ส.ว. ถ้าไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง มันก็เอาของดีมาขายกัน เชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขาก็ต้องเลือกคนดี อันนี้อีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมฝากไว้

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒-๓ วัน ประธานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านมายื่น หนังสือขอความเป็นธรรมให้กับท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยท่านประชา เตรัตน์ รับไป ผมเองมาได้ทีหลัง จดหมายน้อยเข้ามา เขาก็มาเล่าให้ผมฟังว่าเขาไม่รู้จะพึ่งใคร เขาอยากให้ สปช. นำเสนอในการอภิปรายในการที่เราจะมาพูดคุยกันในสภาแห่งนี้ ผมมานั่งดูแล้ว ก็เป็นจริงครับท่าน ข้อที่อยากจะนำเสนอในมาตรา ๑๒๑ ที่มาของวุฒิสมาชิก ถ้าท่านบอกว่า เอาล่ะมันดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องเลือกตั้งหมด เอาสรรหาบ้าง มี ๕ ข้อ ที่มา ๕ อย่าง เพื่อมันมี บทเรียนในอดีต ท่านก็บอกว่าเอา ๕ อย่างนะ ข้อ ๑ ผู้ที่เคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ระดับผู้บริหาร ก็โอเค ผู้แทนสภาวิชาชีพก็ว่ากันไปเป็นข้อ ๒ ข้อ ๓ ท่านบอกว่า ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ข้อ ๔ ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม ข้อ ๕ มาจากจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน รวมแล้วปัจจุบัน ๗๗ จังหวัด ท่านว่าอย่างนั้น ข้อที่ ๓ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมายื่นหนังสือ ข้อ ๓ คือผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชนและด้านท้องถิ่น เขาขอให้เพิ่มอีกพยางค์หนึ่ง ด้านนักปกครองส่วนท้องที่ ก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมฟังเหตุผล แล้วนำเข้าสู่สภาแห่งนี้ ก็คือว่าเขามีสมาชิกอยู่ทั้งหมด ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมก็รู้ว่า บ้านผมอยู่บ้านนอก ผมเป็นลูกชาวนา ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผมก็ไปพึ่งพาอาศัยตลอด เป็นผู้นำในกลุ่มชุมชนของผม มีประชากรปัจจุบัน ๗๐๐,๐๐๐ กว่าท่านครับ เขาขอเพิ่มตรงนี้ ผมไม่รู้ว่าเราติดตรงไหน ขอฝากไว้ให้เขาเป็นส่วนหนึ่งที่เลือกกันแล้ว ๓๐ คน อันนี้ผมก็ ขอนำเสนอเพิ่มเติมในข้อ ๓ ของมาตรา ๑๒๑

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอก็คือเรื่องที่มาของ ส.ว. ข้อที่ ๕ จังหวัดละ ๑ คน ท่านได้ออกแบบ ท่านได้เขียนไว้ว่าจะต้องมีคณะกรรมการกลั่นกรองให้เหลือ ๑๐ คน ข้อนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ เพราะว่าไหน ๆ ถ้าเราจะให้ประชาชนเขาเลือกแล้ว เราจะให้เขาเป็นเจ้าของแล้ว แล้วเราทำไมต้องมากลั่นกรองอีก เมื่อต้น ๆ การอภิปราย มีสมาชิกจากจังหวัดตรังท่านได้บอกว่ามันมีเคสกรณีเจ็บปวด เขาเลือกตั้ง ส.ว. ได้ชนะ ๑๐๐,๐๐๐ คะแนน แต่พอมาถึงคณะกรรมการสรรหา ๕ คน ปรากฏว่าเขาไม่ติด ๑ ใน ๕ ที่จะถูกคัดเลือก อันนี้ก็เป็นตัวอย่างตัวหนึ่ง ท่านก็ออกระเบียบ ออกกฎเกณฑ์ไว้สิครับ ว่าสเปก (Spec) ของผู้สมัครจะต้องเป็นอย่างไร เขาอ่านกันเป็น กรรมการที่ท่านแต่งตั้งมา ก็ดูแล้วว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ขาด ก็ตกไปตั้งแต่ตอนต้น ไม่ต้องมาสรรหา กลั่นกรองกันอีก หรอกครับ มันจะเกิดการวุ่นวาย จะเกิดการขัดแย้ง จะเกิดการเขม่นกัน พวกมัน พวกกู อันนี้ ฝากไว้ว่า เอาออกไปครับ ท่านครับ อันนี้ทั้งหมดนี้ผมก็มีเวลา ๒๐ นาที ที่จริงแล้วก็จะคุยอีก หลาย ๆ เรื่องที่ชาวบ้านฝากผมมา ที่ผมไปทำเวทีเสวนา ผมต้องบอกอย่างนี้ว่าผมพูดไม่ได้หมด เวลามี ๒๐ นาที แต่ผมไปจีบเพื่อน ๆ สมาชิกอื่นให้ได้พูดแทนผม ก็ช่วยติดตามฟังข่าวดูครับ ขอบพระคุณครับ ท่านครับ