ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา พูดถึงการปฏิรูประบบสุขภาพ โดยเน้นย้ำว่าสุขภาพที่ดีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริการสุขภาพ แต่อยู่ที่ปัจจัยต้นน้ำ เช่น การมีอาหาร การมีที่อยู่อาศัย สิทธิ สวัสดิการ การศึกษา การประกอบอาชีพ และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความสำคัญในหลายมิติ และมีหลักการสำคัญ เช่น การมีส่วนร่วมทางการเมือง ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ และการพัฒนาโดยรูปแบบของเครือข่ายและความมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังพูดถึงการสร้างระบบสื่อสารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันสมัยในการดูแลสุขภาพ และการพัฒนาระบบการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เพื่อให้มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากกระบวนการวิทยาศาสตร์ และลดความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสุขภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา สมาชิกหมายเลข ๗๖ ขออนุญาตในการที่จะให้ ข้อสังเกตในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปตัวระบบสุขภาพ แล้วก็มาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคงต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บรรจุประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาตัวระบบสุขภาพซึ่งจากการศึกษาในมาตราทั้งหมดก็พบว่ามันได้ครอบคลุม ทั้งเรื่องของการส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะ โดยรวมทั้งเรื่องการเข้าถึงบริการ เรื่องการมีปัจจัย ทางสังคมต่าง ๆ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ แล้วก็ดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มี เนื้อหาที่เกี่ยวกับตรงส่วนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะว่าตรงปัจจัยทางสังคมต่าง ๆ มันมีอิทธิพล ที่อยู่ตรงต้นน้ำของการเกิดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนเอาไว้ ค่อนข้างชัด แล้วมีกระบวนการในการที่จะให้สังคมแล้วก็ชุมชน ท้องถิ่นนั้นได้เข้ามามีส่วน ร่วมในการกำหนดต่าง ๆ ซึ่งผมจะได้กล่าวถึงในช่วงต่อไป แล้วก็พูดถึงในเรื่องของหลักการ ของการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหรือการอภิบาลในระบบ ซึ่งก็รวมถึงประชาชน องค์กรในทุกระดับและทุกภาคส่วน ซึ่งจากการที่ได้มองในภาพรวมจากมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ อาจจะพูดได้ว่าในภาคของทางด้านระบบสาธารณสุขสิ่งที่เราเห็นมันมี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๓ ลักษณะเลย ซึ่งก็จะเป็นจุดเด่นมากของส่วนของทางด้าน สาธารณสุขเพื่อสุขภาพ
อันที่ ๑ ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพ การมีหลักประกัน และคุ้มครองให้เกิดสุขภาพและสุขภาวะที่ดี แล้วได้เน้นซึ่งตรงส่วนนี้มันจะเป็นการเพิ่ม การเข้าถึงและลดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในสังคม แล้วก็ได้มีการพูดถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีซึ่งปรากฏอยู่ในมาตราต่าง ๆ ในภาค แล้วก็ในหมวดต่าง ๆ ทั้งเรื่อง ปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิต อาหาร ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค เรื่องของสิทธิ เรื่องสวัสดิการ เรื่องการคุ้มครองทุกกลุ่มวัยและกลุ่มเฉพาะต่าง ๆ เรื่องการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต เรื่องของการกีฬาและการออกกำลังกาย เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องการ ประกอบอาชีพ เรื่องของสังคม ชุมชนเข้มแข็งและเรื่องของเศรษฐกิจ รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง เพราะฉะนั้นปัจจัยในการที่จะมีสุขภาพดี ณ วันนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องการบริการสุขภาพ แต่มันจะอยู่ในปัจจัยต้นน้ำต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็เป็นสิ่งที่ผมต้องขออนุญาตชื่นชมว่า ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ชัดเจนมาก อันนั้นเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์อันที่ ๑
อันที่ ๒ ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เห็นความสำคัญอย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ หยูกยามดหมอ แต่ได้เห็นความสำคัญว่า มันเป็นเรื่องกว้าง และมันครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและทางสังคม แล้วก็ได้เขียน ในกระบวนการที่ให้ความสำคัญในแนวที่ว่า ทุกนโยบายสาธารณะ ห่วงใยสุขภาพ ซึ่งเป็น หลักการในการที่จะไปกำหนดเรื่องของนโยบายสาธารณะต่าง ๆ เพื่อให้เป็นนโยบายที่เอื้อ ต่อการมีสุขภาพดี และขอเรียนว่าจากการที่ได้อ่านในส่วนของการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในมาตรา ๖๕ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นจุดที่เด่นมาก ที่ได้พูดไว้ชัดเจนว่า ประชาชนมีสิทธิในการ ที่จะรับรู้และแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการจัดทำและตัดสินใจในการกำหนดนโยบาย สาธารณะทุกระดับ รวมทั้งพิจารณากฎหมาย กฎ แผนงาน โครงการที่เกี่ยวข้อง ที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ คุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ผมมีความชื่นชมกับ ตรงมาตรานี้มาก แต่มาตรานี้อาจจะไม่ค่อยได้ถูกพูดถึงในการอภิปรายที่ผมสังเกตมาตลอด ทั้ง ๖ วัน เพราะว่าไปหลบอยู่ตรงการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะตรงนี้ไม่ใช่เพียงแต่ว่า ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ แต่เป็นทุกนโยบายมีส่วนร่วมในการกำหนดในภาพรวมของผู้ที่ อาจจะได้รับผลกระทบจากนโยบายเหล่านั้น
ในประการที่ ๓ ที่เป็นคุณลักษณะที่เด่น ก็คือเรื่องของการพูดถึงการให้ ความสำคัญกับการทำงาน การบริหารจัดการ หรือการพัฒนา โดยรูปแบบของเครือข่าย และการมีส่วนร่วมในทุกระดับและทุกภาคส่วน ซึ่งชัดเจน มีหลายมาตรา และจริง ๆ แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้แทบจะเรียกได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับพลเมืองและสังคมชุมชนเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นตรงประเด็นนี้ผมคงไม่ต้องไปลงรายละเอียด เพราะว่ามันเป็นหลักการใหญ่ ของตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่แล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มีประเด็นที่จะขออนุญาตในการที่จะอภิปราย เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจนและครบถ้วนในเนื้อหาจากประสบการณ์ที่ผมได้ทำงานทางด้าน สาธารณสุขมาตลอดจนเกษียณแล้วก็ยังคลุกคลีอยู่ ผมคิดว่าในส่วนแรกในมาตรา ๕๘ ซึ่งอยู่ใน (๓) ของมาตรา ๕๘ ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า ได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้อาจจะสั้นไป และไม่เห็นตัวกิจกรรมหรือตัวหลักการที่เราจะไปเคลื่อนต่อ เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตนำเสนอเพื่อทางคณะกรรมาธิการได้โปรดไปพิจารณา ก็คือ สิทธิได้รับข่าวสารสุขภาพที่ถูกต้องทันกาลจากระบบสื่อสาร ขอเน้น จากระบบสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตอย่างรู้เท่าทันและมีสุขภาวะ ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วว่า ขณะนี้มีข่าวสารที่มันกระจายจากสื่อและในรูปแบบอะไรต่าง ๆ แล้วก็ ได้มีการพูดกันว่า ข้อมูลเหล่านี้ที่มันอยู่ในสื่อ โดยเฉพาะสื่อโซเชียล มีเดีย (Social media) อันนั้น ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นสิ่งที่เชื่อไม่ได้ แล้วในเรื่องของได้มีการสัมมนาเพื่อเราจะไป มองว่าในอนาคตระบบสุขภาพที่พึงประสงค์หน้าตามันควรจะเป็นอย่างไร หัวข้อหนึ่งก็คือ ตัวคนว่า ในอนาคตข้างหน้าซึ่งอาจจะต้องเริ่มตั้งแต่ปัจจุบันนี้ ทำอย่างไรที่เราจะมีประชาชน หรือมีพลเมืองที่คิดเป็นและแยกแยะได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเป้าที่ตรงนี้นั้น ซึ่งก็คงจะสอดคล้องกับเรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย ถ้าเราตั้งเป้าไว้ที่ตรงนี้นั้น มันจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องปลูกฝังความรู้เรื่องสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่รู้ ต้องเท่าทันด้วย และที่สำคัญก็คือสิ่งที่ได้มาต้องคิดเป็นและแยกแยะได้และต้องมีความสามารถในการที่จะไป สืบค้นข้อมูลสุขภาพจากแหล่งที่คิดว่าเชื่อถือได้ หรือได้มาแล้วต้องแยกแยะได้ว่า อะไรเชื่อถือได้ อะไรเชื่อถือไม่ได้ ทั้งนี้นั้นก็ต้องมีความตระหนักว่า ในสิ่งที่ได้มาแล้วนั้นมาเทียบเคียงกับ ตัวพฤติกรรมที่ตัวเรามีอยู่ ถ้ามันเทียบเคียงแล้วมันมีปัจจัยที่มันจะทำให้เราเกิดโรคภัยไข้เจ็บ นั่นก็คือสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบในการดูแลตัวเอง ซึ่งถ้าเป้าหมายเราอยู่ที่ตรงนี้ แล้วก็ถ้าทาง รัฐธรรมนูญมาตรานี้จะกรุณาปรับให้ตรงนี้นั้น มีเรื่องใหญ่ที่รออยู่ แล้วก็เตรียมที่จะครอส คัทติง (Cross cutting) กันกับมาตรา ๒๙๑ ในเรื่องของทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเมื่อเช้า ท่านอาจารย์ศักรินทร์ ขออนุญาตเอ่ยถึงท่าน ก็ได้พูดถึงในเรื่องของการที่มันจะต้องมี กระบวนการทำงานร่วมกัน ในส่วนของท่านนั้นก็คงเป็นส่วนที่จะไปสร้างถังข้อมูล ถังความรู้ และกระบวนการบริหารจัดการในการนำเข้าส่งออกเพื่อไปถึงมือของผู้ที่ต้องใช้ประโยชน์ ในสาขาต่าง ๆ ซึ่งสาธารณสุขท่านก็พูดถึง เพราะว่าทางสาธารณสุขนั้นเป็นเรื่องใหญ่ในการที่ ทำอย่างไรให้ประชาชนนั้นได้มีความรู้ มีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องในการที่จะดูแลตัวเอง ในเบื้องต้นเพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็น และที่สำคัญก็คือการชะลอโรค ที่มันเกิดจากอายุขัยหรือการชะลอโรคที่มันเกิดจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง และมันนำไปสู่ เรื่องของการเป็นภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายของประเทศและของสังคม เพราะฉะนั้นในเรื่องของ กระบวนการในการที่จะต้องไปพัฒนาตัวระบบสื่อสารสุขภาพนั้น ในส่วนที่มันเป็นเรื่อง เทคโนโลยีทางด้านของตัวถังข้อมูลทั้งหลายก็คงต้องไปเชื่อมกับทางมาตรา ๒๙๑ ในการที่จะ ไปสื่อสารมวลชนหรือลงไปสู่ทางกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ก็คงต้องไปครอส คัทติง ไปแตะมือกับ ทางมาตรา ๒๙๖ ซึ่งเมื่อเช้าเช่นกันก็ต้องขออภัยเอ่ยนามท่าน อาจารย์จุมพลก็พูดถึง ในเรื่องนี้ว่าเนื้อหาของทางสื่อมวลชนหรือทางโซเชียล มีเดีย อะไรที่มีไปนั้น ไม่น้อยเลยที่มัน เป็นสิ่งที่แทนที่จะเป็นคุณกลับเป็นโทษ ซึ่งถ้าเราสามารถมีการพัฒนาในคนที่รู้ ก็คือทางซีก กระทรวงสาธารณสุข อันนี้นัยผมพูดถึงเรื่องสุขภาพ อาจจะมีกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยอื่น ๆ ส่งเรื่องข้อมูล เรื่องของข่าวสารและเรื่องของความรู้ที่ถูกต้องไปใส่ไว้ในถังที่เป็นถังสาธารณะ และมีการบริหารจัดการ เพราะอันนี้ก็ต้องป้องกันในเรื่องของการที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ โดยมิชอบเหมือนกัน แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว และมีช่องทางในการที่จะให้ผู้ที่ต้องการ ไปสืบค้นหรือนำข้อมูลไปใช้นั้นอย่างเป็นระบบ ถ้ามันเกิดการเชื่อมในลักษณะแบบนี้มันก็จะ เป็นหนังตัวอย่างของระบบการสื่อสารทางด้านอื่น ๆ ประชาชนอยากรู้ อยากจะมีความรู้ ทางด้านการเงินการคลัง การลงทุน อยากรู้ในเรื่องของทางการเกษตรอะไรต่าง ๆ ซึ่งท่านอาจารย์ศักรินทร์ก็ได้พูดถึง เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้อาจจะเป็นจุดตัวอย่างของการที่จะ เข้ามาเชื่อมอย่างเป็นระบบ แล้วก็สร้างกระบวนการเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อไปทำให้เกิดความ เข้มแข็งทางด้านของการเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสาร ความรู้ที่ถูกต้องและทันกาลและนำไปใช้ ในการที่จะทำให้เกิดสุขภาพที่ดีกับประชาชนได้ ตรงจุดนี้ก็คงเป็นเรื่องของตัวมาตรา ๕๘ (๓) ในส่วนที่ ๒ ก็คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับทางด้านมาตรา ๒๙๔ คือเรื่องของการปฏิรูปสาธารณสุข ซึ่งผมก็ขออนุญาตจะแตะเฉพาะใน (๓) ก็คือเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการส่งเสริม ให้ประชาชนสามารถมีข้อมูลพื้นฐานในการดูแลสุขภาพตนเอง ซึ่งอันนี้ก็จะมาโยงกับ (๓) มาตรา ๕๘ แล้วก็ต้องการแสดงให้เห็นว่า เรื่องการควบคุม ค่าใช้จ่ายนั้นที่เขียนไว้ใน (๓) นั้นก็เจาะเฉพาะทางซีกประชาชน แต่อีกซีกหนึ่งซึ่งก็สำคัญมาก เหมือนกัน ก็คือซีกของการตัดสินใจบริหารจัดการในเรื่องของการกำหนดนโยบาย และเลือกใช้เทคโนโลยี ซึ่งเราพบว่าถ้าไม่มีระบบในการที่ไปสร้างให้เกิดปัญญาด้วยหลักฐาน ทางวิชาการหรือข้อมูลที่ได้มาด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ เพื่อนำเข้าในการประกอบ การตัดสินใจของผู้กำหนดเรื่องของนโยบายทางด้านสุขภาพ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องกรอบ สิทธิประโยชน์ของการที่จะให้บริการ เรื่องของการซื้อเครื่องมือเรื่องของการตัดสินใจซื้อ หรือกำหนดเรื่องยาซึ่งในยารุ่นหลัง ๆ โดยเฉพาะยาที่เกี่ยวกับเรื่องของมะเร็งทั้งหลายซึ่งมัน แพงมาก แต่บางครั้งที่เราไปศึกษาแล้วสิ่งที่มันแพงเทียบกับประโยชน์ที่ได้มันไม่คุ้มกัน หรือบางทีราคาก็ถูกพูดง่าย ๆ ว่า มันเพิ่มทวีจากความไม่รู้และไม่เท่าทัน เพราะฉะนั้นมันคง จะต้องมีกระบวนการในการที่จะให้ข้อมูลเหล่านี้ เพื่อที่จะสามารถในการที่จะไปตัดสินใจ เลือกใช้ แล้วก็ลงทุนให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ณ เวลานี้ เมื่อวานนี้ต้องขออภัยพาดพิงถึงอาจารย์พรพันธุ์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข ที่ได้พูดถึงว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพขณะนี้มันไปประมาณถึง ๔-๖ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) ของประเทศไทย และคิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณของประเทศอยู่ที่ประมาณ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโอกาสในการที่จะเพิ่มมากกว่านี้ในกลุ่มทางพวกเราที่ดูในเรื่องนี้อยู่ คิดว่ามันคงเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นด้วยข้อจำกัดทางด้านของทรัพยากรที่มีอยู่นั้น เรายิ่งต้องเข้มข้นในการใช้ปัญญา ใช้หลักฐานวิชาการและข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์และรู้เท่าทันมาใช้ในการตัดสินใจกำหนด นโยบายในการเลือกใช้และการลงทุน เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๙๔ (๓) ผมขออนุญาตเสนอ ในเรื่องของขออนุญาตปรับว่า ส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงและได้รับข้อมูลข่าวสาร สุขภาพที่ถูกต้องและเพียงพอ นำไปสู่การเรียนรู้ปรับพฤติกรรมสุขภาพและการดูแลตนเอง ครอบครัวและชุมชน ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคและภัยคุกคามสุขภาพ การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพ เจตนาก็คือการตอกย้ำการที่เราไม่ได้กำหนดไว้ ในหน้าที่ที่ประชาชนนั้นจะต้องดูแลตัวเอง เนื่องจากข้อปัญหาในการที่ว่า ถ้าเกิดไม่ทำ ถ้ากำหนดไว้ในเรื่องหน้าที่มันจะมีปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมาย แต่เรามากำหนดไว้ ในลักษณะของการกระตุ้นเตือน และเป็นหน้าที่ของทางภาคที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาครัฐ ที่จะต้องสร้างระบบในการที่ให้ประชาชนได้เข้าถึงความรู้ ข้อมูลอะไรต่าง ๆ ในการปฏิบัติตน ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของการส่งเสริมและป้องกันโรค แต่หมายความว่าท่านที่เป็นโรคอยู่แล้ว เพราะว่าปัจจุบันนี้เราบอกว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ แล้วเราก็มีคนที่เป็นโรคของผู้สูงอายุ ก่อนวัยอันสมควร ก็คือพวกโรคเรื้อรังทั้งหลาย ซึ่งท่านจะต้องมีความรู้ในการที่ท่านจะดูแล ตัวเองเพราะท่านไม่มีความสามารถที่เป็นอะไรก็สามารถที่จะไปหาหมอได้ หลายเรื่อง ถ้าบริหารจัดการมีความรู้ในการบริหารจัดการโรคภัยของตัวเอง นอกจากควบคุมได้แล้ว เราก็พบว่าคนไข้จำนวนไม่น้อยเลยไม่ต้องกินยาก็สามารถที่จะดูแลโรคเหล่านั้นได้ เป็นต้น เบาหวาน ในเรื่องของความดันโลหิตสูง ในเรื่องของการที่มีระดับไขมันในเลือดสูง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงข้อความในประโยคแรกนั้นก็มุ่งไปที่เรื่องของการลดค่าใช้จ่าย ที่เกิดจากการเจ็บป่วยหรือการดูแลรักษาพยาบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ในส่วนที่ ๒ ก็คือพัฒนาระบบการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพเพื่อให้มี หลักฐานหรือข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากกระบวนวิทยาศาสตร์สำหรับนำมาใช้ประกอบการ ตัดสินใจ กำหนดนโยบายสาธารณะ การคัดเลือกใช้เทคโนโลยีและการลงทุนด้านสุขภาพที่มี ความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในระบบบริการ สุขภาพ ซึ่งมีความจริงที่เป็นที่ประจักษ์ว่าทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ใช้ กระบวนการตรงนี้ในการตัดสินใจ และในกรอบสิทธิประโยชน์ในหลายเรื่องก็เกิดขึ้น เกิดจาก การที่เราได้ใช้กระบวนการนี้ในการศึกษา แล้วก็บอกมีความจำเป็น เมื่อมีความจำเป็น ทางคณะกรรมการที่มีอำนาจตัดสินใจก็ตัดสินใจไปตามข้อมูลที่เป็นอยู่ บางเรื่องอย่างเป็นต้น เรื่องของการฟอกไต การศึกษาทางเศรษฐศาสตร์บอกว่าไม่คุ้ม แต่ทางกรรมการใช้ปัจจัย ทางด้านของสังคมและความรับผิดชอบ ผมนิดเดียวนะครับท่านประธาน ก็ได้ตัดสินใจให้สิทธิ ประโยชน์เรื่องของการฟอกไต โดยเริ่มที่การฟอกไตผ่านช่องท้องเป็นนโยบายหลักก่อน เพราะฉะนั้นในกระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่ไม่ใช่ไปยกกระบวนการตัดสินใจให้กับ กลุ่มที่ไปทำข้อมูล แล้วเราก็เชื่อเขา ตัวกรรมการเองสามารถใช้ดุลยพินิจรอบด้านในการ พิจารณาประกอบไปด้วย ซึ่งตรงนี้มันจะทำให้เกิดการสมดุลในการพิจารณาในการควบคุม ค่าใช้จ่ายลักษณะนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ โดยเฉพาะทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ล่วงหน้าว่า ขอได้นำในสิ่งที่กระผมได้อภิปรายเสนอเป็นข้อมูลประกอบการที่จะพิจารณา ในการปรับหรือแก้ไขในประเด็นตรงนี้ด้วย ขอกราบขอบคุณครับ