สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

วินัย ดะห์ลัน หารือเรื่องการปฏิรูปด้านต่าง ๆ โดยเน้นไปที่การคุ้มครองผู้บริโภค โดยเสนอว่าให้เปลี่ยนมาตรา ๒๘๖ (๖) เพื่อให้เน้นการเรียนความรู้ ความดี และทำงาน และลดคำว่า "ส่งเสริม" เป็น "ผลักดัน" เพื่อให้มีความหมายที่หนักแน่น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค และตั้งคำถามเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในมาตรา ๒๙๒ และมาตรา ๒๙๓

นายวินัย ดะห์ลัน

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๘๕ ขออนุญาตอภิปรายในหมวด ๒ ภาค ๔ เรื่องของการ ปฏิรูปด้านต่าง ๆ ขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องของการสนับสนุนที่พวกเราจะให้กับทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อมั่นว่าพวกเราส่วนใหญ่ก็คงยืนอยู่ข้างเดียวกับ ท่านกรรมาธิการ เรื่องที่จะพูดนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ส่วนที่ผมจะพูดจะมีอยู่ ๒-๓ เรื่อง จะเน้นไปที่เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ก่อนอื่นอยากจะเล่าเกี่ยวกับเรื่อง ของการคุ้มครองผู้บริโภคสักนิดหน่อย เนื่องจากมีความรู้สึกว่าแม้ว่าเราจะมีเรื่องของผู้บริโภคอยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่มาก มีปรากฏถึง ๑๖ คำ แต่ว่าอย่างไรก็ตามในเรื่องของกรอบคิดอาจจะยังมีปัญหาอยู่ ผมอยากจะเล่าเรื่อง ของวารสารเล่มหนึ่ง เมื่อประมาณ ๒๕ ปีมาแล้ว วารสารที่ชื่อว่า เจอฺร์นอล ออฟ คลินิคัล อินเวสทิเคชัน ด้านหลังจะเป็นเรื่องของการให้พวกโนเบล ลอรีเอท (Nobel laureate) มาพูดคุยกัน แล้วก็สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้หลังจากที่เราอ่านไปก็คือเรื่องของกรอบแนวคิดทาง การเมืองของระบบอเมริกัน มีโนเบล ลอรีเอท หรือว่าผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลท่านหนึ่งนี่ท่านเขียน เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องรูปไข่ เป็นการพูดคุยกันระหว่างน้องชายของประธานาธิบดี ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชื่อ โรเบิร์ต เคนเนดี กับประธานาธิบดีซึ่งเป็น พี่ชาย ชื่อ จอห์น เอฟ. เคนเนดี น่าสนใจครับ เขาพูดกันว่าการเป็นมหาอำนาจถ้าสหรัฐอเมริกา ต้องการเป็น คนทุกคนต้องเท่ากัน อันนี้เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญอเมริกันตั้งแต่ ปี ๑๗๗๖ แล้ว ในทางการเมืองนั้นคนต้องเท่าเทียมกัน ในกรณีอย่างนี้นั้นก็เป็นซิติเซน (Citizen) ก็คือพลเมืองอย่างที่พวกเราเขียนไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ ในกรณีทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งที่เขาบอกเลยก็คือธุรกิจถ้าจะให้เข้มแข็งต้องแข่งขัน จะทำให้ธุรกิจนั้นผูกขาด มีอำนาจ เหนือตลาดนั้นย่อมไม่ได้ ต้องแข่งขัน ถ้าจะทำให้แข่งขันได้ อีกกลุ่มหนึ่งที่จะทำให้ขึ้นมา คานอำนาจกับเศรษฐกิจได้จำเป็นที่จะต้องมีอำนาจต่อรอง การปรองดองเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ทุกฝ่ายมีอำนาจต่อรอง แต่ส่วนที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุดนั้น คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า ผู้บริโภค แล้วก็ผู้บริโภคนั้นเองจะเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วก็จะ เป็นผู้ที่คอยจับตาการทำอะไรไม่ถูกไม่ควรของทั้งฝ่ายเศรษฐกิจและฝ่ายการเมือง ในทาง เศรษฐกิจนั้นเรียกพลเมืองว่า ผู้บริโภค เพราะฉะนั้นคำว่าผู้บริโภคกับพลเมืองมันก็ เรื่องเดียวกัน พวกเราทุกคนเป็นผู้บริโภคทั้งสิ้น

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการพัฒนาทางปัญญาเพื่อทำให้ทุกคนมีอำนาจ ต่อรองในกรณีอย่างนี้เราก็เรียกกันว่าผู้เรียน เน้นกันอีกครั้งหนึ่งในบทความนั้นเท่าที่ผมจำได้ แล้วก็จำได้ดีมาโดยตลอดเลยก็คือ เขาบอกว่าการที่จะทำให้ทุกฝ่ายคุยกันรู้เรื่องได้นั้นต้องทำให้ แต่ละฝ่ายนั้นมีอำนาจต่อรอง อันนี้ก็ทำให้ขณะนั้นเกิดพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น ในสหรัฐอเมริกา เราจะเห็นได้ว่า ๒๐๐ ปีหลังจากการมีรัฐธรรมนูญนั้นสหรัฐอเมริกาก็มีเรื่อง ของการคุ้มครองผู้บริโภคในปี ๑๙๖๒ เขาเลือกก่อนว่าจะเอาเรื่องของการจำกัดหรือว่า การขจัดการรังเกียจผิวหรือว่าจะเอาผู้บริโภคเป็นประเด็นก่อน ในที่สุดก็เลือกกันว่าเอาเรื่อง ของผู้บริโภค กฎหมายผู้บริโภคก็เลยเกิดขึ้นมาก่อนการตั้งกฎหมายเกี่ยวข้องกับเรื่องของ การจำกัดเรื่องของปัญหาของผิวสี ทีนี้เมื่อเรามีความเข้าใจตรงกันแล้วว่าเรื่องของผู้บริโภคนั้น หัวใจหลักก็เพื่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ผมก็ขออนุญาตพูดถึงเรื่องของการพัฒนา เรื่องของสิทธิผู้บริโภค แต่ก่อนที่ผมจะไปถึงส่วนนั้นอยากจะคุยเรื่องของประเด็นปฏิรูป การศึกษาก่อน เนื่องจากว่าผมเองเป็นครู เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสพบกับท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ท่านองคมนตรีท่านเล่าให้ฟังว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชวาทไว้น่าสนใจ พระองค์ทรงตรัสว่าการเรียนนั้นมีอยู่ ๓ ลักษณะ เรียนความรู้ เรียนความดี และเรียนทำงาน ในเรื่องนี้เป็นประเด็นที่อยากจะเอามาถก กันนิดหน่อย

อีกเรื่องหนึ่งผมมีโอกาสได้เรียนเป็นการส่วนตัวเลยกับท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เดวิด เอลวิน ท่านมาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ท่านสอนไว้น่าสนใจครับ ท่านบอกว่าการเรียนในระดับปริญญาตรีนั้นมีวัตถุประสงค์เดียวครับ เรียนเพื่อให้ถามเป็น ถ้าถามเป็นแล้วเราก็จะได้คำตอบตามที่เราต้องการ เพราะนั้นประเด็นเรื่องของการปฏิรูป รัฐธรรมนูญนี่เราก็คงจะต้องมาดูว่าเราตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องของการที่จะมีรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการอย่างไร ในกรณีของการศึกษานั้นผมขออนุญาตไปที่มาตรา ๒๘๖ (๖) ถ้าเราดูในรายละเอียดจะเห็น ได้ว่ามีอยู่ ๔ กรอบปฏิบัติ ก็คือ การสร้างความรู้ ผมจะไม่อ่านทวน เรื่องของการพัฒนาความดี เรื่องของการฝึกฝนการทำงาน แล้วก็ส่วนหนึ่งที่มีอยู่ใน (๖) นั้นค่อนข้างน่าสนใจก็คือ เรื่องของศิลปศาสตร์เสรี ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ลิเบอรอล อาร์ท (Liberal art) ผมดีใจที่มี เรื่องของลิเบอรอล อาร์ท อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นการผสมผสานศิลปศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้เราคุยกันในวงการศึกษามานาน เพราะฉะนั้นผมก็ขออนุญาตเปลี่ยน มาตรา ๒๘๖ (๖) เป็นในลักษณะแบบนี้ ใช้เนื้อหา แล้วก็สาระต่าง ๆ คงเดิม แต่ว่าเนื้อหา จะเปลี่ยนไปตามนี้ พัฒนาระบบการเรียนรู้ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เน้นการเรียนความรู้ เรียนความดี และเรียนทำงาน ผลักดันการศึกษา ศิลปะศาสตร์ควบคู่วิทยาศาสตร์เพื่อบ่มเพาะจิตสำนึกคนไทยทุกระดับให้เป็นพลเมือง ที่รักคุณค่าทางวัฒนธรรม มีคุณธรรม จริยธรรม สามารถสร้างสังคมแห่งปัญญา รู้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ถ้อยคำนั้นจะลดจาก ๑๐๓ คำ เหลือ ๖๑ คำ ลดลงไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราทำแบบนี้กับรัฐธรรมนูญในมาตราอื่น ๆ ก็จะได้เนื้อหาลดลงไปมาก ขอเปลี่ยนคำว่า ส่งเสริม เป็นคำว่า ผลักดัน เพราะคำว่า ผลักดัน นั้นเหมือนอยู่ในมาตรา ๒๙๕ จะมีความหมายที่หนักแน่นกว่า การส่งเสริมนั้นความหมายค่อนข้างลอยมากไปหน่อย

ในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคในมาตรา ๒๙๒ ถ้าเราจะคุยกันในเรื่อง การคุ้มครองผู้บริโภคต้องดูเรื่องของเศรษฐกิจมหภาค ดูเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค ดูเรื่องของเศรษฐกิจรายภาค ในกรณีของมาตรา ๒๙๒ (๑) นั้น เป็นเรื่องของเศรษฐกิจมหภาค จะเขียนไว้ในส่วนของอนุมาตราจะมีเรื่องที่ว่าส่งเสริมธุรกิจให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและ เป็นธรรมระหว่างภาคเอกชนด้วยกัน ขออนุญาตเปลี่ยนคำว่า ส่งเสริม นั้น เป็น ผลักดัน ก็ขอให้ท่านกรรมาธิการได้กรุณาพิจารณาด้วย

อีกอันหนึ่งก็คือรัฐต้องกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค คำว่า ความเป็นธรรม นั้น มันเป็นนามธรรมวัดค่อนข้างยาก ผมขออนุญาตเปลี่ยนไปเป็น รัฐต้องกำกับดูแลเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งจะได้ความหมายที่ชัดเจนกว่าคำว่า ความเป็นธรรม ประเด็นปัญหาของผู้บริโภคนั้นถ้าเรามองเชิงบวกหรือมองเชิงลบก็น่าจะ เขียนเป็นในลักษณะการให้ประโยชน์ต่อผู้บริโภค ซึ่งก็คือประโยชน์ต่อพลเมืองนั้นเอง

อีกมาตราหนึ่งก็คือมาตรา ๒๙๓ ปฏิรูปด้านเศรษฐกิจรายภาค (๑) นั้นก็จะ เขียนไว้ว่า จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพัฒนาภาคการเกษตรและเกษตรกร กำหนดเขตการใช้พื้นที่การเกษตร แล้วก็มีเรื่องของการให้ประเทศไทยเป็นฐานความมั่นคง ทางอาหาร ในเรื่องนี้นั้นผมก็อยากจะให้มีเรื่องของฐานความปลอดภัยและความมั่นคง ทางอาหาร ประเทศไทยนั้นน่าจะมุ่งเน้นไปในเรื่องของการเป็นฐานทางการเกษตร อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือในมาตรานี้มีเรื่องของศูนย์ซื้อขายสินค้าเกษตรและอาหารล่วงหน้าในภูมิภาคเอเชีย ฝากติงไว้นิดหนึ่งในเรื่องของศูนย์ซื้อขายนั้นก็เป็นเรื่องน่าสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าศูนย์ซื้อขายในลักษณะนี้อาจจะอำนวยประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ มากกว่าประโยชน์ของผู้ประกอบการรายย่อย

ในมาตรา ๒๙๕ จะเป็นเรื่องของการปฏิรูปด้านสังคม ก็จะเป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคเช่นเดียวกัน ก็อยากจะให้กล่าวถึงเรื่องของ ความเสียหายจากสินค้าหรือบริการ ก็อยากจะให้เพิ่มเติมคำว่า ที่ผิดมาตรฐาน บกพร่อง หรือไม่ปลอดภัย ก็อยากจะให้เติมในส่วนนี้ไปด้วย

ในอันสุดท้ายก็คือเรื่องของการผลักดันการปฏิรูปในมาตรา ๒๙๕ วรรคสุดท้าย มีการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน ก็อยากจะให้ตัดคำว่า ชุมชน เปลี่ยนเป็น การคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากว่าสังคมนั้นครอบคลุมเรื่องของชุมชนแล้ว ก็ยังมีประเด็นในเรื่องอื่น ๆ อยู่ ผมก็ขออนุญาตรวบรวมเป็นข้อมูลส่งให้ทางคณะกรรมาธิการ ในทางเอกสารต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ