สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

จรัส สุทธิกุลบุตร อภิปรายการปฏิรูป โดยเฉพาะยุทธศาสตร์แห่งชาติและกระบวนการยุติธรรมทางเลือก และเสนอมาตรการปฏิรูปด้านการเงิน การคลังและภาษีอากร รวมถึงการปฏิรูปการศึกษาและการผังเมือง เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการแก้ไขและบำบัดฟื้นฟูเยาวชน และเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการใช้ระบบไอทีในการบริหารงานราชการ

นายจรัส สุทธิกุลบุตร

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม จรัส สุทธิกุลบุตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๓๑ จากจังหวัดพะเยา สำหรับการอภิปราย ในวันนี้ในภาค ๔ นั้นก็คงสืบเนื่องมาจากภาค ๒ ในการที่พูดคุยเมื่อสองวันก่อนว่า ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นที่จะขับเคลื่อนต่อไปได้นั้นก็คงจะต้องอาศัยภาค ๔ ก็คือ ในหมวดการปฏิรูป วันนี้ผมคงอภิปรายผ่านท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และนอกจากนั้นที่มีส่วนสำคัญนั้นก็คือ คงจะฝากเนื้อหาไปถึงสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่อง ยุทธศาสตร์แห่งชาติ วันนี้คงมีหลายประเด็นที่จะพูด แต่ผมคงจะพูดเฉพาะในเรื่องการปฏิรูป ในเวลาที่ผมมีเหลือพอที่จะพูดได้ในประมาณ ๔-๕ ประเด็น

ขอลงไปที่มาตรา ๒๘๒ เรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ด้วยประสบการณ์ ๑๐ กว่าปีที่ผมช่วยงานอยู่ที่ศาลจังหวัดและศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดนั้นได้เห็นกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมขอลงไปที่ (๕) ปฏิรูป กฎหมายว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมทางเลือก กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การระงับข้อพิพาทระหว่างประชาชน โดยกระบวนการยุติธรรมชุมชนหรือการประนีประนอม ข้อพิพาทระดับชุมชนเพื่อให้มีการบูรณาการเกี่ยวกับกลไกและกระบวนการในการดำเนินการ ในเรื่องดังกล่าว ผมเห็นด้วยกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตรงนี้ เพราะว่าในการปฏิรูป เพื่อให้มีกฎหมายโดยเฉพาะโดยตรงนั้นจะทำให้เกิดการบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนความรู้ความเข้าใจและการร่วมกระบวนการของชุมชนและสังคม ในปัจจุบันนี้กระบวนการ ยุติธรรมทางเลือกหรือที่เรียกว่าเอดีอาร์ (ADR) กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ หรืออาร์เจ (RJ) ได้ดำเนินการในศาลโดยผ่านข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ปี ๒๕๕๖ แต่ถ้า ได้มีการปฏิรูปออกมาเป็นกฎหมายโดยเฉพาะแล้วก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะเกิด การบูรณาการโดยเฉพาะในเรื่องการมีงบประมาณที่ชัดเจน การมีหน่วยงานหรือองค์กรที่มี ผู้เชี่ยวชาญและชำนาญโดยตรงจะเป็นการขยายบริบทความร่วมมือเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเยาวชน ได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพอย่างมีประสิทธิผล ในความเป็นจริง ณ ปัจจุบันงานที่เกี่ยวกับ กระบวนการยุติธรรมเหล่านี้มันก็จะมีงานให้คำปรึกษาแก่เด็กเยาวชนหรือเคาน์เซลิง (Counseling) ซึ่งจะต้องมีผู้ให้คำปรึกษาคือเคาน์เซเลอร์ (Counselor) งานประชุม สหวิชาชีพซึ่งก็จะต้องมีผู้ประสานการประชุมเพื่อจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู ซึ่งงานเหล่านี้ปัจจุบันนั้นได้ฝากไว้ที่ผู้พิพากษาสมทบ นอกเหนือจากงานเป็นผู้พิพากษาสมทบแล้ว ต้องมาทำงานเหล่านี้ ก็ด้วยอย่างที่ผมบอกว่ามันจำกัดด้วยบุคลากร จำกัดด้วยงบประมาณ ต่าง ๆ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นจะต้องมีบุคลากรโดยตรงเฉพาะในด้านหน้าที่ต่าง ๆ อย่างที่ ผมได้เรียนมา แต่ด้วยการจำกัดอย่างที่ผมบอกว่าเรื่องงบประมาณในการที่จะพัฒนาบุคลากร จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาในเฉพาะหน้าโดยอาศัยผู้พิพากษาสมทบ ทุกวันนี้ผู้พิพากษาสมทบนั้น ทำงานแบบทรี อิน วัน (3 in 1) เพราะฉะนั้นถ้ามีการปฏิรูปและออกกฎหมายโดยตรงนั้น ก็จะเป็นเรื่องดี ผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการที่สนับสนุนให้เกิดการจัดทำกฎหมายเฉพาะ เพื่อประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของกระบวนการยุติธรรมทางเลือก กระบวนการยุติธรรม เชิงสมานฉันท์ ซึ่งกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู เด็กและเยาวชน นอกจากจะยุติปัญหาได้แล้วยังเกิดความปรองดอง เกิดความสมานฉันท์ ความเข้าอกเข้าใจของชุมชน โอบอุ้มเยาวชนเหล่านั้นเพื่อที่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อไป ในอนาคต

ต่อไปเป็นมาตรา ๒๘๓ ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปด้านการเงิน การคลังและภาษีอากร ซึ่งผมเคยอภิปรายไปก่อนหน้านั้นนิดหนึ่ง ขอลงไปที่ (๔) การจัดให้มีระบบบำนาญแห่งชาติ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรที่ยังไม่ได้อยู่ในระบบบำนาญให้ดำรงชีพได้อย่างเพียงพอ และยั่งยืน ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าต่อไปนั้นเราจะต้องเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ผู้สูงอายุที่เป็นพลเมืองของเรานั้นเราควรต้องมีการจัดเตรียมและเตรียมพร้อมให้เขาเหล่านั้น ได้อยู่ในมิติที่อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในการที่จะเป็นพลเมืองไทย นั่นคือมาตรา ๒๘๓

ต่อไปเป็นมาตรา ๒๘๖ เรื่องการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา เพราะว่า ในทุกเวทีที่ สปช. หรือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ไปรับฟังนั้นก็จะมีการพูดเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา เพราะว่าการปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะปฏิรูป ประเทศไทยหรือการเดินหน้าประเทศไทยของเรา ผมมีข้อมูลว่าในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ จากรายงานของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ของกรมสุขภาพจิต กระทรวง สาธารณสุขนั้นว่าค่าเฉลี่ยของระดับสติปัญญาของเด็กไทยอยู่ที่ ๙๘.๕๙ ซึ่งถ้าเป็นค่าปกตินั้น น่าจะต้องอยู่ที่ประมาณ ๑๐๐ ก็คือต่ำมานิดหนึ่ง แต่จากการเก็บข้อมูลส่วนตัวของศาลเยาวชน และครอบครัวที่จังหวัดพะเยาโดยนักจิตวิทยาได้เก็บข้อมูลของเด็ก เยาวชนที่เข้ามาในศาลนั้น ตลอด ๔ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จนถึงปัจจุบันนั้นมีแนวโน้มว่าระดับสติปัญญานั้นลดลง อันนั้นคือด้วยความเป็นห่วงว่าประเทศไทยของเรานั้น เด็ก เยาวชนของเรานั้น เรื่องระบบการศึกษานั้น มีคุณภาพที่จะพัฒนาเขาต่อไปอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงจะฝากความคิดหวังไว้กับคณะปฏิรูป เรื่องการศึกษา

ต่อไปมาตรา ๒๘๗ ว่าด้วยการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ใน (๑) ซึ่งจริง ๆ แล้วเขียนได้ดีมาก แต่ผมจะขอเพิ่มคำสั้น ๆ อีกคำหนึ่งว่า และการใช้พื้นที่ ซึ่งจะอยู่ในบรรทัดสุดท้ายหลังคำว่า การผังเมือง ซึ่งจะรวมกันเป็นคำว่า กฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและการใช้พื้นที่ ทำไมต้องขอเพิ่มเติมตรงนี้ เพราะว่าตอนนี้ อนุกรรมาธิการปฏิรูประบบผังเมืองและการใช้พื้นที่นั้นเรากำลังร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง และการใช้พื้นที่ เพราะฉะนั้นอยากได้ใช้คำที่มันตรงกัน จะได้ไม่เกิดความสับสนต่อไป ในอนาคต เพราะฉะนั้นขอเพิ่มคำว่า และการใช้พื้นที่

สุดท้ายมาตรา ๒๘๓ ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจรายภาค ตรงนี้ก็จะ ขอเพิ่มคำอีกนิดเดียวเพื่อความสมบูรณ์ ก็คือใน (๗) การปฏิรูปเพื่อยกระดับโครงสร้าง พื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ในบรรทัดที่ ๒ ขอเพิ่มคำว่า ต่อเนื่อง ต่อท้าย จากคำว่า ขนส่ง ซึ่งรวมคำแล้วก็จะเป็นคำว่า คมนาคมขนส่งต่อเนื่องทุกรูปแบบ ซึ่งมาจาก คำว่า มัลติโมเดิล ทรานสปอร์ต (Multimodal transport) คือในความหมาย มัลติโมเดิล ทรานสปอร์ตนั้นก็คือการขนส่งต่อเนื่องทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นก็เลยว่าจะขอเพิ่มคำอีกนิดหนึ่ง เพื่อความสมบูรณ์ในถ้อยคำและในการที่จะปฏิรูปต่อไปในอนาคต ผมมีเวลาอีก ๒ นาที ถ้าอย่างนั้นผมขอเพิ่มอีกนิดหนึ่ง ก็คือเกี่ยวกับเรื่องการใช้ระบบไอที (IT) เข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการ ซึ่งจะอยู่ในมาตรา ๒๘๔ (๓) ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเห็นว่าจุดอ่อนในการที่เราจะลดความเหลื่อมล้ำต่อไปในอนาคต ข้อมูลข่าวสารในการ บริหารจัดการ โดยเอ็มไอเอส (MIS) เราต้องใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ผมขอยกตัวอย่างว่า การใช้บริการด้านสาธารณสุข คนไข้คนหนึ่งกว่าจะผ่านกระบวนการต่าง ๆ ต้องเดินเอกสาร วิ่งเอกสารตามต่างจังหวัด ยิ่งถ้ามีการย้ายโรงพยาบาลจากอนามัย ที่เมื่อก่อนเรียกอนามัย ตอนนี้เป็นโรงพยาบาลชุมชน เข้ามาสู่โรงพยาบาลอำเภอ เข้ามาสู่โรงพยาบาลจังหวัด หรือต่อไปเป็นเคส (Case) ใหญ่ เข้าไปสู่โรงพยาบาลศูนย์ การเดินเอกสารหรือข้อมูลข่าวสาร ตรงนี้มีการล่าช้า เคสปกติประมาณ ๓ วันกว่าจะได้ไปผ่าตัดที่เมืองใหญ่ แต่ถ้าเรามีระบบไอที ช่วยตั้งแต่จุดเริ่มต้น ระบบไอทีมันคงจะส่งทอดผ่านไป ผมมีประสบการณ์ว่าเคยขับรถไปส่ง ผู้ป่วยที่จะไปตรวจที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลไม่มีที่จอดรถ ผมส่งที่หน้าตึกแล้วผมต้องวนไป หาที่จอด ๑๐ นาที ตอนผมกลับมา ๑๐ นาที ผมตามหาคนไข้ที่ผมมาส่งนั้นไม่เจอ ผมไปถาม ที่ศูนย์แรกเขาบอกว่าน่าจะไปทำที่ทะเบียน ผมเดินตามไปที่ฝ่ายทะเบียน ทะเบียนบอกว่า น่าจะไปห้องที่ใช้สิทธิ แต่ห้องใช้สิทธิหายากหน่อยนะ เพราะว่ามันจะอยู่ในอีกมุมตึกหนึ่ง กว่าจะเดินหา ตอนนั้นบอกตอนนี้ไปอยู่ห้องตรวจแล้ว จากห้องตรวจ ส่งไปห้องเอ็กซเรย์ (X-ray) ซึ่งจริง ๆ ถ้ามีระบบไอทีช่วยตั้งแต่จุดแรกเขาก็คงจะบอกผมได้ว่า ระบบแทร็กกิง (Tracking) ของผู้มาใช้บริการนั้นอยู่ตรงไหน ซึ่งตอนนี้ภาคเอกชนใช้ระบบแทร็กกิง ใช้ระบบไอทีนี้ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยกตัวอย่าง ๒ วันก่อน ผมไปติดต่อที่บริษัทมือถือบริษัทหนึ่ง ผมเพียงแต่จิ้ม หมายเลขเบอร์โทรศัพท์ผม แล้วก็บอกว่าข้อที่ผมจะมาใช้บริการ ผมใช้เวลานั่งรอสักแป๊บหนึ่ง พอเขาเรียกปุ๊บเขาสามารถ ฮิวรี (Hurry) ประวัติเก่าของผม และมายนิง (Mining) บอกว่า ผมน่าจะมาใช้บริการเรื่องอะไร ผมพูดได้ ๒ คำ เขาตอบคำถามให้ผมเรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ การใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วย กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน