สีลาภรณ์ บัวสาย หารือเรื่องความปรองดองโดยเสนอให้ดำเนินการทั้งเชิงกระบวนการและเชิงกฎหมาย โดยเน้นการบริหารจัดการความแตกต่างหลากหลายในสังคมไทยผ่านเวทีสาธารณะและการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกัน แทนการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียว และเสนอให้พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองอีกครั้ง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เนื่องจากเวลา เที่ยวนี้จำกัด ดิฉันจำได้ว่าคราวที่แล้วดิฉันเหลือ ๕ นาทีครึ่งนะคะ แต่ว่าจะพยายามจะให้จบ ใน ๕ นาที ภาค ๔ เป็นภาคที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากเพราะเป็นส่วนที่ยึดโยงการทำงานของ สปช. ทั้งหมด กับสิ่งที่จะไปเป็นโครงสร้างการผลักดันการปฏิรูปประเทศ เราทุกคนที่เข้ามา เป็น สปช. ล้วนมีความต้องการที่จะปฏิรูป อยากเห็นประเทศปฏิรูป แต่การสานต่อการปฏิรูป ไม่ควรจะมีลักษณะที่ทำให้มีข้อครหาใด ๆ ได้เลยว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าไม่ควรมีสภา ประเด็นแรกนะคะ เราทำงานในระบบสภา แล้วก็เห็นข้อจำกัด ของระบบสภาอยู่ การขับเคลื่อนการปฏิรูปหลังจากนี้ไปเมื่อวาระของ สปช. สิ้นสุดลง ควรจะมีลักษณะเป็นการทำงานเพื่อติดตามและกำกับทิศทางของการขับเคลื่อนการปฏิรูป มากกว่าที่จะเป็นสภาที่จะต้องมานั่งตัดสิน เสนอแนะอะไรอีกต่อไป เพราะฉะนั้น ถ้าตัดส่วนสภาไปจะมีแต่คณะกรรมการ ซึ่งอาจจะเปลี่ยนชื่อตามที่ท่านธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ได้พูดถึง ขออนุญาต เป็นคณะกรรมการบริหารการขับเคลื่อนการปฏิรูป และทำหน้าที่หลัก ๆ คือถ้าบทบาทหน้าที่เป็นอย่างที่ระบุไว้ตามในมาตรา ๒๗๙ อำนาจหน้าที่นี้ไม่น่าจะเหมาะ ดิฉันคิดว่าควรจะต้องมีการปรับ เดี๋ยวจะเสนอมาเป็นลายลักษณ์อักษรอีกทีว่าอำนาจหน้าที่ น่าจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าหากว่าทำงานในลักษณะตามที่เสนออันนี้หลายเรื่องเป็นการพัฒนา ไม่ใช่การปฏิรูปที่ไปอยู่ในข้อเสนอการปฏิรูปในมาตราถัด ๆ ไป ที่เป็นเรื่องในส่วนการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ มันไม่ใช่ตัวโครงสร้าง วันนี้ข้อเสนอของ สปช. หลายเรื่องในเชิงโครงสร้างได้ไป ระบุไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวินัยการคลัง การปฏิรูประบบงบประมาณ เรื่องการป้องกันทุจริต ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องการขับเคลื่อนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการพัฒนา ซึ่งถ้าหากว่า มีกรรมการขึ้นมาแล้วไปทำหน้าที่ซ้อนกับการทำงานที่รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารควรจะเป็นคนทำ มันจะกลายเป็นการทำงานซ้อนกัน แล้วก็อาจจะไปซ้อนกับกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ อาจจะไปซ้อนกับเรื่องสมัชชาพลเมือง เพราะมีการพูดเรื่องสมัชชาเพื่อการปฏิรูปขึ้นมาด้วย
ในส่วนที่ ๒ ในเรื่องการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ดิฉันมีข้อเสนอ ที่จริงมีหลายประเด็น แต่ว่าเสนอหลัก ๆ จริง ๆ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนได้ชัดเจนว่า มีโจทย์การบ้าน ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ทั้ง ๑๘ คณะควรจะรับโจทย์มา เพื่อทำตัวชี้วัดหรือตัวบ่งชี้ ผลสำเร็จของการปฏิรูปให้ชัดเจน เพื่อที่ว่าเวลาที่ไปปฏิรูป เมื่อกำหนดระยะเวลา คนติดตาม จะได้ติดตามได้ตามตัวบ่งชี้เหล่านี้ รวมถึงคณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ ควรจะนำไปพิจารณาว่าต้องการให้ระบุแนวทาง การปฏิรูปอะไร อย่างไรบ้างเพิ่มเติม ต้องรีบกลับไปทำการบ้านแล้วส่งมาให้เพื่อจะได้ชัดเจน ยิ่งขึ้น หลายเรื่องบางประเด็นไม่ได้มาจากคณะกรรมาธิการปฏิรูป ยกตัวอย่างเช่น เรื่ององค์กรบริหารงานภาค ซึ่งอยู่ในมาตราที่เป็นเรื่องของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ดิฉันอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนั้นและอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นด้วย ทั้ง ๒ คณะ สมาชิกส่วนใหญ่นั่งงงว่าเรื่ององค์กรบริหารการพัฒนาภาคมาจากไหน แล้วส่วนใหญ่ ก็คิดว่าไม่เห็นด้วย การสร้างชั้นการบังคับบัญชาอันนี้ขึ้นมันจะเพิ่มอำนาจรัฐ ไม่ได้ลดอำนาจรัฐ แล้วก็ไม่ได้เพิ่มอำนาจให้ประชาชน แถมจะเพิ่มอาจจะเรียกว่าเรด เทป (Red tape) ความล่าช้า เพราะฉะนั้นสรุปก็คือคณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ น่าจะรับโจทย์นี้ ไปทบทวน แล้วก็ไปเขียน แล้วก็ส่งมาโดยวงเล็บว่าควรจะเป็นเรื่องที่ชัดเจน สั้น และกระชับ อาจจะมีการตกลงภายหลังได้อีกที
ประเด็นสุดท้ายคือในหมวด ๓ คือเรื่องของความปรองดอง ดิฉันคิดว่า เรื่องความปรองดองเป็นเรื่องที่ต้องทำ ๒ อย่าง คือทำเชิงกระบวนการกับทำเชิงกฎหมาย เมื่อเขียนรัฐธรรมนูญอาจจะอยู่ได้เฉพาะในเชิงกฎหมาย กฎหมายที่สำคัญคือเรื่องของการที่จะ สร้างความยุติธรรมและการให้อภัย ซึ่งอันนี้ก็จะต้องมีการเขียน แต่การทำในเชิงกระบวนการนั้น ดิฉันคิดว่าวันนี้สังคมไทยในชนบทมีความแตกต่างหลากหลายมาก ขออีก ๓๐ วินาทีนะคะ แต่ละชั้นมันแบ่งออกเป็นกลุ่มชนกลุ่มชั้นต่าง ๆ แล้วความรู้สึกนึกคิดทางการเมือง เครือข่าย ทางการเมือง ความสัมพันธ์ทางการเมือง วิธีที่เขามองการเลือกตั้งก็แตกต่างกัน แต่มันไม่ใช่ เรื่องเหลือวิสัยที่จะปรองดองกันได้ ความแตกต่างเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นความแตกแยก แต่มันต้องบริหารการสร้างความปรองดองด้วยกระบวนการไม่ใช่การออกกฎหมาย เช่น การเปิดเวทีสาธารณะที่จะคุยกันเรื่องทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกัน มองเรื่องอนาคตที่จะ ดึงให้คนเดินไปข้างหน้าร่วมกัน ไม่ใช่จมอยู่กับปัญหาเดิม ยิ่งตอกย้ำคุยเรื่องความปรองดอง ถามว่าใครผิด ใครถูกมาก ๆ ยิ่งทำให้เราอยู่ที่เดิม แคะคุ้ยอยู่กับเรื่องเดิม ดิฉันคิดว่า ถ้าหากว่าเราพารถไฟเคลื่อนออกจากที่เดิม ออกจากสถานีเดิม ทิวทัศน์เดิมมันก็จะเปลี่ยน คนก็จะไปคิดเรื่องใหม่ ความขัดแย้งเดิมจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในขณะที่สังคมเดินไปข้างหน้า อันนี้เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ของการจัดการเรื่องความปรองดอง แต่ส่วนที่จะอยู่ ในรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นเฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องกฎหมาย ดิฉันจึงคิดว่าการจะมีคณะกรรมการอิสระ เพื่อความปรองดองอาจจะต้องลองพิจารณาดูอีกทีว่าสมควรหรือไม่ ขอบพระคุณค่ะ