นาวิน ดำริกาญจน์ อภิปรายเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ โดยชี้ให้เห็นความจำเป็นในการกำหนดทิศทางระยะยาว 20 ปี เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งซึ่งทำให้เป้าหมายไม่บรรลุผล เสนอให้ใช้แนวคิด "งูในอุโมงค์" เพื่ออธิบายบทบาทของยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงวิสัยทัศน์กับแผนปฏิบัติ และเรียกร้องให้มีคณะกรรมการรวบรวมความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดทิศทางร่วมกัน โดยต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและมีการทบทวนเป็นระยะเพื่อให้การบริหารประเทศมีความต่อเนื่องและไม่ถูกขัดขวางจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
เรียนท่านประธานครับ พลโท นาวิน ดำริกาญจน์ กรรมาธิการ ผมรับโจทย์มาพูดในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติและความจำเป็น ในการที่เราจะต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ชาติเราจะเริ่มต้น เราต้องบอกบอกว่า ผลประโยชน์แห่งชาติคืออะไร เราต้องการจะเห็นใน ๕๐ ปี ประเทศเป็นอย่างไร นั่นกำหนด ผลประโยชน์แห่งชาติ หลังจากนั้นเรามาไล่ทอนสั้นลงมา ๒๐ ปี นั่นก็คือกำหนดวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ชาติคือเราจะมอบประเทศไทย หน้าตาอย่างไรให้กับลูกหลานในอีก ๒๐ ปี กำหนด ออกมาแล้วครับ หน้าตาเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เราอยากจะเห็นในตรงนี้ คราวนี้เราก็ต้องมาเดินต่อ ว่าจากวันนี้ไปถึง ๒๐ ปีข้างหน้าเราจะต้องทำอะไรบ้าง อะไรขาดเราเติมเต็ม อะไรที่เป็น อุปสรรคเราแก้ แล้วเราก็ดูถนนที่จะเดินจากวันนี้ไปสู่วันนั้นคืออะไร ตัวนั้นละครับ คือยุทธศาสตร์ ถ้าเราไม่มียุทธศาสตร์มันก็จะเป็นประเทศไทยเหมือนในอดีต คือเปลี่ยน รัฐบาลทีเปลี่ยนเป้าหมายที ผมยกตัวอย่างง่ายที่สุด รัฐบาล รัฐบาลหนึ่งเข้ามา เชิญคนไทย ๖๕ ล้านคน ขึ้นรถเราไปอ่างขาง ไปแคมปิง (Camping) กัน คนไทย ๖๐ ล้านคนขึ้นรถ รัฐบาลใช้เงินซื้อเต็นท์ ซื้อถุงนอน ซื้อตะเกียง ซื้อเครื่องมือทำอาหาร ปรากฏว่ายังไม่ถึงจังหวัดนครสวรรค์เลยครับ เปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลต่อไปก็บอกว่าเปลี่ยนแล้ว เราไปดำน้ำที่จังหวัดภูเก็ตดีกว่า ก็หันเหรถลงมา ระหว่างทางก็ซื้อถังดำน้ำ ซื้อตีนกบ ซื้อหน้ากาก ทั้งหมดนี้ค่าเต็นท์ยังผ่อนไม่หมด ซื้อมาอีกแล้ว ลงมายังไม่ถึงกรุงเทพมหานครเลยครับ เปลี่ยนรัฐบาล ไปไหว้พระธาตุพนมกันเถอะ ซื้อธูป ซื้อเทียน ซื้อจีวรจะเอาไปถวาย สรุปว่าคนที่อยู่ในรถ ๖๕ ล้านคนไม่ได้ลงจากรถสักที เป้าหมายไม่เคยถึงสักที แต่ยังต้องผ่อนส่งค่าเต็นท์ ผ่อนส่งค่าถังดำน้ำ ผ่อนส่งค่าจีวร นี่ครับ นี่คือประเทศไทยในวันนี้ เรายังผ่อนส่ง บางสิ่งบางอย่างที่เราซื้อมาเพื่อจะไปสู่เป้าหมายหนึ่ง ยังไม่สำเร็จ แต่เรายังเดินต่อ เปลี่ยนทิศทาง เราจึงต้องมียุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์จะเป็น ตัวกำหนดทิศทาง เป็นตัวกำหนดความต่อเนื่องในการเดินหน้าของประเทศ เหมือนกับอะไรครับ ผมขออนุญาตใช้ศัพท์จากเศรษฐกิจ เขาเรียกว่าสเนค อิน เดอะ ทันเนิล (Snake in the tunnel) หรืองูในอุโมงค์ เรากำหนดยุทธศาสตร์คืออุโมงค์ ที่เราบอกว่าจะเดินไปไหน ที่ว่าเชื่อมต่อจากวันนี้ไปสู่อนาคตในวันหน้าอีก ๒๐ ปี งูในอุโมงค์ งูนี่ละครับ ก็คือแมเนจเมนท์ (Management) ก็คือรัฐบาล นิติบัญญัติ องค์กรของรัฐ ทั้งหลายก็จะเป็นสเนค อิน เดอะ ทันเนิล คือสามารถเลื้อยไปตรงไหนก็ได้ตามยุทธศาสตร์นั้นเก่ง ก็สามารถเพิ่มประสิทธิผลความเร็วในการเดินหน้าจากวันนี้ถึงเป้าหมายที่เราต้องการ แต่ต้องคำนึงถึงเป้าหมายอยู่ตลอด พอเรากำหนดยุทธศาสตร์ขึ้นมา ยุทธศาสตร์พวกนี้ เป็นยุทธศาสตร์ที่ควรจะชัดเจน จับต้องได้ มาเลเซียกำหนดง่าย ๆ เราจะสร้างรถทั้งคันให้ได้ ภายในปีนั้นปีนี้ สามารถแตกออกมาเป็นงานว่ากระทรวงไหนจะต้องทำอะไร ผลิตคน คนจะต้องผลิตอะไร องค์ความรู้ วัตถุดิบทุกอย่าง สามารถที่จะจับมั่นคั้นตาย มีวิสัยทัศน์แล้ว มียุทธศาสตร์แล้ว ก็ถามบอกว่าแล้วใครกำหนดอุโมงค์ล่ะ ก็ต้องมีคณะกรรมการขึ้นมากำหนด ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งต้องรวมผู้มีส่วนได้เสียทุกคนในประเทศไทยตั้งแต่พลเมือง ๖๕ ล้านคน พรรคการเมืองที่มีนโยบายแนวความคิด สภาพัฒน์ที่วางแผน สภาความมั่นคงแห่งชาติ มหาวิทยาลัยทั้งหมด สเตคโฮลเดอร์ (Stakeholder) ทั้งหมด จะต้องมีส่วนร่วม ในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติแต่ละด้านให้ครอบคลุมและเดินหน้าจากวันนี้ไปสู่ ๒๐ ปี หลายท่านเป็นห่วงว่าแล้วเขียนยุทธศาสตร์ชาติแล้วมันจะไปก้าวก่ายสิ่งที่กำหนด ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรียนท่านประธาน ก็ตอบว่ารัฐธรรมนูญก็คือ ๑ ในกรอบที่เป็น ตัวกำหนดอุโมงค์ตัวนี้ ทันเนิล อุโมงค์ตัวนี้ไม่สามารถที่จะไปขัดกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ เพราะฉะนั้นเรามียุทธศาสตร์ แต่เราเขียนยุทธศาสตร์ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ เหตุผลคือ ยุทธศาสตร์มีพลวัต มีการเปลี่ยนแปลง สภาวะแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี เปลี่ยนแปลง เราจึงจะต้องมีองค์กรที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดจากสเตคโฮลเดอร์ ผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่จบ มันจะต้องมีการทบทวนใหญ่ทุก ๕ ปี ทบทวนเล็กทุก ๑ ปี ตัวนี้จะเป็นตัวกำหนด เป็นความจำเป็นที่เราจะต้องมีเพื่อไม่ใช่จะไปแคมปิง แล้วก็ไปดำน้ำ แล้วก็ไปไหว้พระธาตุกันอย่างนี้ เวียนกันไปจนคนในรถไม่ได้ลงสักที การที่มียุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ตัวนี้ไม่ใช่ลงรายละเอียด เป็นแผนที่มีแจงหมดใครทำอะไร ไม่ใช่นะครับ อุโมงค์ ตัวนี้ต้องใหญ่พอเพื่อให้เกิดความสามารถที่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาดูแลประเทศ ตามความต้องการของพลเมือง แต่เข้ามาเขาจะต้องบริหาร ๔ เอ็ม (4M) ที่เราพูดกันแมน (Man) มันนี (Money) แมททีเรียล (Material) แมเนจเมนท์ นี่คือการแสดงฝีมือของรัฐบาล ของฝ่ายนิติบัญญัติว่าเดินหน้าไปด้วยการบริหาร ๓-๔ อย่างนี้สามารถก้าวกระโดด ย่นระยะเวลาจากวันนี้ไปสู่อนาคตที่เรามุ่งให้ลูกหลานใน ๒๐ ปี ดังนั้นไม่ใช่บอกว่า มียุทธศาสตร์แล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลจะโดนท้าทาย ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ มีประสิทธิผล ต้องบริหารงานวางลำดับความเร่งด่วน อันไหนเดินคู่ขนานได้ก็ต้องเดิน เพราะเรา ไม่ได้มีทรัพยากรที่ไม่มีขีดจำกัด เราจำกัด เงินเราก็มีจำกัด ดังนั้นการวางประเด็นยุทธศาสตร์ เรามียุทธศาสตร์แล้ว การวางประเด็นยุทธศาสตร์ การวางยุทธวิธีในการเดินหน้า นี่ครับ คือหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ว่าจะหาเสียง หรือไม่ว่าจะเข้ามาบริหารประเทศ ตัวนี้จะเป็นบทพิสูจน์ ขีดความสามารถของรัฐบาล แต่เราต้องมองไปสู่วิสัยทัศน์ในอีก ๒๐ ปีบ่อย ๆ แล้วก็ไปดูว่าสิ่งที่เราทำใช่หรือไม่ พลเมือง องค์กรต่าง ๆ ที่ว่า ที่มีส่วนได้เสียก็ต้องคอย ทบทวนว่า สิ่งที่เดินถูกต้องแล้วหรือไม่ จะต้องมีปรับเปลี่ยนอะไรบ้างไหม ยุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง จะกำหนดความต่อเนื่อง แล้วองค์กรที่ดำเนินการเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ จะต้องมีหน้าที่อีก ๑ หน้าที่ครับ คือการประเมินว่าการเดินไปตามยุทธศาสตร์ชาติตัวนี้ มีประสิทธิผล มีความสำเร็จ มีความก้าวหน้าแค่ไหน เพื่อจะต้องคอยปรับและคอยเตือนครับ ก็ได้รับโจทย์มาว่าให้ยืนยันว่ายุทธศาสตร์ชาติเป็นสิ่งที่จำเป็น ผมก็คิดว่าน่าจะได้ยืนยัน ที่ชัดเจน แล้วก็ดีใจมากที่ท่านสมาชิกของ สปช. มีความเห็นตรงกันกับที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนของยุทธศาสตร์ชาตินี้ ก็ขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่งครับ แล้วสุดท้าย ก็ขอชื่นชมที่ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ให้ข้อคิดที่ผมก็จดไปเต็มเล่มแล้ว เหลืออีกนิดหน่อย ขอบคุณมากครับ