สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

มานิจ สุขสมจิตร หารือเรื่องเสรีภาพสื่อมวลชนในรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อมวลชนในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน พร้อมเสนอรูปแบบการกำกับดูแลสื่อมวลชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายมานิจ สุขสมจิตร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านสื่อมวลชน เป็นรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ ๒ ผมได้รับมอบหมาย จากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้มาชี้แจงข้อสงสัยของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน แต่ก่อนที่ผมจะกราบเรียนถึงข้อสงสัยของท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ใคร่จะขอเรียนว่า ในความเป็นประชาธิปไตยของประเทศหนึ่งนั้น องค์ประกอบ ของประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงว่า ๔ ปีมาเลือกตั้งครั้งหนึ่ง แต่ว่าจะต้องประกอบด้วยหลายสิ่ง หลายอย่างด้วยกัน นับตั้งแต่ประการแรกประเทศนั้นจะต้องปกครองโดยระบบนิติรัฐ นั่นหมายความว่าใช้กฎหมายเป็นหลัก และกฎหมายนั้นก็จะต้องมีความเป็นธรรม ขณะเดียวกันประชาชนจะต้องมีบทบาทในการตรวจสอบ รัฐบาลก็จะต้องมีความโปร่งใส สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รวมไปถึงเรื่องความมีเสรีภาพของสื่อมวลชนด้วย การที่ให้สื่อมวลชน มีเสรีภาพนั้นก็เพื่อที่จะให้สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่ในการแสวงหาข้อมูลข่าวสารและแสดง ความคิดเห็นอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้านเพื่อที่ให้ประชาชนผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารนั้น นำข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และรอบด้านไปประกอบการวินิจฉัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมือง เรื่องการต่างประเทศ ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าหากประชาชนมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้านแล้วก็จะสามารถตัดสิน สามารถ วินิจฉัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุฉะนี้เองในรัฐธรรมนูญทุก ๆ ฉบับจึงได้ให้ หลักประกันรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ให้การรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้อย่างกว้างขวาง แต่ขณะเดียวกันก็เรียนว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เองก็ได้กำหนดว่าการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นจะต้องใช้ควบคู่ไปกับ ความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบที่สำคัญก็คือความรับผิดชอบต่อจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งเมื่อเช้านี้ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็ได้พูดถึง ความไม่สบายใจที่มีสื่อมวลชนบางคนบางประเภทได้ประพฤติออกนอกลู่นอกทาง ข่าวอย่างหนึ่ง พาดหัวอีกอย่างหนึ่ง หรือว่าคนให้สัมภาษณ์อย่างหนึ่งไปเขียนอีกอย่างหนึ่ง อันนี้ละครับ เป็นความไม่สบายใจร่วมกัน ผมเองได้ประกอบอาชีพนี้มานานเกินกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิต คือเป็นเวลา ๕๗ ปีแล้ว ก็ได้แลเห็นความไม่อยู่กับร่องกับรอยของคนบางคนตลอดมา เพราะฉะนั้นจึงเห็นด้วยที่รัฐธรรมนูญนอกจากจะให้เสรีภาพแล้ว ก็มีบทบัญญัติว่าด้วย การจำกัดสิทธิ บทบัญญัติว่าด้วยการจำกัดสิทธินั้นก็อยู่ในกรอบว่า การที่จะห้ามสื่อมวลชน เสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมด หรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการอื่นใด เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำไม่ได้ เว้นแต่ ๔ ประการด้วยกัน

ประการแรก ก็จะออกกฎหมายมาเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐได้ กฎหมายที่ออกมาจำกัดสิทธิเสรีภาพเพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของรัฐนั้นมีมากมายหลายฉบับ จะเอ่ยชื่อแต่เพียง ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งก็คือพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ขณะนี้เรายังใช้บังคับอยู่ ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการที่จะ ห้ามออกจำหน่ายหรือจ่ายแจกสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพ บท หรือคำประพันธ์ที่อาจจะ ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ อีก อันนี้ก็ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการที่จะ ห้ามเสนอข่าวห้ามจำหน่ายหรือทำให้แพร่หลายซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์

ทีนี้นอกจากนี้แล้วรัฐธรรมนูญนี้ก็ยังบอกว่า สามารถจะออกกฎหมาย มาจำกัดสิทธิเสรีภาพในการที่จะเข้าไปล่วงล้ำก้ำเกินสิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ ส่วนตัวของบุคคลอื่น เช่น ในกฎหมายเรื่องหมิ่นประมาท เป็นต้น นอกจากนี้ก็จะสามารถ ออกกฎหมายมาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง ข้อมูลส่วนบุคคล แล้วก็ ออกกฎหมายมาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกัน หรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจและสุขภาพของประชาชน อันนี้เป็นข้อจำกัดสิทธิ แต่ขณะเดียวกันในการส่งเสริมเสรีภาพนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้รับรอง แล้วก็ได้บัญญัติ เพิ่มเติมไว้หลายประการด้วยกัน ประการสำคัญก็คือว่าคนเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนนั้น จะต้องเป็นพลเมือง อันนี้ก็มีท่านสมาชิกบางท่านก็ได้อภิปรายว่าทำไมจะต้องไปจำกัดเฉพาะ พลเมืองเท่านั้นที่จะเป็นเจ้าของสื่อมวลชนได้ ก็ขอเรียนว่าเรื่องสื่อมวลชนนั้นเป็นเรื่องของ ประเทศ เป็นเรื่องของชาติ ไม่ควรที่จะให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบอาชีพนี้ ซึ่งขณะนี้ ใน พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่จะเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้น ผู้ถือหุ้นจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยเกินกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันผู้ที่เป็น กรรมการบริหารนั้นจำนวน ๓ ใน ๔ ก็จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อันนี้ก็จะเห็นว่าเป็นอาชีพ ซึ่งสงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น

นอกจากนี้แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็ยังกำหนดว่า คนที่จะมาเป็น เจ้าของสื่อมวลชนในลักษณะที่อาจจะมีผลเป็นการครอบงำ หรือผูกขาดการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร หรือความคิดเห็นของสังคม หรือมีผลเป็นการขัดขวางการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชนจะกระทำมิได้ นั่นก็หมายความว่าคน ๆ ใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มบริษัทกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะมาผูกขาดมีอิทธิพล ครอบงำในเรื่องการเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือว่าการปกปิดข้อมูลข่าวสารนั้นจะกระทำมิได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ในบางประเด็นในเรื่องนี้ นอกจากนี้แล้วยังห้ามผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองมาเป็นเจ้าของสื่อมวลชนด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม คือคนที่เป็น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ถ้าหากมาเป็นเจ้าของสื่อมวลชนแล้วก็จะเกิดความไม่เป็นธรรม กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของสื่อมวลชน หรือไม่มีอำนาจสั่งการ ยกตัวอย่างเช่นในเขตเทศบาลแห่งใดแห่งหนึ่งปล่อยให้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ มีน้ำเน่า ยุงชุม เวลาชาวบ้านจะไปร้องทุกข์กับหนังสือพิมพ์ หรือร้องทุกข์กับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น วิทยุท้องถิ่น คนที่ทำในวิทยุ ทำในหนังสือพิมพ์นั้นก็บอกว่า สื่อมวลชนอันนี้เป็นของ ท่านนายกเทศมนตรีไม่สามารถจะรับคำร้องทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นประชาชนก็จะไม่มีที่พึ่ง รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ได้ห้ามไว้

นอกจากนี้แล้วเรื่องที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันมากในเรื่องการที่รัฐใช้เงินภาษีอากร ไปอุดหนุนกิจการของสื่อมวลชน ในรัฐธรรมนูญนี้ก็บอกว่าจะกระทำมิได้ รวมทั้งการซื้อ โฆษณา หรือบริการอื่นจากสื่อมวลชนโดยรัฐจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำได้โดยอาศัย อำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อการนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของการปฏิรูป ซึ่งทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศก็คงจะได้จัดทำ กฎหมายลูกในเรื่องนี้ออกมา

ที่เรียนไปนั้นเป็นเรื่องของการรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ขณะเดียวกัน ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้พูดถึงการปฏิรูปสื่อมวลชนด้วย พูดไว้ในมาตรา ๒๙๖ มี ๓ ประเด็น ด้วยกัน

ประเด็นแรก ก็ให้มีกลไกส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพด้านสื่อมวลชน ให้มี เสรีภาพควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ เร่งพัฒนากลไกที่เป็นหลักประกันความเป็นอิสระ จากการถูกครอบงำและแทรกแซงโดยอำนาจรัฐและอำนาจทุน เพื่อให้การแสวงหาข้อมูล ข่าวสารเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วนและรอบด้าน รวมทั้งส่งเสริมสวัสดิภาพและสวัสดิการ ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อมวลชน

ประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องปฏิรูปก็คือเร่งพัฒนามาตรการและกลไกกำกับดูแล สื่อมวลชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการกำกับดูแลตนเองด้านจริยธรรม การกำกับดูแล โดยภาคประชาชนและการกำกับดูแลโดยหน่วยงานที่มีอำนาจทางกฎหมาย มีมาตรการ ส่งเสริมให้ประชาชนผู้ใช้และผู้บริโภคให้รู้เท่าทันสื่อ มีความตระหนักรู้ถึงสิทธิเสรีภาพ ความรับผิดชอบและตระหนักถึงหน้าที่ในฐานะที่เป็นพลเมือง

ประเด็นที่ ๓ มีกลไกที่จะจัดสรรแบ่งปันสื่อสารของชาติเพื่อให้โอกาส แก่ประชาชนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งส่งเสริมให้มีสื่อทางเลือก สื่อชุมชน สื่อสันติภาพ ตลอดจนส่งเสริมและอุดหนุนการสร้างสรรค์ รวมทั้งผลิตเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ สาธารณะ อันนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูป

ทีนี้ผมจะมาพูดถึงข้อสงสัยอยากทราบของท่านสมาชิกบางท่านนะครับ มีท่านสมาชิกบางท่าน ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม ได้พูดในทำนองตำหนิว่าผมเองได้ไปขอถอน อาชีพสื่อมวลชนจากการที่จะได้รับการสรรหาเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา อันนี้ก็ขอเรียนว่า เป็นเรื่องจริงแล้วก็บรรดาผู้มีอาชีพสื่อมวลชนจริง ๆ ทั้งหลายเห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่ผมกระทำไปเช่นนั้น เนื่องจากว่าคนที่มีอาชีพสื่อไม่ควรจะไปเข้าเป็นฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าหากไปเป็นฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้วก็จะทำให้การทำหน้าที่นั้นไม่สมบูรณ์ บางท่านอาจจะมีความสงสัยว่า แล้วที่ผมกินเงินเดือนของบริษัทสื่อด้วยแล้วมาอยู่ตรงนี้ มันไม่ใช่ฝักใฝ่หรือ ก็ขอเรียนว่าผมเองขณะนี้ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวกับการสั่งในการบริหารข่าว รวมทั้งการเขียนบทความด้วย เพราะฉะนั้นผมก็จะไม่ใช้ความเป็นสื่อของผมมาสนับสนุน หรือว่ามาคัดค้านการทำงานในหน้าที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เช่นเดียวกับเพื่อนผมอีกคนหนึ่งในที่นี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ คุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เป็นนักหนังสือพิมพ์อาชีพ ขณะนี้ก็ขอลาพักงานจากงานประจำเพื่อมาทำหน้าที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยที่จะไม่ให้ เอาเรื่องงานในหน้าที่มาเกี่ยวพันกับงานที่อยู่ตรงนี้ ก็ขอเรียนว่าไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่สื่อมวลชนจะเข้ามาขอรับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา

คำถามอีกคำถามหนึ่ง มีคำถามว่าในมาตรา ๕๐ ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ได้บัญญัติไว้ว่า ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่ง มีท่านก็ได้บอกว่าไม่สมควรที่จะเขียน องค์กรหนึ่ง ก็ขอเรียนว่า คำว่า องค์กรหนึ่ง ก็เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ แม้ว่าจะบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็ยังมีคนไปแปลงสาส์นทำให้มันมี ๒ องค์กรขึ้นมา แล้วก็ไม่ขึ้นแก่กัน เป็นรัฐอิสระ ซึ่งความจริงแล้วการบริหารจัดการในเรื่องคลื่นความถี่นั้น บอกว่าเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ เมื่อเป็นทรัพยากรของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะแล้วการกำหนดนโยบายในเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่นั้น ก็จะต้องมีความเป็นเอกภาพ ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างทำไป วิทยุโทรทัศน์ก็ทำไปอย่างหนึ่ง โทรคมนาคมก็ทำไปอย่างหนึ่งโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถึงได้บัญญัติ เหมือนกับที่บัญญัติไว้แล้ว คือให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งเพื่อทำหน้าที่จัดสรร คลื่นความถี่ ในมาตรา ๕๐ นี้เอง ก็ได้พูดถึงว่าเมื่อมีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่แล้วให้มีหน้าที่ กำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และกิจการ สารสนเทศ โดยคำนึงถึงความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น คำนึงถึงบุคคลด้อยโอกาสทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และประโยชน์ สาธารณะอื่น รวมทั้งจัดให้ภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วม ในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ ทั้งนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของชาติ และตามที่กฎหมายบัญญัติ คำว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของชาติ นี่ละครับ ก็ได้มีผู้อภิปรายว่าไม่เห็นด้วยที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ผมก็เรียนว่าเรื่องนี้ก็คงจะต้อง มีความจำเป็น เพราะเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ ไม่ใช่ว่าเป็นบทความหรือเป็นความเห็นของ นักวิชาการคนใดคนหนึ่งที่ได้กำหนดเรื่องนี้ขึ้นมา ประเทศชาติจะต้องดำเนินไปโดยที่จะต้อง มีแผนยุทธศาสตร์ซึ่งเรื่องนี้เดี๋ยวผมจะขอให้ท่าน พลโท นาวิน ดำริกาญจน์ ได้กรุณาอธิบาย เรื่องยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนพัฒนาของชาติ สำหรับกระผมเองก็เรียนว่าสิทธิเสรีภาพที่ให้ไว้ กับสื่อเป็นสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนนั่นเอง ที่จะต้องได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วนและรอบด้านไม่ใช่สิทธิเสรีภาพของสื่อที่จะทำอะไรตามใจชอบ ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร การวิพากษ์วิจารณ์นั้นสามารถกระทำได้ แต่ต้องวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับ การเสนอข่าวก็จะต้องเป็นไปตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งเชื่อว่าทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศก็คงจะได้กำหนดกลไกในกฎหมายลูก เพื่อที่จะให้การกำกับดูแลการประกอบอาชีพของสื่อมวลชนนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะที่แล้ว ๆ มานั้นก็อย่างที่ท่านทั้งหลายทราบว่าเมื่อมีการสอบสวนขึ้น มีการกล่าวหาว่า ผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพก็ได้ลาออกไป บอกว่าไม่เกี่ยวแล้ว เพราะฉะนั้น ก็เป็นภาระที่จะต้องทำให้มีกลไกในการกำกับดูแล ซึ่งได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไว้ด้วยว่า กลไกในการกำกับดูแลนั้นก็จะต้องมีบุคคลในวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นหลัก แล้วก็มี ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งผู้แทนองค์การเอกชน และผู้บริโภคเข้ามาอยู่ด้วย ขอเรียนว่าแม้ว่าจะมีกลไกที่สมบูรณ์ มีกลไกที่มีประสิทธิภาพ มันก็จะยังไม่สามารถบรรลุผล ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นกับประชาชนผู้บริโภค ข้อมูลข่าวสารที่จะ ช่วยกันกำกับดูแล ขณะเดียวกันคนในวิชาชีพเดียวกันก็คงจะต้องตั้งข้อรังเกียจ คนที่ ประพฤตินอกลู่นอกทาง นำความเสื่อมเสียมาสู่วงการวิชาชีพด้วย ของผมก็คงจะมี การอธิบายเพียงแค่นี้ จะขออนุญาตท่านประธานเชิญ พลโท นาวิน ได้กรุณาอธิบายถึงว่า ยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาชาติครับ