สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๕ เมษายน ๒๕๕๘

ศักรินทร์ ภูมิรัตน เสนอแนวทางปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย มีความสุข ลดความเหลื่อมล้ำ มีความเป็นธรรม โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการประสานสอดคล้องทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง และเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อให้กระบวนการปฏิรูปดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้และนวัตกรรม การสร้างความสามารถและสมรรถนะของประชาชนพลเมือง ชุมชน สังคม ภาคเอกชน ภาครัฐ และการสร้างความสามารถของประเทศในระยะยาวให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง

นายศักรินทร์ ภูมิรัตน

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ แล้วก็ท่านสมาชิก สปช. ผม ศักรินทร์ ภูมิรัตน ในฐานะตัวแทนกรรมาธิการ ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ขออนุญาตอภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ ๒ ในภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ผมต้องเรียน ว่าผมได้แสดงความชื่นชมต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว และความรู้สึกก็ยังไม่ได้ เปลี่ยนไป อันที่จริงมีมากขึ้น จากวิธีการที่เพื่อน ๆ และพี่ ๆ สปช. ได้ทำให้เกิดการพัฒนา เพิ่มเติมอย่างมีสาระและเป็นประโยชน์ในช่วง ๕ วันที่ผ่านมาแล้วก็คงจะวันนี้และพรุ่งนี้ด้วย ผมได้ความรู้มากมาย และภูมิใจที่มีส่วนร่วมในมหกรรมที่สำคัญยิ่งในบทบาทหน้าที่ของ สปช. และขอแสดงความยินดีกับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และในขณะเดียวกัน ก็ด้วยความขอบคุณ แล้วก็เห็นใจว่ามีงานสำคัญที่ต้องทำอีกมาก เพราะว่าได้ข้อมูลไป อีกมากมาย และเป็นข้อมูลที่จำเป็นที่จะต้องได้รับการพิจารณาจำนวนมาก แล้วก็ดีใจ ที่ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านคงจะมีความสุขที่จะได้สร้างผลงาน ที่มีคุณภาพสูง ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งถึงความจำเป็นที่จะต้องเหลียวหลังแก้ปัญหาในอดีต และแลข้างหน้าสร้างอนาคตให้ก้าวหน้าทันสมัย เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา เราไม่เพียงต้องแก้ปัญหาในสิ่งที่ประเทศมีความล้าหลังและอ่อนแอ เป็นอย่างยิ่ง ในโครงสร้างพื้นฐาน ๓ ด้าน คือด้านโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา คือระบบวิจัย การสร้างความรู้ของประเทศ ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และที่สำคัญมากไม่ยิ่งหย่อนกว่า และความจริงสำคัญมาก ๆ ทีเดียว ก็คือด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของประเทศ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญนำไปสู่ความสำเร็จ ของการปฏิรูปหลาย ๆ ด้านหรือแทบทุกด้านก็ว่าได้ ซึ่งก็เป็นธรรมชาติ เพราะเราจะต้อง ทำงานสอดประสานกัน ความอ่อนแอของโครงสร้างพื้นฐานทั้งสาม เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ ประเทศติดกับประเทศรายได้ปานกลาง และมีความเหลื่อมล้ำสูง เป็นอุปสรรคที่จะทำให้ ประเทศไทยไม่สามารถมีความก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศตามที่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ชี้ให้เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องนำไปสู่เมื่อวันแรก ที่เราได้มาปรึกษาหารือกัน ตามวิสัยทัศน์ ปี ๒๕๗๕ ที่เราได้ร่วมกันทำ และได้นำเสนอ โดยท่านอาจารย์สุวิทย์ เมษินทรีย์ ขออนุญาตเราประสงค์จะนำประเทศเข้าสู่กลุ่มประเทศโลกที่ ๑ ไม่ให้ม้วนกลับไปสู่ประเทศโลกที่ ๓ ซึ่งผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่มีประเทศพัฒนาแล้ว คือประเทศในโลกที่ ๑ ประเทศใดเลยที่มีโครงสร้างทั้งสามที่ผมกล่าวถึงนี้อ่อนแอ รัฐธรรมนูญที่เรากำลังร่างนี้จึงต้องสร้างฐานให้เราแก้จุดอ่อนเหล่านี้ และสร้างฐานให้ประเทศ มุ่งหน้าไปได้ตามที่เรามุ่งหวัง ผมเห็นด้วยกับประเด็นยุทธศาสตร์ว่าจะต้อง มียุทธศาสตร์ประเทศ และจะต้องมีกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศตามที่ได้พูดถึง หลายท่านแล้ว แต่ ณ วันนี้จะขอกล่าวถึงความจำเป็นที่เราจะต้องพูดถึงในภาค ๔ ตามนวัตกรรมของรัฐธรรมนูญของเราฉบับนี้ที่จะต้องทำให้ประเทศต้องทำงานหนัก ให้เกิดการปฏิรูปอย่างจริงจังเป็นระบบ ซึ่งผมอยากเสนอให้ใช้เวลาร่วมกันคิดกลไกตรงนี้ ให้เกิดความมั่นใจได้ว่าเราได้กำหนดไว้ได้ดีพอที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปได้อย่างจริงจัง รวมทั้ง การสร้างการจัดยุทธศาสตร์ และกรรมาธิการได้วางกลไกสภาปฏิรูปไว้แล้ว และคงต้องเดินแนวทาง และวิธีการที่จะได้ผลอย่างจริงจัง รูปแบบสภาและกรรมการต่าง ๆ จะเป็นอย่างไรก็ได้มี การพูดถึงกันเยอะแล้ว แต่ว่าในเชิงการบริหารจัดการระดับประเทศที่จะต้องนำประเทศไป ทำการปฏิรูปให้ได้ผล ผมมีความรู้สึกว่าการมีแค่ธุรการมาช่วยสนับสนุนไม่น่าจะเพียงพอ เราคงจะต้องมีเลขาธิการที่เข้มแข็ง มีความสามารถสูงและอาจจำเป็นที่จะต้องเป็นกลุ่มที่ ได้รับความเชื่อมั่นอยู่แล้วระดับหนึ่ง เพราะว่าการไปสร้างองค์กรใหม่ต้องใช้เวลามากกว่า จะทำความสามารถให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการที่ได้รับความเชื่อมั่นอยู่แล้วระดับหนึ่ง ยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งดี ทำให้เราอาจจะต้องคิดปรับหน่วยงานเดิมที่มีศักยภาพเพื่อทำหน้าที่นี้ ต่อไปหรือไม่ เช่น เราอาจจะพูดถึงสำนักงานเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมโครงสร้างและหาทีมหาคนให้ทำหน้าที่นี้ได้เข้มแข็ง เหมาะสม งานนี้พึงมุ่งผลสัมฤทธิ์บนฐานความถูกต้องมีความรับผิดชอบ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ พึงต้องนำความเชี่ยวชาญของภาคเอกชนมาประกอบการวางแนวทางของบทบาทหน้าที่ ของฝ่ายเลขาฯ ผมไม่เห็นว่าเราจะทำได้เพียงมีฝ่ายธุรการ และผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้อง ปรับปรุงกลไกเหล่านี้ให้ดี เราถึงจะสามารถที่จะต่อเนื่องการปฏิรูปได้เสร็จในเวลาที่ จำกัดมาก เช่น ๕ ปีที่ได้พูดถึงกัน และถึงแม้จะต่อได้อีก ๕ ปี ก็ยังเป็นเวลาที่จำกัดมากอยู่ดี

ขอกลับไปเรื่องการพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้า ทันสมัย พลเมืองมีส่วนร่วม มีความสุข ลดความเหลื่อมล้ำ มีความเป็นธรรม ซึ่งจำเป็นที่แต่ละวาระการปฏิรูปทั้ง ๓๖ วาระ ที่เราพูดถึงกันอยู่ และอาจจะต้องมีมากกว่านั้นที่จะทำไปสู่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะต้อง มีการประสานสอดคล้องทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งจริงจัง ในส่วนของ ๓ ประเด็นหลัก ที่ทางทีมกรรมาธิการผมได้เกี่ยวข้องโดยตรงนั้นผมขอยืนยันว่าเรื่องทั้งสาม นอกจากจะต้อง อยู่ในภาค ๔ นี้อย่างสอดคล้องร่วมกับส่วนอื่น ๆ แล้ว ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีอยู่ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นการแสดงเจตจำนงให้รัฐ ตรากฎหมายและกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งควรมีมาตรการเฉพาะด้านนี้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา และกำหนดนโยบายบริหาร เฉพาะด้านนี้ และในขณะเดียวกันก็สอดแทรกเน้นย้ำตามความจำเป็นในภาคส่วนต่าง ๆ ตามที่ท่านสมาชิก สปช. หลายท่านได้ให้คำแนะนำไปแล้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และผม ได้นำเรียนไปในการให้ความเห็นไปแล้วเมื่อวันอังคาร

ในภาค ๔ ของการปฏิรูป การที่ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้วางกลไก ที่สำคัญเพื่อนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์จากการปฏิรูปโดยกำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปเฉพาะด้านขึ้น ผมก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดียิ่ง ทำอย่างไรให้แต่ละด้านสามารถจะสอดคล้อง สอดประสานทำงาน ร่วมกันให้เกิดประสิทธิผลได้เป็นเรื่องที่ท้าทายการบริหารจัดการการปฏิรูปอย่างยิ่ง ซึ่งผมได้ เรียนไปเมื่อครู่นี้ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังจะต้องมีการเสนอรายละเอียดปรับปรุงเพื่อให้ครบถ้วน กระบวนความแล้วก็ไม่ตกหล่นสิ่งที่สำคัญไป ซึ่งพวกเราก็จะได้เสนอเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป

การกำหนดให้ต้องตรากฎหมายขึ้นเพื่อที่จะทำกรรมการก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะเขียนไว้ว่าต้องทำให้เสร็จให้ภายใน ๑ ปี ซึ่งก็หมายความว่าถ้าเผื่อช้าไปนักก็จะ เกิดปัญหาได้ จะมีวิธีการที่จะทำให้กระบวนการนี้ขับเคลื่อนได้รวดเร็วทันทีที่ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ผมจะขออนุญาตสรุปประเด็นที่พึงจะให้เกิดในการปฏิรูป ๓ ระบบหลักที่ได้เรียน เมื่อครู่นี้เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า เราจำเป็นต้องครอบคลุมระบบ ๓ ระบบ คือระบบข้อมูล ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา และระบบวิจัยไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ ประเทศมีระบบเศรษฐกิจในทุกระดับบนฐานความรู้และนวัตกรรม ผมคิดว่า คีย์เวิร์ด (Keyword) เศรษฐกิจบนฐานความรู้และนวัตกรรมจำเป็นอย่างยิ่ง ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ พอเพียง และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือจะต้องมีระบบบริหารจัดการบนความรู้และข้อเท็จจริง คือระบบบริหารจัดการประเทศบนฐานความรู้และข้อเท็จจริง จะทำสิ่งเหล่านี้เราต้องการ การเปลี่ยนแปลง เราต้องการการปฏิรูปที่มีประสิทธิผล และต้องทำให้เกิดในช่วงเวลา ที่รวดเร็วพอ ในส่วนนี้เราต้องเร่งความต่อเนื่องหลังการใช้รัฐธรรมนูญใหม่

อีกประเด็นหนึ่ง คือในภาพรวมเราต้องการให้มีองค์ประกอบทางวัฒนธรรม ที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็งพอ การที่พลเมืองมีกรอบแนวคิดบนฐานของเหตุและผล ความคิดวิเคราะห์บนฐานความเป็นวิทยาศาสตร์การตัดสินใจและการบริหารจัดการบนข้อมูล ข้อเท็จจริง การสร้างความสามารถและสมรรถนะของประชาชนพลเมือง ชุมชน สังคม ภาคเอกชน ภาครัฐ การที่ผู้บริหารประเทศได้มีข้อมูล ข้อเท็จจริงและตัดสินใจบนฐาน การสร้างความสามารถของประเทศในระยะยาว ให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงซึ่งมาอย่าง รวดเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการที่ประเทศไทยทุกภาคส่วนยึดหลักการ พัฒนาบนฐานความรู้ พัฒนาประเทศบนเศรษฐกิจความรู้และนวัตกรรม เรานึกถึง ยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นสิ่งที่เราพูดกันถึงเรียก คอร์เพอเรท เลท เนชันแนล อะเจนดา (Corporate Let National Agenda) เพราะว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปข้างหน้าได้ ภาคชุมชน จะต้องเข้มแข็ง ภาคเอกชนจะต้องมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศโดยรวมเป็นหลัก แล้วเราต้องทำให้ทุกภาคส่วนมุ่งช่วยกันพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เพียงทำให้ถูกต้องและ ถูกกฎหมายเท่านั้น ความสามารถทางการแข่งขันที่ท่านเกริกไกรพูดถึงขออนุญาต อยู่ที่ความสามารถของภาคผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ภาครัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ดี กลไกปฏิรูปจึงจำเป็นที่จะต้องสอดคล้องประสานจากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ในด้านระบบข้อมูล เราต้องจัดให้รัฐโดยปกติเปิดเผยข้อมูล และจะยกเว้นก็เฉพาะกรณีที่ มีความจำเป็นเท่านั้นให้ประชาชนพลเมืองได้รับทราบ ได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูล ที่ถูกต้อง ทันเวลา และอย่างทันสมัย ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและจัดระบบที่มี การบูรณาการข้อมูลและสารสนเทศภาครัฐของประเทศอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน ถูกต้อง ทันสมัย เอื้อต่อการบูรณาการระบบสารสนเทศเพื่อการให้บริการและการใช้ข้อมูลในการ ตัดสินใจ เราจะได้ชัดเจนว่าไม่มีใครสามารถจะอ้าง นึกเอา พูดเอาตามอำเภอใจได้ มีวิธีการ ที่เราจะตรวจเช็กได้ตลอดเวลาอย่างมั่นใจ กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐในการบริหาร จัดการและเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินงาน การตัดสินใจบนฐาน ข้อเท็จจริง และให้บริการประชาชน และเกิดความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนอย่างมี ประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเปิดเผยข้อมูลและใช้ประโยชน์ข้อมูลภาครัฐและพัฒนา ระบบสารสนเทศเพื่อการบริการประชาชน

ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ซึ่งได้เขียนไว้ ๔ ข้อ คงจะต้องมี การปรับในรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งผมจะขอไม่ใช้เวลาตรงนี้เนื่องจากเป็นรายละเอียด แต่ว่า ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง หลาย ๆ ประเด็นเป็นกรอบที่ได้พูดถึงไปเมื่อครู่นี้ แต่ว่าประเด็น ที่สำคัญก็คือว่าจำเป็นที่จะต้องเพิ่มกลไกบริหารประเทศที่ให้ได้รับข้อเท็จจริง ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจการพัฒนาประเทศในระยะยาว และการดูแลการบริหารจัดการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมที่เป็นระบบ กำหนดขอบเขตภารกิจอำนาจหน้าที่ของภาครัฐในการบริหารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ นวัตกรรมให้ชัดเจนและสัมพันธ์กับบูรณาการ หน่วยงานอย่างเช่นกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ก็ดี กระทรวงสาธารณสุขก็ดี และกระทรวงอุตสาหกรรม และอีกหลาย ๆ กระทรวงจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและจำเป็น ที่จะต้องสร้างสมรรถนะความสามารถของตัวระบบเองให้สามารถจะให้บริการให้ทั่วถึง ทำอย่างไรความรู้ความสามารถจะมีผู้รับผิดชอบให้เข้าถึงชุมชนทำอย่างไรชุมชนจะสามารถ ที่จะเรียกร้องความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เขาสามารถจะพัฒนาความเข้มแข็งของเขา ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งหมดนี้เราคงจะได้เสนอข้อมูลเป็นรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป ผมจึงเรียนข้อมูลว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีกลไกทั้งในที่กำหนดไว้ในภาค ๒ และในขณะเดียวกัน ต้องช่วยกันผลักดันภาค ๔ และหาวิธีการบริหารจัดการการปฏิรูปให้ประเทศไทยเรา ได้ใช้โอกาสนี้พัฒนาให้เจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศต่อไป ขอบพระคุณครับ