กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจและทรัพยากรลงสู่ท้องถิ่น พร้อมทั้งเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการบริหารงานบุคคล เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความอิสระในการบริหารจัดการและมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดมหาสารคาม หมายเลข ๐๑๒ แล้วก็อีกตําแหน่งหนึ่งผมเป็นนายกเทศมนตรี เมืองมหาสารคาม วันนี้เกี่ยวกับเรื่องหมวดที่จะอภิปรายก็คือหมวด ๗ การกระจายอํานาจ และการบริหารงานท้องถิ่น ซึ่งถือว่ามีความสําคัญในการที่จะทําให้ประเทศชาติมีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ก่อนอื่นผมขออนุญาตในเรื่องของการที่อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของ การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ซึ่งมีการกําหนดสิ่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน กลไกใหม่สําหรับภาคพลเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง การขยายพื้นที่ ทางการเมือง การใช้อํานาจอธิปไตยโดยตรง ซึ่งพลเมืองเป็นใหญ่ คําว่า เป็นใหญ่ ก็อยากให้ทาง กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดแล้วก็มีเจตนารมณ์ในเรื่องของความเป็นใหญ่ นอกจากความเป็นใหญ่ในการใช้สิทธิต่าง ๆ แล้ว อยากให้มีเจตนารมณ์ในความเป็นใหญ่ ที่จะต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวม รับผิดชอบต่อสังคม ปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าพลเมืองเป็นใหญ่ในท้องถิ่น ผมอยู่เทศบาล ถ้าประชาชนมีส่วนร่วม ในการที่จะดูแลบ้านเมืองร่วมกัน การเก็บขยะ การดูแลความสะอาดของบ้านของเมือง อันนี้คือหัวใจที่จะทําให้ประชาชนเป็นใหญ่ในการเสียสละในการดูแลบ้านเมืองร่วมกัน
ก่อนที่ผมจะอภิปรายในหมวด ๗ มันก็มีเรื่องที่อยากจะพูดถึงเรื่องในหมวด ๓ ก็คือเรื่องของวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้หลังจากที่ไปรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชน อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนที่จังหวัดมหาสารคามของผม ก็คือเรื่องของมาตรา ๑๐๓ ก็คือการกําหนด ส.ส. เขต และ ส.ส. ปาร์ตี ลิสต์ (Party list) เขาอยากให้ ส.ส. เขตซึ่งในรัฐธรรมนูญกําหนดไว้ ๒๕๐ คน เขาอยากเพิ่มว่าปาร์ตี ลิสต์ น่าจะสัก ๑๐๐ คน น่าจะพอดี ส.ส. เขตถ้าเพิ่มเป็น ๓๕๐ คน ประชาชนจะสามารถ พบปะสมาชิกหรือมีการสื่อสารกับสมาชิกได้ดียิ่งขึ้น ก็ฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการที่จะฝากเรื่องของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ส่วนของวุฒิสมาชิกในมาตรา ๑๒๑ ก็ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในช่วงแรกเราก็ได้เห็นในสิ่งที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ปล่อยออกมาก่อนก็คือการที่สมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒๐๐ คนมาจากการคัดเลือกทั้งหมดนะครับ แต่ก็ต้องขอขอบคุณหลังจากที่เราไปรับฟังความคิดเห็นประชาชน ประชาชนอยากให้อย่างน้อย ต้องมีสมาชิกวุฒิสภามาจากพื้นที่จังหวัดเขานะครับ สามารถจะสะท้อนความคิดเห็น ของประชาชนในจังหวัดของเขาได้อย่างถูกต้องนะครับ ซึ่งทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็แก้ไขมาในร่างนี้เป็นเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คนนะครับ แต่ก็ขออภิปรายในส่วนของ มาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งหลังจากที่ไปรับฟังความคิดเห็นมาก็จะมีสมาชิกวุฒิสภา ในเรื่องของการคัดสรรมาจากหน่วยงาน มาจากผู้แทนองค์กรต่าง ๆ ใน (๓) ผู้แทน องค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชนและด้านท้องถิ่นไปรับฟัง ความคิดเห็นมาทางกํานัน ผู้ใหญ่บ้านก็บอกว่ามีทั้งท้องถิ่นแล้ว มีชุมชนแล้วขาดท้องที่ ท้องที่ก็คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้านซึ่งทํางานใกล้ชิดกับประชาชนมาตลอดนะครับ ในส่วนนี้ ถ้ามีตัวแทนจากท้องที่เข้าไปใน (๓) ด้วยก็จะทําให้การสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน ในวุฒิสภาก็จะมีความถูกต้อง แล้วก็มีการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นนะครับ
แล้วก็ในมาตรา ๑๒๑ วรรคหนึ่ง (๕) นะครับ ผู้ซึ่งมาคัดเลือกในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน โดยให้เลือกตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่าง ๆ ซึ่งได้รับการคัดกรอง จังหวัดละไม่เกิน ๑๐ คน อันนี้เป็นความที่พี่น้องประชาชนบอกว่าทําไมต้องมีการคัดกรองอีก ในหลักการอาจจะดี แต่ทางปฏิบัติบางทีลําบากที่สมาชิกหลายท่านอภิปรายว่าอาจจะมีแค่ ๒-๓ จังหวัดที่เกิน ๑๐ คน แล้วก็การมีคณะกรรมการกลั่นกรองระดับจังหวัด ใครมากลั่นกรองก็ลําบากใจนะครับ ผมยกตัวอย่างในเรื่องของถ้าเกิดมีคนสมัครเยอะ แล้วก็มีตัวแทนฝ่ายสาธารณสุข ด้านสาธารณสุขเกิดมีอดีตนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เกิดมีอดีตผู้อํานวยการโรงพยาบาลจังหวัดมาสมัครด้านสาธารณสุขคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ประชาชนก็อาจจะเป็นคนตัดสินแทน และกรรมการจะตัดสินใจเลือกคนใดคนหนึ่ง ก็ไม่สบายใจนะครับ อันนี้เรื่องของคณะกรรมการคัดกรองระดับจังหวัดอยากให้ตัดทิ้ง ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินดีกว่าในการที่จะคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาของเขาเองนะครับ แล้วอีกประเด็นหนึ่งถ้าเกิดมีการที่ใครเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับคณะกรรมการกลั่นกรอง ระดับจังหวัดก็เกิดให้ความเป็นธรรมลดลงแล้วมีการฟ้องร้องตามมาอีกมากมายนะครับ ก็อยากให้ตัดวรรคหนึ่ง (๕) ของมาตรา ๑๒๑ นะครับ
ส่วนเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น ตอนนี้ก็ต้องเข้าใจนะครับว่า การปกครองท้องถิ่นมีความสําคัญ มีความใกล้ชิดประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วม รู้ปัญหา แล้วก็ทํางานกับชุมชน สังคมได้อย่างดีที่สุด ซึ่งการทํางานท้องถิ่นในเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือการเพิ่มฐานรากของชุมชนและท้องถิ่นนะครับ การเพิ่มฐานราก ของชุมชนและท้องถิ่นผมอยากให้มองในภาพที่เป็นภาพรวมว่า ๑. นโยบายระดับชาติ จะต้องมีการกระจายอํานาจ กระจายทรัพยากรลงสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุดนะครับ อันนี้ผมดูตัวอย่าง ของการปฏิรูประบบสาธารณสุข คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ บอกว่าวิธีการแก้ปัญหา เรื่องทุจริตได้ดีที่สุดก็คือการเอาเงินไปใกล้ประชาชนที่สุด ไปใกล้หน่วยบริการที่สุด อันนี้เช่นกันนะครับ นโยบายระดับชาติที่อาจารย์นายแพทย์กระแสได้บอกว่า การกระจายอํานาจมี ๔ เสาหลักนะครับ เรื่องของการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการเปิดเผย มีการตรวจสอบได้ในเสาแรก ๒. การมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง และโดยอ้อมมากขึ้น ๓. กระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น ๔. ชัดเจนในเรื่องของ งบประมาณทรัพยากรแก่ท้องถิ่น การกระจายอํานาจและการกระจายทรัพยากรสู่ท้องถิ่นนะครับ ในส่วนกลางจะต้องลดบทบาทลง เข้ามาสู่ท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น แล้วก็ในระดับชาตินอกจาก การกระจายอํานาจ กระจายทรัพยากรแล้วการพัฒนากฎระเบียบให้ทํางานได้สะดวก มีมาตรฐานที่อาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับว่าต้องมีดุลยภาพระหว่าง การทํางานให้ตรงสะดวกขึ้นกับดุลยภาพของธรรมาภิบาลของการมีมาตรฐาน ซึ่งตัวนี้ผมคิดว่า ทางส่วนกลางนโยบายของชาติจะต้องพัฒนากฎระเบียบให้ทํางานง่ายขึ้นแล้วกฎระเบียบ ก็ต้องป้องกันการทุจริต คอร์รัปชันมีธรรมาภิบาล ซึ่งกฎระเบียบนี้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ ผมขออนุญาตใช้เวลาในส่วนที่เหลือแล้วก็ไปหักจากในภาค ๔ การพัฒนากฎระเบียบ มันเหมือนไดนามิค (Dynamic) มันพัฒนาไปเรื่อย ๆ แพลน ดู เช็ก แอคท์ (Plan Do Check Act) พีดีซีเอ (PDCA). กงล้อคุณภาพจะพัฒนากฎระเบียบให้ดียิ่งขึ้น ให้ทํางานสะดวกขึ้น แต่มีธรรมาภิบาลมากขึ้น อยากให้กฎระเบียบมีการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีประสิทธิภาพ ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับนะครับว่า กฎหมายท้องถิ่น ระเบียบท้องถิ่น แก้ไขยากมาก แล้วก็ส่วนระดับพื้นที่เอง การมีส่วนร่วมประชาชน การมีธรรมาภิบาล ก็มีความสําคัญ ผมขออภิปรายในมาตรา ๘๒ วรรคสอง เรื่องบริการสาธารณะของท้องถิ่น ซึ่งมีหลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๘๒ วรรคสอง มาตรา ๘๘ วรรคสี่ มาตรา ๒๑๑ วรรคสองนะครับ ในมาตรา ๘๒ วรรคสอง การทําบริการสาธารณะแก่องค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชนและบุคคลสามารถดําเนินการได้โดยมาตรฐานคุณภาพ ประสิทธิภาพไม่น้อยกว่ารัฐ รัฐพึงกระจายภารกิจดังกล่าวให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น ชุมชน และเอกชน ในส่วนของ มาตรา ๘๘ (๒) บอกว่า รัฐไม่พึงประกอบกิจการอันเป็นลักษณะการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาประโยชน์ สาธารณะ และการจัดให้มีสาธารณูปโภค อันนี้ก็ขอตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นอุปสรรคเรื่องของ เทศพาณิชย์ซึ่งปกติเทศบาลเราก็มีการทําตลาดสด ตลาดโต้รุ่ง หรือบริการสาธารณะ เดี๋ยวเอกชนเปิดตลาดสด ตลาดโต้รุ่งขึ้นมา จะมาฟ้องร้องเทศบาลว่าคุณผิดเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญให้เอกชนทํา ตลาดสด ตลาดโต้รุ่งของเทศบาลควรจะต้องเลิกทํา อะไรอย่างนี้ ซึ่งก็ตรงกับในส่วนของมาตรา ๒๑๑ วรรคสอง บอกว่าการจัดทําบริการสาธารณะใดที่ชุมชน และบุคคลสามารถดําเนินการได้โดยมีมาตรฐานคุณภาพ ประสิทธิภาพไม่น้อยกว่า องค์กรปกครองท้องถิ่น รัฐหรือองค์กรบริหารท้องถิ่นต้องกระจายภารกิจดังกล่าวให้กับชุมชน และบุคคลดังกล่าว อันนี้ก็ต้องบอกว่า การที่บอกว่า ต้อง ขอเปลี่ยนเป็นคําว่า อาจ เช่น เรามีตลาดสด ตลาดโต้รุ่งแล้วเกิดมีประชาชนอยากเปิดตลาดสด ตลาดโต้รุ่งผมก็ต้อง ยุบตลาดสด ตลาดโต้รุ่งของเทศบาลอย่างนั้นหรือ อันนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็นดุลยพินิจ ของเทศบาล ของบริหารท้องถิ่นที่จะพิจารณาว่าอะไรเหมาะสม ส่วนในข้อนี้ก็มีข้อดีนะครับว่าการที่จะบริการสาธารณะ แต่ก่อนเราจะโอนให้ชุมชน เช่น เทศบาลผมไปเก็บค่าขยะ ๑๐ บาท ๒๐ บาทในชุมชนนี้ บางทีไม่สะดวกเลย ประสิทธิภาพก็ไม่ดีเพราะว่าประชาชนกว่าจะกลับบ้านก็สองสามทุ่ม ๕-๖ โมงเย็นนะครับ จะให้ชุมชนไปเก็บแทน ก็ไม่มีระเบียบ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการเปิดช่องให้เทศบาลสามารถ จะใช้ชุมชนในการที่จะทํางานด้านการบริการสังคมด้วยนะครับ ส่วนมาตรการกํากับดูแล ก็บอกว่าการกํากับดูแลเท่าที่จําเป็น อันนี้ก็ต้องขอบอกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วก็มีคํานี้ และความอิสระจะกระทบหลักการความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้ อันนี้อยู่ในมาตรา ๒๑๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติจริง ๆ ก็ยังไม่เป็นเช่นนั้น ก็อยากให้ทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดูว่าในกฎหมายลูกที่จะทําต่อไปในอนาคตจะทําให้เกิด ความอิสระและมีดุลยภาพจริง ๆ ระหว่างการทํางานท้องถิ่นที่สะดวก แต่มีธรรมาภิบาลนะครับ
ส่วนเรื่องสมัชชาพลเมือง ในเรื่องของสมัชชาพลเมืองก็เห็นด้วยว่า การที่สมัชชาพลเมืองเกิดขึ้นจะช่วยให้การแก้ปัญหาท้องถิ่นและมีส่วนช่วยในการที่จะทํางาน ของท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น แต่ในมาตรา ๒๑๕/๔ การกําหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ที่มา วาระการดํารงตําแหน่ง ภารกิจของสมัชชาพลเมือง และการอื่น ที่จําเป็นตามกฎหมายที่บัญญัตินะครับ ถ้าเรามีการกําหนดคุณสมบัติ ที่มา การดํารงตําแหน่งนี้นะครับ มันไม่ใช่ซอฟต์ เพาเวอร์แล้วนะครับ มันเป็นการจัดตั้ง เจตนารมณ์ของสมัชชาพลเมือง เราต้องการเป็นโพรเซส (Process) เป็นกระบวนการ เป็นมูฟเมนท์ (Movement) เป็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่จะมาทํางานร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีความงดงามโดยธรรมชาตินี้ ในเทศบาลเมืองมหาสารคามของผมก็มีชมรมตลาดสด มีปราชญ์ชาวบ้าน มีชมรมผู้สูงอายุ มีชมรมฮักแพง เบิ่งแยงสารคาม มีชมรมออกกําลังกาย ชมรมตลาดสด ตลาดโต้รุ่งซึ่งแต่ละชมรมเขามาร่วมในการทํางานของเทศบาลอยู่แล้ว ถ้าเราไปกําหนดให้เป็นลักษณะของการที่มีการจัดตั้ง แล้วก็มีอํานาจหน้าที่ที่ตรวจสอบ อะไรต่าง ๆ มากมาย อาจจะทําให้การทํางานร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปด้วยบรรยากาศที่หวาดระแวงซึ่งกันและกัน อันนี้ก็อยากให้ทางกรรมาธิการได้ตัด มาตรา ๒๑๕ (๔) ออกนะครับ
ส่วนเรื่องของการบริหารงานบุคคลในมาตรา ๒๑๖ ก็ต้องบอกว่าข้าราชการ ส่วนท้องถิ่นเป็นข้าราชการที่ทํางานเสียสละเพื่อประชาชน เพราะว่าปัญหามันเกิดเยอะ ในท้องถิ่น ฝนตกน้ําท่วม ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้นะครับ ขยะ ความสะอาดต่าง ๆ ข้าราชการท้องถิ่นทํางานหนักแต่ว่าข้าราชการท้องถิ่นรู้สึกว่าเสียเปรียบศักดิ์ศรี ของข้าราชการท้องถิ่น รู้สึกไม่ทัดเทียมกับข้าราชการอื่นนะครับ แล้วในเรื่องของ การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นนี้ อยากให้มีการส่งเสริมให้การสวัสดิการและศักดิ์ศรี ของข้าราชการท้องถิ่นนี้ ได้มีเท่าเทียมกับข้าราชการอื่นนะครับ (๑) ที่บอกว่าสามารถย้าย หรือเปลี่ยนสังกัดระหว่างองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นรูปแบบอื่นได้ ต่าง ๆ ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าที่ผ่านมาไม่สามารถจะย้ายได้ อยากเติมเช่นกันครับว่าหรือหน่วยงานรัฐอื่น สามารถจะย้ายไปหน่วยงานรัฐอื่นก็ได้นะครับ และ (๒) องค์กรกลางบริหารงานบุคคลท้องถิ่น มีทั้งรูปแบบระดับชาติและระดับจังหวัดเป็นองค์กรเดียว อันนี้ก็เห็นด้วย จะมี ก เดียว แต่ก่อนมี ก เทศบาล ก อบต. ก อบจ. ทั้งหมดต้องเป็น ก เดียว ในส่วนของการทํางาน ท้องถิ่นในส่วนประชาชนมีส่วนร่วมนะครับ อันนี้ก็ถือว่าเป็นหัวใจในการทํางานท้องถิ่น สรุปแล้วการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น ท้องถิ่นตอนนี้มี ๗,๘๕๓ แห่ง ก็อยากให้มีการทํางาน นโยบายระดับชาติก็คือการกระจายอํานาจ กระจายทรัพยากร การพัฒนากฎระเบียบ ที่ทํางานง่ายแล้วก็สามารถจะมีองค์กรที่จะรับผิดชอบโดยตรงนะครับ ซึ่งแต่ก่อนกรรมการกระจายอํานาจสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่มีเจ้าภาพที่โดยตรง ก็อยากให้มีเจ้าภาพโดยตรงที่จะสามารถ แก้ไขปัญหาพัฒนาระเบียบต่าง ๆ ของท้องถิ่นให้เร็วยิ่งขึ้นนะครับ ส่วนระดับพื้นที่การทํางาน กับภาคประชาชนก็เกิดความโปร่งใส เกิดธรรมาภิบาล แล้วก็เกิดพลังที่อาจารย์หมออําพล บอกว่าจตุพลัง คือท้องถิ่น ท้องที่ ภาคประชาชนนะครับ แล้วก็ส่วนขององค์กรรัฐอื่น ก็จะสามารถทํางานได้ด้วย สรุปแล้วท้องถิ่นคือหัวใจในการพัฒนาประเทศ ใกล้ชิดประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วม รู้ปัญหา ทํางานร่วมกัน คนบ้านเดียวกันสามารถจะแก้ไขปัญหา แล้วก็ทํางานให้กับบ้านตัวเองให้ดีที่สุดนะครับ เช่น เรื่องของผู้สูงอายุ เรื่องของคุณภาพชีวิต และเรื่องต่าง ๆ ที่สําคัญ จะมาสู่ท้องถิ่นเยอะขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างนโยบาย ระดับชาติ ระดับท้องถิ่นให้การทํางานที่จะมาสู่ท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้นมีความสําเร็จ จากนโยบายต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้นนะครับ ผมขอจบการอภิปรายแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ