สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

ประมนต์ สุธีวงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยเสนอให้รัฐธรรมนูญกำหนดกระบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิรูปมีความสมบูรณ์และยั่งยืน นอกจากนี้ยังเสนอให้ยกเลิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง และแทนไปด้วยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่มีความหลากหลายและสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปได้ดีขึ้น

นายประมนต์ สุธีวงศ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปที่เคารพ ผม ประมนต์ สุธีวงศ์ ปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เวลานี้ ๒ ทุ่มครึ่งเศษ ๆ นะครับ ผมชื่นชมที่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังนั่งกันอยู่พร้อมเพรียงตั้งแต่ ๙ โมงเช้าจนถึงเวลานี้ บังเอิญมุมที่ถ่ายนี้เป็นมุมอับนะครับ จึงไม่เห็นมีใครนั่งอยู่ข้างหลังผม อันนี้ก็เป็นโชคชะตาของผมมาตลอดครับ มักจะตกอยู่ในมุมอับนะครับ แต่วันนี้ก็ขอถือโอกาส หรือว่าได้มีโอกาสในการที่จะนําเสนอในภาค ๔ ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายที่มีความสําคัญ ค่อนข้างมากนะครับ มีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาคใด ๆ ในรัฐธรรมนูญนี้ เพราะเป็นภาคที่ ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญอื่น ๆ แล้วก็เป็นส่วนที่ทําให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญ ที่เรียกว่า ปฏิรูปโดยแท้จริง และอย่างสมบูรณ์ ตามที่ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้พูดกล่าวเกริ่นไว้ ในทีแรกนะครับ จะเป็นบทบัญญัติเฉพาะกาลที่กําหนดให้รัฐบาลในอนาคตต้องจัดให้มี การปฏิรูปตามข้อเสนอของสภาแห่งนี้ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๒ ภาระหลักของสภา

ภาระแรกก็คือการพยายามทําคลอดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ กําลังออกแรงกันอยู่ ในตอนนี้นะครับ พยายามที่จะช่วยทําคลอด

ในส่วนที่ ๒ ก็คือที่จะเสนอและดําเนินการปฏิรูปเรื่องต่าง ๆ ใน ๑๘ ด้าน ที่ได้เคยกําหนดไว้ ผมขอยืนยันสนับสนุนนะครับว่ารัฐธรรมนูญต้องกําหนดให้มีกระบวนการ ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การปฏิรูปของเรามีความสมบูรณ์และยั่งยืน เพราะจะเป็น หลักประกันให้ประชาชนพลเมืองไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีคุณภาพสูงขึ้น แล้วก็มีความเท่าเทียมกัน มากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานสําคัญที่จะทําให้ระบอบประชาธิปไตยของเราเจริญเติบโต และมีความยั่งยืนได้

ผมขออนุญาตอภิปรายในภาค ๔ หมวด ๑ และหมวด ๒ นะครับ หมวด ๑ ก็เป็นบททั่ว ๆ ไป มีอยู่ ๒ มาตรา มาตรา ๒๗๗ มีบทบัญญัติในภาคนี้ก่อให้เกิด ความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานและพลเมือง ที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองตามหลักการและระยะเวลาที่กําหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้ อันนี้เป็นบทเริ่มต้นที่มีความสําคัญมาก เพราะว่ากําหนดให้รัฐบาลจะต้อง ทําหน้าที่ในเรื่องต่อไปนะครับ

หมวด ๒ เป็นเรื่องของการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม หมวด ๒ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน

ส่วนแรกก็คือองค์กรที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของการปฏิรูปด้านต่าง ๆ

สําหรับองค์กรที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปในมาตรา ๒๗๙ โดยย่อกําหนดให้มี สภาการขับเคลื่อนการปฏิรูปและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูป สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ก็จะประกอบด้วยสมาชิก ๑๒๐ คน กรรมการยุทธศาสตร์ไม่เกิน ๑๕ คน ณ จุดนี้ผมอยากจะ เสนอแบบฟันธงว่าไม่จําเป็นที่จะต้องมีสภาขับเคลื่อน แต่ต้องมีกระบวนการขับเคลื่อน ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

ข้อที่ ๑ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ สภาขับเคลื่อนไม่ได้มีอํานาจ พิเศษอะไร มีหน้าที่หลัก ๆ ดังนี้ครับ ขับเคลื่อนและเสนอแนวนโยบาย ติดตาม และประเมินผลการทํางานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัตินี้ ออกกฎหมายด้วยตนเองไม่ได้ครับ ต้องทําผ่านรัฐบาลหรือวุฒิสภาและรัฐสภา มีเขียนไว้ว่าในกรณีที่ถ้ารัฐบาลไม่ดําเนินการ ตามที่สภาเสนอ จะสามารถจัดให้มีการออกเสียงประชามติ แล้วมีผลอย่างไร ก็จะมีความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรี อันนี้มีอาวุธอยู่ไว้บ้างในการที่จะทําการประชามติ เพื่อที่จะให้มีผล กระผมจะขอพูดเรื่องนี้ในลําดับต่อไปครับ สาเหตุที่ไม่คิดว่ามีความจําเป็น ในเรื่องส่วนของสภาขับเคลื่อน การที่มีสภาขับเคลื่อนทําให้เกิดภาพของอํานาจซ้อนอํานาจ เพราะจะมีถึง ๓ สภาด้วยกัน เรามีสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา แล้วก็จะมีสภาขับเคลื่อน ทําให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เกิดความสับสน และถ้าคนที่ไม่รู้ในรายละเอียดที่แท้จริง ก็จะเกิดความรู้สึกที่อาจจะไม่ดีซึ่งกันและกัน ผมขอย้ําว่าสภาขับเคลื่อนที่พูดถึงที่มีบทบัญญัติไว้ มิได้มีอํานาจหน้าที่ มิได้มีอํานาจอย่างใดเช่นสองสภาที่ได้กล่าวถึง

ข้อที่ ๒ เป็นการสิ้นเปลือง เพราะเมื่อเป็นสภามันต้องมีอัฐบริขารต่าง ๆ ตามมา ต้องมีสถานที่ประชุม ถ้าไม่โก้เท่านี้ก็ไม่โก้เป็นสภา ถ้าจะมาแย่งเขาประชุมที่นี่ ผมไม่ทราบว่า ๒ สภาที่เขามีอยู่เขาจะมีเวลาให้หรือเปล่า ต้องมีเงินเดือน มีค่าใช้จ่าย ไม่ด้อยไปกว่าที่อื่น ต้องมีบุคลากรสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นค่อนข้างจะสูง

ข้อที่ ๓ รูปแบบของสภาถ้ามีจะมีแนวโน้มที่เสียเวลาไปกับพิธีการมากมาย มากว่าสาระ ก็ต้องมีข้อบังคับ มีระเบียบ แล้วก็มีกติกาอื่น ๆ มากมายตามรูปแบบของสภา ผมอยากจะขอใช้คําภาษาอังกฤษว่า อาจจะมีแต่ฟอร์ม (Form) แต่ไม่ค่อยมีซับสแตนซ์ (Substance) สักเท่าไรครับ

ข้อที่ ๔ ที่มาของสมาชิกสภาขับเคลื่อนที่เสนอให้มาจาก สปช. จํานวนหนึ่ง จาก สนช. จํานวนหนึ่ง และผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนหนึ่ง ก็เป็นสายล่อฟ้าอย่างที่หลายท่าน ได้อภิปรายกันในวันนี้ ทําให้เสียภาพพจน์ของสภาแห่งนี้ เพราะอาจจะถูกกล่าวหาว่า มีความพยายามที่จะสืบทอดอํานาจ ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่คงไม่มีความประสงค์ ที่จะให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น เพราะฉะนั้นที่มาของผู้ที่จะทําการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต จะต้องเปิดกว้าง ไม่ต้องมีข้อกําหนดเบื้องต้นว่ามาจากไหน แล้วก็จะพูดต่อไปว่าน่าจะมาได้อย่างไร

ในข้อที่ ๕ เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างสภาขับเคลื่อนกับรัฐบาล ดังที่ผมได้กล่าวเบื้องต้นว่าข้อยุติก็คือให้มีการทําประชามติ การทําประชามติแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายสูงมาก มีท่านที่พูดถึงตัวเลข ๓,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ไม่ทราบตัวเลขที่แท้จริง แต่ก็คงใกล้เคียง ถ้าทําแต่ละครั้งเสีย ๓,๐๐๐ ล้านบาท ใครจะเป็นผู้กําหนดว่ามาตรการใด ที่จะกําหนดความคุ้มค่าของการที่จะทําประชามติ ข้อขัดแย้งถึงขั้นไหน มีความสําคัญอย่างไร ที่จะไปทําประชามติและจะทําได้บ่อยแค่ไหน อันนี้ก็จะเป็นปัญหาที่ทําให้เกิดความยุ่งยาก เกิดขึ้น ทีนี้ถ้าไม่มีเครื่องมืออันนี้ ถ้าไม่มีเครื่องมือที่จะกํากับรัฐบาลแล้วเราจะมีมาตรการอื่นใด ที่จะทําให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้มีผล มีอยู่ ๒ วิธีครับ ถ้าจะใช้ยาประจําบ้านมาตรา ๑๐๒ ที่ได้พูดกันมาเยอะ เพราะมาตรา ๑๐๒ ถ้าจะอ่านหลัก ๆ ก็คือว่ามีไว้กําหนดว่าถ้าเผื่อรัฐบาล ไม่ทําตามที่กําหนดในรัฐธรรมนูญนี้ ก็จะถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ถ้าจะเอาให้ดีก็ต้อง เขียนให้กระชับกว่านี้หน่อยเพื่อที่จะรวบรวมข้อกําหนดของการปฏิรูปในครั้งนี้ด้วย หรือถ้าจะเอาให้กระชับกว่านั้นไปที่มาตรา ๒๗๗ ซึ่งเป็นอารัมภบทของหมวดนี้ แล้วเพิ่มเข้าไปว่า ถ้าไม่ทําตามที่มีกําหนดไว้จะให้มีบทลงโทษอย่างไร ก็ให้มีความเหมาะสมในตามนั้นก็ได้ ผมก็คิดว่าอันนี้ก็เป็นอย่างน้อยก็มีไม่ใช่เขียนเสือให้วัวกลัวอย่างเดียว อาจจะมีอะไร ที่เป็นเครื่องมือในการที่จะใช้บังคับรัฐบาลได้ ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี่ก็เป็นเหตุผลสนับสนุนว่า ไม่จําเป็นที่จะต้องมีสภาขับเคลื่อน ทีนี้ถ้าเผื่อไม่จําเป็นต้องมีสภาขับเคลื่อนแล้วจะทําอย่างไร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่เสนอไว้ดีครับ มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ จํานวนอาจจะขอเพิ่มขึ้น จาก ๑๕ คน ให้เป็นมากกว่านั้น ประมาณสัก ๓๐ คน เพื่อให้มีความหลากหลาย แล้วก็มีจํานวนมากพอที่จะทําการขับเคลื่อน ในด้านต่าง ๆ ที่เรากําหนดไว้นะครับ เพราะฉะนั้นชุดนี้ถ้าจะให้ดีอย่างนั้นอีกนะครับ อย่าไปกําหนดเงินเดือนสูงครับ อย่าให้เป็นแหล่งอาชีพไป พอมีค่าใช้จ่ายให้ ถ้าใครมีจิตสาธารณะ อยากจะเข้ามาขับเคลื่อนก็เปิดโอกาสให้สมัครเข้ามา แล้วกระบวนการก็อาจจะใช้คุณสมบัติ เหมือนอย่างที่คัดเลือก สปช. ที่ผ่านมา แล้วถ้าเผื่อจะสวดยัดให้ทาง คสช. ก็เป็นคนคัดเลือกให้ หลังจากที่มีคนสมัครเข้ามาแล้วก็คงไม่ว่ากันนะครับ

คณะกรรมการชุดนี้ถ้ามีตามนี้ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่กําหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องมีเงื่อนไขของประชามติ ก็อย่างที่ผมเรียนว่าถ้าไปเขียนไว้ใน มาตรา ๑๐๒ หรือมาตรา ๒๗๗ ให้พอเพียงแล้วนี่ ผมคิดว่าน่าจะมีเรียกว่ามีกําลังพอสมควรนะครับ

ในส่วนที่ ๒ หมวด ๒ คือการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ที่ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เขียนเอาไว้นี่ ผมต้องเสียใจและน้อยใจมากนะครับ มี ๑๕ ด้าน ไม่มีที่ไหนพูดถึงเรื่องของ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลย ความสําคัญอยู่ที่ไหนครับ ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา ๓๕ (๓) เขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญนี้ต้องมีเรื่องนี้ ท่านได้บรรจุไว้ในหลายที่ ซึ่งผมได้ขอบคุณไปแล้ว มีหลายหมวดหลายมาตราบรรจุเรื่องนี้ไว้ แต่เรื่องนี้เป็นหมวดสุดท้าย ความยั่งยืนของการที่จะป้องกันปราบปรามการทุจริต ไม่ได้ทําเสร็จในรัฐบาลนี้ ต้องทําต่อเนื่อง ผมอยากจะเห็นความโดดเด่นของหมวดนี้ ของเรื่องนี้เกิดขึ้น ผมอยากจะเสนอว่า เรามี ๑๘ คณะกรรมาธิการนะครับ เราก็ควรจะมี ๑๘ ด้านด้วยกันที่ปรากฏในที่นี้ ทุกคนที่ทํางานเราร่วมกันทํางานมาตั้งแต่กําหนดเรื่องของทิศทางของประเทศไทย กลับไปทําแนวนโยบายของแต่ละคณะเพื่อให้สอดคล้องกัน กลับไปทําการบ้าน ในรายละเอียดมีข้อเสนอแนะมากมาย มีงานที่ผ่านสภานี้ให้ความเห็นชอบ แต่ละคณะ มีแนวทางในการที่กําหนดไว้แล้วว่าจะปฏิรูปอะไร เรื่องอะไร ทําอะไร เมื่อไร ผมอยากจะเห็นว่า ส่วนใหญ่อันนั้นถูกยกเข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางในการที่คณะ จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป ทําต่อไปนะครับ

สําหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องตัวอย่าง ผมอยากจะยกว่าเฉพาะในประเด็นเรื่องของ การปราบปรามการทุจริต ผมจะยกให้ฟัง ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ที่ว่าเราทําอะไรไว้ เราเอาเรื่องของ การทุจริตคอร์รัปชัน ผมได้เรียนเสนอในที่ประชุมเสมอมาว่ามีอยู่ ๓ แนวทางด้วยกันนะครับ คือเรื่องแรก คือการปลูกฝัง เรื่องที่ ๒ คือการป้องกัน เรื่องที่ ๓ คือการปราบปราม ในเรื่องของการปลูกฝังเราได้เสนอว่าจะต้องนําหลักสูตรสร้างจิตสํานึกเรื่องคุณธรรม จริยธรรมเข้าสู่โรงเรียนในทุกระดับ แล้วก็มีกระบวนการเสนอไว้แล้วว่าควรจะทําอย่างไร เรื่องที่ ๒ ครับ ต้องทําการรณรงค์จิตสํานึกอันนี้ผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เข้มข้นและ ยาวนานผ่านกลไกของรัฐ แล้วก็ของประชาชน ของเอกชน เพราะฉะนั้น ๒ เรื่องนี้ต้องทํา ทําอย่างต่อเนื่อง ในด้านของการป้องกันครับ เรื่องของความโปร่งใส เราได้เน้นเรื่องของ การเปิดเผยข่าวสารข้อมูล พระราชบัญญัติข่าวสารข้อมูล ปี ๒๕๔๐ กําลังอยู่ในระหว่าง การปรับปรุงและยกร่าง อาจจะเสร็จหรือไม่เสร็จภายในรัฐบาลนี้ ถ้าไม่เสร็จก็ต้องขอฝากไว้ เพื่อขับเคลื่อนต่อ

การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบของประชาชนนะครับ มีการยกร่างพระราชบัญญัติ จัดซื้อจัดจ้างใหม่ระหว่างกระทรวงการคลังกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วได้มีบทบัญญัติว่า ในอนาคตการจัดซื้อจัดจ้างต้องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนในการตรวจสอบ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ โครงการใหญ่ ๆ สําคัญ ๆ ต้องมีประชาชนเข้าไปรับรู้ ข้อมูลเปิดเผย อันนี้คือขั้นแรกของการที่จะ ควบคุมไม่ให้มีการเกิดการทุจริตนะครับ เรื่องนี้อาจจะไม่จบในรัฐบาลนี้ต้องทําต่อนะครับ ในด้านของการปราบปรามนะครับ สมาชิกในกรรมาธิการเราหลายท่านพูดกันถึงเรื่องของ การตั้งศาลดําเนินคดีทุจริต ซึ่งเป็นศาลชํานัญพิเศษเพื่อที่จะทําให้การปราบปรามการทุจริต มีผลรวดเร็ว จริงจัง แล้วก็เป็นที่ประจักษ์ต่อคนที่เฝ้ามองกันอยู่ เรื่องนี้ผมหวังว่า ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลายท่านที่ได้คุยด้วยแล้วก็แสดงความเห็นในเบื้องต้น คงจะได้รับเอาไปบรรจุไว้

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม เพราะการทํางานร่วมกัน ระหว่างกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ตํารวจ อัยการ ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ต่าง ๆ ขณะนี้ยังไม่มีการประสานงาน เราจะต้องเริ่มดูว่าจะปฏิรูปอย่างไร ให้มีการประสานงานกัน บูรณาการทํางานด้วยกัน รับลูกกัน มีระยะเวลาที่ชัดเจนว่า เราจะทําอะไร เรื่องอะไร ไม่ใช่ขัดแข้งขัดขากัน อันนี้ต้องใช้เวลา ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่ว่า ท่านไม่ได้บรรจุไว้เลย ความจริงก็เป็นโชคดีนะครับท่านไม่บรรจุไว้เลยเดี๋ยวผมเขียนให้ท่านใหม่ ผมจะเขียนให้ท่านแล้วเอาทั้งหมดยกให้ท่านไปท่านจะได้รับไปบรรจุโดยที่ไม่ต้องช่วยคิด เพราะเวลาท่านช่วยคิดบางทีคิดมากเกินไปคิดน้อยเกินไป

โดยสรุปท่านประธานครับ ขอยืนยันว่ากระบวนการที่จะขับเคลื่อนต่อไปต้องมี มีอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายที่สูงนัก แล้วก็ขอให้มีสาระสําคัญที่จะเป็นประโยชน์ ต่ออนาคตต่อไป ขอบคุณมากครับท่านประธาน