สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

พงศ์โพยม วาศภูติ หารือเรื่องการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น โดยเรียกร้องให้ใช้พลังของประชาชนในการบริหารจัดการตนเอง และให้รัฐบาลสนับสนุนการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น พงศ์โพยม วาศภูติ เสนอการเปลี่ยนแปลงชื่อคณะกรรมการการกระจายอำนาจแห่งชาติ เป็น "คณะกรรมการบริหารท้องถิ่นแห่งชาติ" เพื่อให้ความหมายกว้างขึ้น และให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการของท้องถิ่น

นายพงศ์โพยม วาศภูติ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผม นายพงศ์โพยม วาศภูติ ในนามของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ผมขออนุญาตย้ําต่อสภาแห่งนี้และพี่น้องประชาชนที่อาจจะได้รับฟังว่าเราหวังว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้จะสามารถเปลี่ยนกระบวนทัศน์หรือวิธีการคิดของฝ่ายราชการซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจําที่คอยชี้นําและช่วยเหลือประชาชนอยู่ตลอดเวลานั้น ให้เปลี่ยนวิธีคิดบ้าง เพราะการทําอย่างนั้นย่อมทําให้ประชาชนมีความอ่อนแอ การรวมศูนย์อํานาจ ไม่อาจแก้ไขปัญหาและสนองความต้องการในพื้นที่ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ดังนั้นสมควรที่จะต้องใช้พลังของประชาชน พลังของพลเมืองร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น หรือที่จะเรียกต่อไปว่าองค์กรบริหารท้องถิ่น ๗,๘๕๓ แห่ง งบประมาณปีนี้ ๖๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องถึง ๕๕๐,๐๐๐ คน ดังนั้นถ้ารัฐบาลหรือภาคราชการได้ใช้พลังของ ประชาชนกับสถาบันองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดนี้ ให้เป็นประโยชน์เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาที่มีหลากหลายมากมายก็จะลดภาระของรัฐบาลลง แล้วก็รัฐบาลจะได้ใช้พลังในการต่อสู้กับโลกภายนอกนิวเวิลด์ ออเดอร์ (New world order) ที่มีมาในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประชาธิปไตยยัดเยียด หรือเรื่องของการค้าเสรี เรื่องของสิทธิมนุษยชน เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องอะไรต่าง ๆ นานา ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่กําลังเสนอนี้ในภาค ๒ หมวด ๗ ได้พูดถึงการกระจายและการบริหารท้องถิ่นไว้ถึง ๖ มาตรา และที่น่าตื่นเต้นยินดีคือได้มาเขียนไว้ในมาตรา ๒๘๕ ของภาค ๔ คือภาคปฏิรูป และการปรองดอง โดยเขียนในลักษณะที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของการเขียน รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ ซึ่งเราก็ตื่นเต้นว่ามีความเป็น ประชาธิปไตยสูงก็ยังไม่เคยมีมาตราอย่างนี้ กล่าวคือได้เขียนกฎหมายให้มีการจัดตั้ง องค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดและให้มีกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ภายใน ๑ ปี โดยหวังว่า จะมีพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมที่จะจัดตั้งขึ้นโดยเร็ว ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นก้าวแรก ที่จะนําไปสู่จังหวัดจัดการตนเอง ใช้พลังของประชาชนอย่างที่ผมได้กล่าวแล้ว เพื่อจะดูแล แก้ไขปัญหาชีวิตของตัวเองในพื้นที่เกิดของตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าจะทําให้บ้านเมืองของเรา มีความเข้มแข็งทั้งภายในเพื่อที่จะต่อสู้กับภายนอกต่อไป และใน (๒) ได้เขียนให้มี คณะกรรมการกระจายอํานาจแห่งชาติซึ่งประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาดูแลกันเอง ออกกฎหมาย ออกระเบียบ ออกมาตรฐานสําหรับให้บรรดาองค์กรบริหารท้องถิ่นทั้งหลายได้บริหารจัดการตนเอง ปัจจุบันนี้หรือที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีความยากลําบากมากในการทํางาน เพื่อให้ถูกต้องกับระเบียบกฎหมาย มีการตรวจสอบจากองค์กรอิสระมากมาย โดยเฉพาะทาง สตง. ก็ยึดระเบียบ ยึดกฎหมาย ยึดหนังสือสั่งการ แล้วก็ทําให้ท้องถิ่นถูกกล่าวโทษ เรียกเงินคืน ถูกสอบสวนเป็นอันมาก ผมไปที่จังหวัดลําพูนเมื่อไม่นานมานี้ ท่านนายก อบจ. ลําพูนบอกว่า เด็กจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็จัดติว สตง. เรียกเงินคืนบอกไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องมาติวเด็กเข้า มหาวิทยาลัย ฟังแล้วก็เจ็บปวดเหมือนกันนะครับ ฉะนั้นก็หวังว่าถึงเวลาแล้วที่ท้องถิ่นจะต้อง ดูแลกันเอง ปกครองกันเอง ภายใต้การกํากับของรัฐนะครับ ผมย้ําตรงนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดของถ้อยคํานั้นกระผมขออนุญาตว่าใน (๑) เรื่องการจัดตั้ง องค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดนั้นอยากให้เขียนคําว่า รูปแบบพิเศษ ไว้ด้วยนะครับว่า เป็นการจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเต็มพื้นที่จังหวัด เพราะว่าคํานี้ก็เขียนไว้แล้วนะครับ ในมาตรา ๒๑๒ วรรคแรก ก็อยากให้มันล้อกันว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัด มันก็คือรูปแบบพิเศษรูปแบบหนึ่ง เพราะว่ารูปแบบพิเศษอาจจะมีทั้งเต็มพื้นที่จังหวัด ไม่เต็มพื้นที่จังหวัด หรืออาจจะคร่อมพื้นที่จังหวัดก็ได้

อีกประการหนึ่งก็คือว่าใน (๒) เรื่องคณะกรรมการการกระจายอํานาจแห่งชาตินั้น ทางอาจารย์อุดม ทุมโฆสิต ซึ่งเป็นกรรมาธิการในชุดกระผมก็ได้เสนอแล้วว่าจริง ๆ แล้ว เราอยากได้สภาท้องถิ่นแห่งชาติ แต่อย่างไรก็ตามถ้าทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังเห็นว่าน่าจะเป็นชั้นของคณะกรรมการไปก่อนก็ไม่ขัดข้อง แต่อยากให้เปลี่ยนเป็น คณะกรรมการบริหารท้องถิ่นแห่งชาติ เพื่อให้ความหมายไม่แคบ มีความกว้าง ให้เห็นเลยว่า นี่เป็นเรื่องของการที่เขาจะดูแลกันเอง ขับเคลื่อนกันเอง ภายใต้การกํากับดูแลของรัฐ อีกคําหนึ่งคือใน (๒) ใช้คําว่า ผู้บริหารท้องถิ่น อันนี้ก็คงต้องตีความว่ารวมทั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ที่อาจจะเข้ามาร่วมในกรรมการชุดนี้หรือไม่นะครับ

อีกอันหนึ่งก็คือว่าอยากให้ตัดนะครับ เพราะว่าเมื่อกี้ฟังคุณสุภัทราชี้แจงเรื่องของ สมัชชาพลเมืองว่าเป็นซอฟต์ เพาเวอร์ เป็นกระบวนการ เป็นโพรเซส แล้วก็มองว่า ปัญหาการคัดสรรผู้แทนสมัชชาพลเมืองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งให้มาเป็นกรรมการของ คณะกรรมการชุดนี้ ระดับชาติ มันก็คงไม่ง่ายนักนะครับ แล้วก็จะเป็นฮาร์ด เพาเวอร์ (Hard power) แล้ว ไม่ใช่ซอฟต์แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากให้ตัดออกไปเสีย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดี แต่ผมก็ยังคงต้องส่งสาส์นหรือข้อความ ไปถึงทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นกระทรวงมหาดไทยหรือส่วนราชการอื่นว่า การจัดตั้งจังหวัดหรือองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดในครั้งนี้ไม่ใช่การล้มความเป็น รัฐเดี่ยวของประเทศไทย แต่เป็นการใช้พลังอย่างที่ได้กราบเรียนแล้ว แล้วก็จะทําให้ ประชาชนเข้มแข็ง เป็นโรงเรียนประชาธิปไตยนะครับ ไม่มีใครที่จะรู้ดีกว่าคนในพื้นที่ ให้เขาบริหารจัดการกันเอง เชื่อว่าศักยภาพที่มีอยู่นั้นเพียงพอที่จะดําเนินการเรื่องนี้ และส่วนภูมิภาคซึ่งก็ยังคงอยู่นะครับ แต่การกํากับดูแลก็จะต้องทําเท่าที่จําเป็น เพราะรัฐธรรมนูญกําหนดไว้แล้ว แล้วก็ส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคที่จะต้องมีหน้าที่ ในการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดนั้นก็ยังมีภารกิจอีกมาก ภารกิจที่ส่วนกลางสงวนไว้ หรือท้องถิ่นทําไม่ได้ เรื่องต่างประเทศ เรื่องเงินตรา เรื่องความมั่นคง เรื่องการรักษา ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินระดับชาตินั้นก็ยังมีงานอีกเยอะนะครับ ก็อยากให้เพื่อนข้าราชการว่าไม่ต้องตกใจในเรื่องนี้ครับ ก็ขอแสดงความยินดีกับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ใส่มาตรานี้แล้วเราหวังว่าจะเกิดมรรคผล ในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริงครับ กราบขอบคุณครับ