บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิรูปและความปรองดอง พร้อมขอให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติให้ความสนใจและชี้แนะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการต่อต้านการคอร์รัปชัน และการสร้างกลไกที่เสริมหนุนการปฏิรูปทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณและการจัดการทรัพยากร และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการปฏิรูปดังกล่าว
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สมาชิก สปช. ในนามคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมในเชิงภาพรวม เกี่ยวกับเนื้อหาในภาค ๔ ของรัฐธรรมนูญนอกเหนือจากประเด็นในเชิงกลไกที่ทาง ท่านคํานูณได้ยกไว้นะครับ จะเป็นเกี่ยวกับประเด็นสถานะ ความเชื่อมโยงของภาค ๔ กับภาคอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์โดยรวมที่เกิดขึ้นจากภาค ๔ โดยที่ไม่ได้ลงรายละเอียด ในหัวข้อ ๑๕ ประเด็นของการปฏิรูปเนื่องจากท่านนายแพทย์ชูชัยและทางดอกเตอร์กอบศักดิ์ ได้เรียนให้ท่านสมาชิกได้ทราบตั้งแต่เมื่อวันแรกแล้วนะครับ ทั้งหมดที่จะได้เรียนให้ทราบ ก่อนที่จะขอรับฟังคําอภิปรายข้อชี้แนะมีทั้งหมด ๕ ประการดังนี้ครับ
ในประการที่ ๑ ขออนุญาตเรียนเสริมกับท่านคํานูณ ในเชิงการเติมเนื้อหา บางประเด็นที่ทําให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า ในภาค ๔ นั้นทําไมเรื่องการปฏิรูปและ การปรองดองถึงจะมารวมอยู่ด้วยกัน เหตุผล ในทํานองเดียวกันก็คือทั้ง ๒ เรื่องนี้ผูกโยง และเสริมหนุนต่อกัน มีผลกระทบต่อกัน ขออนุญาตยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับ ในประการที่ มองจากมุมของเรื่องการปฏิรูปทั้ง ๑๕ ด้าน ยกตัวอย่างจากเรื่องของถ้าเราสามารถทําให้เกิด ความสําเร็จของการปฏิรูปในด้านของกระบวนการยุติธรรมก็ดี ลดความเหลื่อมล้ํา ด้านเศรษฐกิจการกระจายรายได้ก็ดี การทําให้ประชาชนพลเมืองสามารถเข้าถึงทรัพยากร ที่จําเป็นพื้นฐานในการดํารงชีวิตก็ดี ถ้าความก้าวหน้าเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นผลสําเร็จก็จะนําไปสู่ การเสริมสร้างความปรองดองได้อย่างมาก
ในอีกด้านหนึ่งนะครับ ถ้าเราสามารถทําให้ความปรองดองเกิดความก้าวหน้า เห็นผลสําเร็จได้ในระดับพอสมควร ความสําเร็จตรงนี้ก็จะนําให้คู่ขัดแย้งต่าง ๆ ช่วยกันมาทํางาน ในเชิงของการหนุนเสริมการปฏิรูปให้เกิดผลสําเร็จ ตรงนี้เป็นเหตุผลที่ผูกโยงต่อกันว่า ทําไมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถึงได้นํา ๒ เรื่องนี้มาอยู่ในบทบัญญัติในภาคที่ ๔ เพื่อความเชื่อมโยงและสนับสนุนต่อกัน
ในประการที่ ๒ อยากราบเรียนให้ท่านสมาชิกได้รับทราบว่าการปฏิรูป ในภาคที่ ๔ นี้ได้มีข้อกําหนดอย่างชัดเจนว่าเป็นภารกิจ เป็นความรับผิดชอบของใครบ้าง ถ้าท่านจะกรุณาเปิดดูในบททั่วไปของภาคนี้ในมาตรา ๒๗๗ ในมาตรานี้ได้แยกความชัดเจนไว้ ๔ ส่วนว่ามีอยู่ ๔ องค์กรสําคัญ ๔ ส่วนสําคัญที่รับผิดชอบเกี่ยวกับภารกิจด้านการปฏิรูป ตั้งแต่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน และที่สําคัญคือพลเมือง ในส่วนของรัฐสภามีหน้าที่เกี่ยวโยงกับการปฏิรูปโดยการปรับปรุงแก้ไขหรือการตรากฎหมาย เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ซึ่งก็จะมีกฎหมายจํานวนมากที่เกิดขึ้น รวมทั้งกฎหมายที่เสนอโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติในที่นี้ด้วย
ในส่วนที่ ๒ เป็นความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีที่จะได้ดําเนินการ บริหารราชการแผ่นดิน การประกาศนโยบายต่อรัฐสภาและจัดทําแผนบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อมุ่งสู่การปฏิรูป
หน่วยงานที่ ๓ คือหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน ตัวอย่างที่ชัดเจน ที่จะเชื่อมโยงกับบริบทของเวลาก็คือการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ซึ่งก็จะมีเป้าหมายหลักเพื่อจะเสริมหนุนการปฏิรูป รวมทั้งแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูป ของกระทรวงต่าง ๆ ที่ได้เริ่มทราบว่ามีการเริ่มดําเนินการไปแล้วบ้าง
ส่วนสุดท้ายส่วนสําคัญที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๗๗ ก็คือพลเมืองครับ ด้วยความตระหนักของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าลําพังเพียงหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐบาลนั้นไม่สามารถที่จะแบกรับภาระการปฏิรูปให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ถ้าไม่ได้รับ ความร่วมมือการสนับสนุนจากพลเมือง ตัวอย่างที่อาจจะเป็นรูปธรรมได้ชัดในประเด็นนี้ คือการต่อต้านการคอร์รัปชันครับ ถึงแม้เราจะเขียนกฎหมายให้ดีเพียงใดก็ตาม เพิ่มกฎหมาย ไปอีกกี่ฉบับก็ตาม ตั้งองค์กรไปอีกกี่องค์กรก็ตาม แต่ถ้าพฤติกรรมของประชาชนพลเมือง ในเรื่องการคอร์รัปชันไม่เปลี่ยน โอกาสที่จะทําให้การต่อต้านคอร์รัปชันเกิดผลสําเร็จนั้น ก็มีปัญหาอย่างยิ่ง ในประเด็นนี้จะมีท่านกรรมาธิการมาเรียนเสริมให้เห็นถึงพลังของพลเมือง ที่จะเกิดขึ้นเพื่อเสริมหนุนในเรื่องนี้นะครับ ถ้ามองภาพก็คือในระดับส่วนกลางกลไกที่ท่านคํานูญ ได้อธิบายนั้นจะเป็นเหมือนกับระดับในส่วนกลางที่ทําเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูป ในระดับนโยบาย กฎหมาย แผนงานต่าง ๆ ส่วนระดับแนบราบคือระดับของภาคพลเมือง กลไกของสมัชชาพลเมืองจะเป็นกลไกที่เสริมหนุนกับกลไกส่วนกลางที่ทําให้การปฏิรูป ทั้งส่วนกลางและในระดับพื้นที่ทุกจังหวัดเกิดขึ้นควบคู่กันไปได้
ในประการที่ ๓ ที่อยากเรียนให้ท่านประธานและท่านสมาชิกได้เกิด ความมั่นใจครับว่าการปฏิรูปในภาค ๔ นั้นจะมีหลักประกันอย่างไรว่าจะเกิดผลสําเร็จ และเกิดความก้าวหน้า จะมี ๒ ส่วนครับที่อยากเรียนอธิบายเสริมในประการตรงนี้
ในส่วนที่ ๑ จะเป็นกลไกที่เสริมหนุนกันระหว่างสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปแห่งชาติที่ท่านคํานูณ ได้พูดถึงในมาตรา ๒๗๙ ที่จะทํางานหนุนเสริมกับรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในระยะอันใกล้นี้ นี้คือส่วนที่ ๑ ที่จะเป็นหลักประกันเพื่อความก้าวหน้าของการปฏิรูป
ในส่วนที่ ๒ เกิดจากการที่ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพยายามที่จะ ออกแบบเชื่อมโยงกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญที่ได้มีการทําภาพกราฟฟิค (Graphic) หรือคําอธิบายที่ให้เห็นว่าทั้ง ๔ ภาคนั้นมีการเสริมหนุนกันอย่างไร ท่านประธาน และท่านสมาชิกคงนึกถึงคําอธิบายของท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับว่า ตั้งแต่หมวดสิทธิมนุษยชน สิทธิพลเมือง หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และภาค ๔ ก็คือภาคปฏิรูปและปรองดองนั้นมีความเชื่อมโยงเสริมหนุนต่อกัน โดยเฉพาะในภาค ๔ นั้น การปฏิรูปทั้ง ๑๕ ด้าน ยังมีมาตรา ๑๐๒ ที่คอยกํากับเอาไว้ว่าองค์กรของรัฐหน่วยงานใด ที่ถูกระบุให้มีภารกิจหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมถึงภาค ๔ นั้น ถ้าไม่ทํา ดําเนินการหรือล่าช้าเกินกว่าสมควรนั้น ก็มีความรับผิดชอบพอสมควร
ส่วนที่อยากเรียนเสริมกับที่ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อธิบายไว้ คือภารกิจที่อยู่ในงานของ สปช. ในมาตรา ๒๗๙ วรรค ๔ (๒) ถ้าท่านเปิด รัฐธรรมนูญจะอยู่ในหน้า ๑๐๗ ในนั้นมีถ้อยคําที่เขียนว่า แผนและขั้นตอนการออกกฎหมาย และการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการชุดต่าง ๆ พยายามทําสิ่งนี้ออกมาในระยะเวลาอันใกล้ ใน ๓ ส่วนที่ผมได้กราบเรียน ในส่วนของรัฐธรรมนูญตั้งแต่หมวดสิทธิ หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ภาค ๔ ของปฏิรูป และแผนและขั้นตอนการออกกฎหมายและแผนปฏิบัติเพื่อการปฏิรูปของ สปช. ทั้งหมดนี้ จะเป็น ๔ ส่วนที่บูรณาการกัน เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะก่อให้เกิดความก้าวหน้า และความสําเร็จที่เราคาดหวังเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูป
ในประการที่ ๔ มีหลายท่านมีคําถามเกี่ยวกับว่าทําไมต้องกําหนดกรอบเวลา ปฏิรูปเบื้องต้นไว้ ๕ ปี และหลัง ๕ ปีเรื่องที่ไม่เสร็จจะดําเนินการต่ออย่างไร เกี่ยวกับประเด็นนี้ ขออนุญาตกราบเรียนใน ๒ ส่วนนะครับ
ในส่วนแรกการที่มีการกําหนดไว้ ๕ ปีในเบื้องต้น และอาจจะมีการต่ออายุอีก ไม่เกิน ๕ ปี โดยผลการทําประชามตินั้น ก็เพื่อที่จะได้มีกรอบเวลาเร่งรัดการทํางานที่ชัดเจน ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อที่จะขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรม ที่มีการสะสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน นี่เป็นเหตุผลในส่วนของการกําหนดเวลาไว้ ๕ ปีนะครับ
ในประการที่ ๒ หลัง ๕ ปีจะดําเนินการอย่างไรต่อ การปฏิรูปจะหยุดชะงักหรือไม่ จะเสียของหรือไม่ ในประการนี้อยากเรียนให้ทราบนะครับว่า การดําเนินการต่อ โดยประชามติของเสียงประชาชน ถ้าเห็นว่ามีความจําเป็นที่จะต้องทําต่อ อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะต่อจาก ๕ ปี ไปอีกไม่เกิน ๕ ปี ในส่วนที่ ๒ เราคาดหวังอย่างยิ่งว่าสิ่งที่เขียนไว้ใน ๑๕ หัวข้อปฏิรูป เนื้อหาต่าง ๆ เหล่านี้จากผลการดําเนินการในช่วง ๕ ปีแรก จะทําให้ การปฏิรูปในด้านต่าง ๆ เกิดมรรคผล สามารถที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปในแต่ละด้าน ของตัวเองต่อไปได้ มีการออกกฎหมายเฉพาะเรื่อง มีการจัดทํากลไกเฉพาะของการปฏิรูป เรื่องราวเหล่านั้นเพื่อให้เกิดการดําเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะสิ้นสุดภายในช่วง ๕ ปีแรกก็ตาม
ในประการสุดท้ายที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก เนื้อหาสําคัญโดยรวมของบทบัญญัติในภาคปฏิรูปนั้นมีเนื้อหาโดยรวมอย่างไร มีที่มาอย่างไร และมุ่งสู่เป้าหมายใด ในประเด็นของเนื้อหานะครับ ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พยายามที่จะบัญญัติสิ่งที่เราเรียกกันว่าจุดคานงัด สิ่งที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลง ในเชิงระบบและโครงสร้างในแต่ละหัวข้อปฏิรูป ๑๕ หัวข้อปฏิรูปท่านอาจจะลองมองเป็นภาพ เป็นกลุ่มของสิ่งที่เขียนไว้ อาจจะออกมาเป็นสัก ๔ ส่วนสําคัญนะครับ คือการปรับปรุง กฎหมายที่มีอยู่หรือการตรากฎหมายใหม่เพื่อการปฏิรูป ท่านจะเห็นตัวอย่าง เช่น กฎหมาย ว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมทางเลือก การจัดทําประมวลกฎหมายการศึกษา เป็นต้น
ในส่วนที่ ๒ จะเป็นลักษณะสิ่งที่เรียกว่าการจัดตั้งกลไก คณะกรรมการ องค์กรเพื่อการปฏิรูป จะมีตัวอย่าง เช่น คณะกรรมการกระจายอํานาจแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปการเงิน ภาษี เป็นต้น
ในส่วนที่ ๓ จะเป็นกลุ่มของสิ่งที่เขียนลงไปเป็นลักษณะของระบบการจัดการ การจัดสรรงบประมาณ ตัวอย่างเช่น การจัดสรรค่าใช้จ่ายรายหัวแก่ผู้เรียนอย่างเพียงพอ ตามความจําเป็นและความเหมาะสม การจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์แห่งชาติ เพื่อให้ยุทธศาสตร์แห่งชาติที่จะมีการกําหนดขึ้นดําเนินการไปได้
ส่วนที่ ๔ จะเป็นลักษณะของกลุ่มเครื่องมือระบบการบริหารจัดการ จะมีตัวอย่างเช่น การปฏิรูประบบภาษี ระบบบํานาญแห่งชาติ การจัดตั้งกองทุน ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ซึ่งก่อนหน้านี้มีท่านสมาชิก สปช. ได้ถามถึงเกี่ยวกับ การช่วยเหลือทางคดีตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้นะครับ ตัวอย่างในเรื่องของธนาคารที่ดิน ธนาคารแรงงาน ๔ ตัวอย่าง ๔ กลุ่มเหล่านี้มีปรากฏอยู่ใน ๑๕ หัวข้อปฏิรูปในมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๖ นะครับ ที่มาของสิ่งที่กําหนดไว้เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากข้อเสนอที่ทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูป ๑๘ คณะของทาง สปช. ได้เสนอมานะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านเทียบดูอาจจะมีถ้อยคํา มีเนื้อหาที่ถูกปรับเปลี่ยนให้กระชับ ให้เกิดความเหมาะสมบ้าง แต่ว่าโดยแนวคิดโดยส่วนใหญ่นั้นมีที่มาจากสิ่งที่ทาง สปช. เสนอมาและบางส่วน ทางคณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมเนื้อหาขึ้นไปด้วยเจตนารมณ์เพื่อหวังที่จะให้เกิด ความสมบูรณ์ เกิดความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นเพื่อให้การปฏิรูปในทั้ง ๑๕ หัวข้อ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นท่านอาจจะเห็นบางส่วนที่ทาง สปช. มิได้เสนอมา แต่เป็นการเติมให้เกิดความสมบูรณ์จากทางคณะกรรมาธิการนะครับ
ผลลัพธ์สุดท้ายของความคาดหวังทั้ง ๑๕ หัวข้อ ที่ถูกแยกแยะออกไปนั้น จะมุ่งสู่เป้าหมายร่วมครับ คือเป้าหมายเพื่อการลดความเหลื่อมล้ําสร้างความเป็นธรรม ทางสังคม ตัวอย่างของประเด็นเหล่านั้นก็จะมีเอกสารแจกอยู่ในแฟ้มที่ได้นําเสนอเมื่อวันที่ ๒๐ แจกออกไป ลักษณะก็จะเป็นแผ่นที่เป็นแผ่นที่ ๙ ที่เป็นโดยสรุป ทั้งหมดนี้ทั้ง ๑๕ หัวข้อ ตอบโจทย์กับเจตนารมณ์ในรัฐธรรมนูญในเรื่องของการหนุนสังคมที่เป็นธรรมนําชาติสู่สันติสุข ซึ่งเป็น ๒ ส่วนที่เกื้อหนุนกันดังที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ในประเด็นแรกครับ ขอบพระคุณครับ