สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

คํานูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองในรัฐธรรมนูญ โดยอธิบายถึงบทบัญญัติสำคัญและความสำคัญของการปฏิรูป เพื่อหยุดยั้งความขัดแย้งและวิกฤติของชาติ และยืนยันว่า องค์กรที่จะถูกจัดตั้งขึ้นไม่ใช่การสืบทอดอํานาจ แต่เป็นความพยายามที่จะสืบสานภารกิจในการหยุดยั้งความขัดแย้งและวิกฤติของชาติ

นายคํานูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองเป็นบทบัญญัติที่สําคัญที่สุด บทหนึ่งในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นบทบัญญัติที่แตกต่างออกไปจากรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ที่เคยมีมา แล้วก็อาจจะแตกต่างจากรัฐธรรมนูญของต่างประเทศด้วย บทบัญญัตินี้ จะมีอยู่ทั้งสิ้น ๒๒ มาตรา ตั้งแต่มาตรา ๒๗๗ จนถึงมาตรา ๒๗๙ เป็นบททั่วไป ๒ มาตรา เป็นหมวด ๒ การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม ๑๗ มาตรา และหมวด ๓ การสร้างความปรองดอง ๒ มาตรา สาเหตุสําคัญก็เพราะว่าอันนี้เป็นหนึ่งใน กลไกที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา ๓๕ (๑๐) ได้วางกรอบไว้ว่าจําเป็นที่จะต้องมีกลไก ที่มีประสิทธิภาพที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป แต่นอกจาก จะเป็นบทบังคับ ๑ ในบัญญัติ ๑๐ ประการของรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้วก็ยังเป็นเป้าหมาย ในหัวใจของ ๓๖ ดวงของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกคนที่ต้องการให้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการเริ่มต้น ยุติวิกฤติที่ยาวนานมาเกือบ ๑๐ ปี

ภาค ๔ นี้ก็เหมือนการเหลียวมองอดีตและแลไปในอนาคตข้างหน้า การเหลียวมองอดีตก็คือการนําชาติสู่สันติสุข การมองไปในอนาคตข้างหน้าก็คือการหนุนสังคม ที่เป็นธรรม ซึ่งเรามองว่าทั้ง ๒ ประการนี้จะต้องกระทําควบคู่กันไปเพื่อเป็นการพยายาม ที่จะยุติวิกฤติที่ดําเนินมาและเรามีความเห็นว่าถ้าจะเขียนร่างรัฐธรรมนูญแต่เพียงว่า จะต้องมีการปฏิรูปไปในทิศทางใด จะต้องมีการปรองดองไปในทิศทางใดแต่เพียงอย่างเดียว ก็จะเป็นเพียงแค่วรรณกรรมงดงามอีกเล่มหนึ่ง แล้วก็เป็นเล่มโตที่วางไว้บนหิ้งเคียงข้างงานของ คณะกรรมการอิสระชุดต่าง ๆ ที่มีชื่อเกี่ยวกับการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ในอดีตหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ล้วนมีข้อเสนอดี ๆ แต่ไม่เคยนําไปสู่การปฏิบัติได้ เพราะฉะนั้น ส่วนสําคัญที่สุดก็คือเราได้เขียนกลไกที่จะทําให้เกิดการปฏิบัติจริงตามมาตรา ๓๕ (๑๐) ให้อยู่ในภาค ๔ นี้ ท่านประธานครับความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดวิกฤตินั้นต่อเนื่องมาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ทําให้ประเทศชาติเสียหายมหาศาลเหลือคณานับ กระผมลองทดลองนับดูนะครับ หากจะนับตั้งแต่มีการชุมนุมสาธารณะที่ปิดถนนกลางกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ จนถึงการรัฐประหาร วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น รวมระยะเวลาชีวิตของประเทศทั้งสิ้น ๘ ปี หรือ ๘ ปีเศษนะครับ ประเทศไทยมีการชุมนุม สาธารณะในลักษณะปักหลักพักค้างปิดถนนกลางกรุงของทุกฝ่ายรวมกันแล้ว ๗๐๑ วัน อันนี้นับรวมเฉพาะในกรุงเทพมหานคร นับรวมเฉพาะที่มีการปิดถนน ปิดที่สาธารณะนะครับ คิดคํานวณกลม ๆ แล้วก็เป็นระยะเวลาเกือบ ๒ ปี ถือเป็นระยะเวลาเกือบ ๑ ใน ๔ ของ ๘ ปีครับ ท่านประธาน จากสถิติมีคนตายจากทุกเหตุการณ์รวมทุกฝ่ายประมาณ ๑๓๑ คน ที่ประมาณนี้ ก็คืออาจจะมีผู้บาดเจ็บแล้วเสียชีวิตในภายหลังนะครับ มีผู้บาดเจ็บทุกฝ่ายที่จดบันทึกไว้ ทุกเหตุการณ์รวมแล้ว ๓,๓๘๘ คน ค่าเสียหายจากเหตุการณ์ชุมนุมโดยตรงอาทิ งบประมาณ ด้านความมั่นคง ความเสียหายจากการชุมนุมในด้านสถานที่ ทรัพย์สิน ชีวิต รวมถึงค่าชดเชย ที่ตั้งงบประมาณจ่ายไปแล้วจากภาครัฐรวมทั้งค่าจัดการเลือกตั้งที่ไม่ประสบความสําเร็จ ๒ ครั้ง ประเมินรวมโดยสังเขป ๖๑,๐๓๕ ล้านบาทครับ ความเสียหายทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เป็นผลกระทบตามมาไม่เคยมีหน่วยงานใดรวบรวมและประเมินไว้อย่างเป็นทางการ แต่จากที่ผมได้ลองทดลองรวบรวมจากข่าวสารต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมแล้วไม่น่าจะต่ํากว่า ๕ แสนล้านบาท อันนี้ยังไม่นับความเสียหายที่ประเมินเป็นตัวเงิน ไม่ได้อีกนะครับ ทั้งความเสียหายทางเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายทางสังคม ทางชีวิตจิตใจของผู้คนที่ต้องมีความขัดแย้งแตกแยกกัน แม้กระทั่งในครอบครัวเดียวกัน และถ้าความขัดแย้งนี้ยังไม่ยุติจะมีความเสียหายตามมาอีกมหาศาลแค่ไหน ประเทศไทย จะกลายเป็นรัฐล้มเหลวในอนาคตหรือไม่ ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในภาคอื่น ๆ รวมทั้งภาคนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างระเบิดเวลาของความขัดแย้งขึ้นมาใหม่แต่ประการใด ระเบิดเวลาแห่งความขัดแย้งนั้นมีอยู่แล้ว และยังคงมีอยู่ นับเฉพาะยอดของภูเขาน้ําแข็งนั้น อาจกินเวลาเพียงเกือบสิบปีเท่านั้น ถ้านับตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ แต่หากนับรวมถึงฐานของ ภูเขาน้ําแข็งที่อยู่ใต้น้ําอาจต้องย้อนไปไกลได้หลายสิบปี นับตั้งแต่เราเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจ ตั้งแต่หลังปีกึ่งพุทธกาล ระเบิดเวลาลูกนี้เพียงแต่ถูกหยุดเวลาไว้เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เท่านั้น คําถามของเราก็คือว่าเราจะทําอย่างไรที่จะไม่ให้เมื่อมีประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และมีการเลือกตั้งครั้งใหม่แล้วจะไม่เป็นการไปกดนาฬิกาของระเบิดเวลานั้นให้เดินหน้าต่อไป นี่คือความจําเป็นที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าจําเป็นที่จะต้องมีภาคที่ ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง นี่คือความจําเป็นที่จะต้องมีองค์กรที่เรียกว่า สภาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานครับ เรายืนยันว่า ทุกองค์กรไม่ใช่การสืบทอดอํานาจ เรายืนยันว่าทุกองค์กรเป็นความพยายามที่จะสืบสานภารกิจ เพื่อหยุดยั้งความขัดแย้งและวิกฤติของชาติ เป็นการสืบสานภารกิจในลักษณะของการทําลายล้าง ระเบิดเวลา ไม่ใช่กดนาฬิกาให้ระเบิดเวลาเดินต่อไปหลังประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ นี่คือหลักการครับ แต่ในส่วนรายละเอียดรูปแบบขององค์กร องค์ประกอบขององค์กร รวมทั้งอํานาจหน้าที่ขององค์กรที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็ได้อภิปรายกันมาพอสมควร และที่สังคมตั้งข้อสังเกตกันไว้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยินดีรับฟังครับ

ท่านประธานครับ อาจจะมีคําถามว่าทําไมเราไม่เพียงแต่เขียนแนวทางการปฏิรูป และการสร้างความปรองดองไว้เฉย ๆ แล้วก็ส่งมอบให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงของประชาชนเป็นครั้งแรกหลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้นําไปดําเนินการ ก็เพราะเราเห็นว่าไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ครับ ไม่ใช่รัฐบาลใหม่ไม่อยากทําครับ แต่เรื่องของ การปฏิรูปที่ต้องใช้ความกล้าหาญและต้องมีผู้เสียประโยชน์ มีผู้ได้ประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่ ทําได้ยากในระบบการเมืองที่ต้องขึ้นอยู่กับคะแนนนิยมทางการเมืองจากการเลือกตั้ง แล้วก็อาจจะมีคําถามว่าทําไมไม่ดําเนินการปฏิรูปประเทศและสร้างความปรองดอง ให้สําเร็จเสียก่อนประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ คําตอบก็คือว่า ภารกิจของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามตารางเวลาที่กําหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ เท่านั้น และตามภารกิจที่เราได้รับมอบหมายมา ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ นั้น เราเห็นว่าการปฏิรูปไม่อาจสําเร็จเสร็จสิ้น ได้ก่อนประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งที่จะตามมาภายหลังนะครับ รวมทั้ง การปรองดองด้วย อาจจะมีคําถามตามมาอีกว่าถ้าเราบัญญัติกลไกพิเศษที่นอกเหนือไปจาก ระบบบริหารราชการแผ่นดินตามปกติไว้ในภาค ๔ นี้จะไม่เป็นการสร้างความขัดแย้ง ให้เกิดขึ้นระหว่างกลไกบริหารราชการแผ่นดินตามปกติของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งหน้า กับกลไกที่เราบัญญัติขึ้นในภาค ๔ นี้หรือ คําตอบก็คือว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น หากทุกฝ่าย เห็นความจําเป็นของการเปลี่ยนแปลงประเทศ และอํานาจหน้าที่ของกลไกพิเศษนี้ก็จํากัดอยู่เพียง ๒๒ มาตรา ในภาค ๔ ซึ่งจะมีอายุอยู่เพียง ๕ ปี ยกเว้นมีการทําประชามติต่อออกไปอีก ก็ไม่เกิน ๕ ปี และถ้ามีความขัดแย้งกันก็คือว่าสิ่งที่กลไกในภาค ๔ นี้เสนอไปยังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่บริหารประเทศอยู่เกิดมีความเห็นแตกต่างกัน และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยืนยันด้วยคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดก็จะนําประเด็นนั้นไปสู่การตัดสินใจของประชาชน ทั้งประเทศโดยการลงประชามติ ท่านประธานครับ บทบัญญัติในภาค ๔ การปฏิรูปประเทศนั้น เราได้บัญญัติให้มีกลไกอยู่ในมาตรา ๒๗๙ มาตรา ๒๘๐ อาจจะมีคําถาม มีความเห็น ที่แตกต่างกันถึงเรื่ององค์ประกอบของสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ คณะกรรมาธิการ ยินดีรับฟังครับ และขอยืนยันด้วยสัตย์ ด้วยความบริสุทธิ์ว่าองค์ประกอบที่ได้นําเสนอมา ในร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๔ นี้ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะเป็นการสืบทอดอํานาจให้กับ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่ประการใด แต่เพราะเล็งเห็นว่า หากบัญญัติเนื้อหาการปฏิรูปประเทศที่มาจากมันสมองของท่านทั้งหลายที่เป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ ณ ที่นี้ ซึ่งเดี๋ยวก็จะได้อภิปรายกันนับร้อยคน เกี่ยวกับบทบัญญัติในทั้ง ๒๒ มาตรา ไปให้กับกลุ่มคน ที่เข้ามาเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดก็อาจจะมีปัญหาในการสานต่อ เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองครับว่า ทุกท่านทุกคนแม้จะมีความสามารถเท่ากัน ทุกท่านก็อยากจะเริ่มต้นงานที่เป็นงานของตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะพยายามบัญญัติไว้ว่าให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ มาจากสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ ๖๐ คนนั้นก็เป็นเพียงเจตนาที่ต้องการที่จะให้ส่วนหนึ่ง ของท่านนั้นเข้าไปสืบสานงานที่ท่านริเริ่มเอาไว้ แต่ถ้าท่านเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทํา กระผมและคณะกรรมาธิการทุกท่านพร้อมที่จะน้อมรับฟังแล้วก็บันทึกไว้ อย่างละเอียดเพื่อเราจะได้นําไปทบทวนในช่วง ๖๐ วันต่อมา ขอยืนยันอีกครั้งนะครับว่า หลักการของเราก็คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ใช่เป็นเพียงเมื่อประกาศใช้แล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่แล้วจะปล่อยให้บ้านเมืองกลับไปสู่สถานการณ์ก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ แต่จะเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องมีกลไกในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เวทีเริ่มต้นในการที่จะสร้างความปรองดองอย่างเป็นจริงเป็นจัง อย่างที่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รองรับไว้ดําเนินการควบคู่กันไปด้วย แต่องค์ประกอบทั้งของบุคคล ทั้งของอํานาจหน้าที่ ทั้งของถ้อยคํา ถ้อยความต่าง ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญ ๒๒ มาตรานี้ หากมีที่ใดที่ท่านสมาชิก คิดเห็นจะเสนอเป็นอย่างอื่นเพื่อการปรับปรุงแก้ไขประการใดก็ตามคณะกรรมาธิการยินดีรับฟัง เป็นอย่างยิ่งครับ จากนี้ไปก็จะมีกรรมาธิการขึ้นมาอรรถาธิบายภาพรวมต่อไปแล้วก็ในการ ปฏิรูปแต่ละด้านรวมทั้งความปรองดองที่จะอภิปรายต่อเนื่องกันไปนั้นหากมีข้อสงสัย ประการใดกรรมาธิการหลายท่านก็พร้อมที่จะชี้แจง กราบขอบพระคุณครับ