สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้หารือเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรและการรวมองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินมารวมกัน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดการเลือกตั้งและเรียกร้องให้ไม่ให้รัฐมนตรีสั่งให้ปลัดกระทรวงสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง และหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะเรื่องการยื่นหลักฐานการเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคลใน 3 ปีที่ผ่านมา โดยอธิบายว่าเจตนาของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่รักทุกท่าน กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตใช้เวลาไม่เกิน ๖-๗ นาทีนะครับ เพื่อเรียนถึงข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ กกต. ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่นํา ๒ องค์กร คือองค์กร สิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินมารวมกัน ซึ่งท่านที่อภิปรายที่ไม่เห็นด้วยกับ การรวมองค์กรทั้ง ๒ องค์กรนั้นมีท่านขจัดภัย ท่านอาจารย์สังศิตและท่านอาจารย์ประสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านขจัดภัยได้ให้เหตุผลที่ดีมากเลย หลายประการ ซึ่งเราก็จะรับไป ประกอบการพิจารณาในช่วงหลังจากที่ได้รับข้อคิดเห็นของท่านเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วก็มีหลายประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจและน่าจะนํามาพิจารณา อย่างไรก็ดีก็ขออนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นข้อคิดของเราที่ได้เห็นว่าควรจะนํามารวมกันเป็น องค์กรเดียวซึ่งยังไม่ได้เรียนชี้แจงให้ท่านสมาชิกทราบ เพราะในทางปฏิบัตินั้นจะแบ่งแยก ขอบเขตอํานาจหน้าที่ขององค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินและองค์กรสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ แบ่งแยกได้ค่อนข้างยากมากนะครับ เพราะองค์กรทั้งสองมีความซ้ําซ้อนกันอยู่ กล่าวคือผู้ตรวจการแผ่นดินและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างก็มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนเหมือนกัน มีรูปแบบขององค์กรที่เป็นอิสระและมีความเป็นกลาง เช่นเดียวกัน เพราะหลักการพื้นฐานขององค์กรผู้ตรวจการแผ่นดินและองค์กรสิทธิมนุษยชนนั้น แทบจะกล่าวได้ว่าเป็นหลักการเดียวกัน แม้ว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนจะมุ่งให้ความคุ้มครอง เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่สหประชาชาติได้ให้การรับรองไว้ในปารีส พรินซิเพิลส์ (Paris principles) เท่านั้น แต่ก็มักจะพบอยู่เสมอว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็เกิดจาก การกระทําของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นตํารวจเป็นต้นนะครับ ซึ่งกรณีนี้ก็อยู่ในเขตอํานาจของ ผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะตรวจสอบเช่นกัน ประกอบกับเรื่องร้องเรียนที่ส่งมาให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบสวนในระยะหลัง ๆ นี้จากข้อมูลสถิติที่เราได้ทําการศึกษาก็เป็นเรื่องการละเมิด สิทธิมนุษยชนเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นใน ๕๑ ประเทศปัจจุบันนี้ ทั้งสวีเดน ฟินแลนด์และประเทศในยุโรป และยุโรปตะวันออกอีก ๔๙ ประเทศได้ใช้เป็นองค์กรเดียวกันในการปฏิบัติหน้าที่นี้นะครับ ทั้งการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ การคุ้มครองและเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย ในกรณีของบ้านเรานั้นก็มีความสับสนในส่วนของประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิหรือว่าถูกกระทําจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐในการที่จะไปแจ้งต่อองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่เราคิดจะให้ ทั้ง ๒ องค์กรรวมเป็นองค์กรเดียวกันนั้นก็จะลดความสับสนในส่วนที่เกี่ยวกับภาคประชาชน ซึ่งเราคิดว่าจะทําให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นในการรวมกันนั้น ก็จะดําเนินการยกระดับในส่วนของพระราชบัญญัติ ซึ่งพระราชบัญญัติการจัดตั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเดิมนั้นเป็นพระราชบัญญัติธรรมดา ก็จะดําเนินการให้เป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งการยกระดับขึ้นมาเป็นพระราชบัญญัติ ที่ระดับรองลงมาจากรัฐธรรมนูญ และจะคงอํานาจของทั้ง ๒ องค์กรไว้เช่นเดิมนะครับ ไม่น้อยกว่าเดิม จึงเรียนเพิ่มเติมเป็นข้อมูล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็จะนําข้อมูลที่ทั้ง ๓ ท่าน ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นมาพิจารณาประกอบอีกครั้งหนึ่งและเมื่อท่านได้ขอแก้ไขมานะครับ

ในประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของการจัดการเลือกตั้ง มี ๔ ท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องนี้โดยเฉพาะนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านสุพร ท่านอาจารย์ดอกเตอร์จุไรรัตน์ จากเชียงใหม่ ท่านวีระศักดิ์และท่าน พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษา กกต. อยู่ ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อมูลที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มากถึงการจัดการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ และถึงข้อดี ข้อเสียของการที่จะแยกหน้าที่การจัดการเลือกตั้งมาให้ กจต. หรือคณะกรรมการดําเนินการจัดการการเลือกตั้งที่จะจัดตั้งขึ้น ผมเพียงแต่จะเรียนว่า ที่เป็นห่วงในเรื่องของระบบอุปถัมภ์ เรื่องของอํานาจรัฐนั้นก็อาจจะลดหรือเพลาลงไปได้ เพราะว่าปลัดกระทรวงทั้งหลาย รวมทั้ง ผบ.ตร. ที่จะส่งข้าราชการระดับสูงมาเป็น กจต. ระดับประเทศ ๗ คน ก่อนจะถึงการเลือกตั้งก็ไม่มีเชื้อมาจากการแต่งตั้งของ พรรคการเมืองใดแล้วนะครับ แล้วถ้าดูโครงสร้างของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับท่านก็จะเห็นว่า เราได้มีคณะกรรมการแต่งตั้งปลัดกระทรวงด้วยระบบคุณธรรมขึ้นมา ๗ คน ซึ่งจะโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดําเนินการแต่งตั้ง ดําเนินการคัดเลือกปลัดกระทรวง เพราะฉะนั้นการโยงใยของ ปลัดกระทรวง หลายคนยังอภิปรายในห้องนี้นะครับ แล้วรัฐมนตรีจะสั่งได้อย่างไรนะครับ ก็แสดงว่ารัฐมนตรีจะสั่งไม่ได้อีกแล้วว่าจะให้ไปสนับสนุนพรรคไหน เพราะท่านพูดกันเอง ผมได้ยินเลยหลายท่านพูดมาก พอเราจะจัดตั้งคนมาจัดตั้งปลัดกระทรวง ท่านก็บอกว่า รัฐมนตรีจะสั่งไม่ได้ นั่นละครับเราไม่ต้องการให้รัฐมนตรีไปสั่งให้ปลัดกระทรวง ส่งคนที่มาช่วยเขาจัดการเลือกตั้งให้พรรคของเขาได้คะแนนเสียง เพราะฉะนั้นเวลาเราเอา ใช้เหตุใช้ผลไป ๆ มา ๆ นี่มันจะวนกลับไปที่เดิมแล้วครับว่า เราพูดอย่างก็จะผิดอย่างนะครับ ทั้งหมดนี้ก็เพียงแต่กราบเรียนว่าในเรื่องของการจัดการเลือกตั้ง เหตุผลของท่านดีมากนะครับ ที่เป็นเหตุผลในเรื่องของรายละเอียดต่าง ๆ นั้น ซึ่งผมก็จะนําไปพิจารณาเพิ่มเติมนะครับ ท่านไพบูลย์เมื่อกี้ก็ได้หารือกันแล้วว่าทั้ง ๒ กรณีนี้มีผู้ที่อภิปรายอย่างมีเหตุมีผล

ประเด็นสุดท้ายจริง ๆ นะครับ ผมเห็นท่านอาจารย์เสรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่ทราบว่าท่านยังอยู่หรือเปล่า โดยท่านกล่าวหากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้ต่าง ตรงนี้ก็จะเสียหายเพราะตอนนั้นเป็นช่วงการถ่ายทอดสดด้วย ท่านได้กล่าวหาว่ากรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนาไม่บรรจุคุณสมบัติข้อหนึ่งของการเป็นผู้มีสิทธิสมัครหรือเสนอตัว เป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต่างจากคุณสมบัติของการสมัครเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการเป็นคณะรัฐมนตรีนะครับ ซึ่งท่านได้พูดถูกต้องเลย เพียงแต่ผมขออนุญาตแก้ข้อกล่าวหาท่านสักนิดหนึ่ง เราได้เพิ่มคุณสมบัติ ๑ ข้อเข้าไปนะครับ คือคุณสมบัติของการที่ท่านจะต้องเป็นผู้ที่เคยยื่นแสดงหลักฐานการเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคล ประจําปีในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมา หากไม่มีหลักฐานเพราะว่าไม่จําเป็นต้องยื่นก็ต้องแสดงเหตุผล เพราะในปัจจุบันนี้เรายังไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องยื่น ถ้าท่านมีเงินรายได้ไม่ถึงหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือท่านทํางานอยู่ต่างประเทศเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนวันต่าง ๆ ไม่มีรายได้ในประเทศ ท่านก็ไม่ต้องยื่นนะครับ แต่ท่านก็ต้องแสดงหลักฐานว่าใน ๓ ปีที่ผ่านมานั้น ท่านยื่นหรือท่านไม่ยื่น เพราะเหตุใด เพื่อเป็นการแสดงความเป็นบุคคลที่รับผิดชอบ อันนั้นเจตนาจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินครับ เพราะหลักฐานการยื่นทรัพย์สินนั้น การยื่นภาษี ไม่ได้บอกอะไรมากมายนักเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ท่านมีนะครับ เป็นการแสดงออกถึง ความรับผิดชอบ ในเมื่อเราคิดในประเด็นนี้แต่เดิมเราบรรจุไว้ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมจะเป็นประธานอนุกรรมาธิการในเรื่องนี้ แล้วก็ต่อมามีผู้เสนอให้ นําเข้าไปใส่ไว้ในคุณสมบัติของ ส.ส. และรัฐมนตรี แล้วตอนแรกเราก็ไม่ได้มีการเลือกตั้ง ส.ว. ด้วย สุดท้ายเมื่อเราบรรจุไว้ใน ๒ แห่งนั้นเราก็เลยไม่ได้บรรจุไว้ใน ส.ว. ผมก็ต้องขอขอบพระคุณนะครับ เราก็จะนํามาบรรจุไว้ในคุณสมบัติของการมีสิทธิเสนอตัวหรือสมัครเข้าเป็นสมาชิกวุฒิสภา เช่นเดียวกับ ส.ส. ในกรณีของการยื่นหลักฐานทางภาษีใน ๓ ปีที่ผ่านมา ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานนิดหนึ่งครับ ท่านประชา เตรัตน์ ท่านส่งโน้ตมาให้ผมว่ามีผู้พาดพิงถึงท่าน ท่านอยากจะขอใช้เวลาสัก ๒ นาทีเพื่อชี้แจงต่อครับ ขอบพระคุณครับ