สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

ทัศนา บุญทอง เสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ต้องการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย โดยเน้นย้ำถึงหลักการประชาธิปไตยและความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ ทัศนา บุญทอง ยังหารือเรื่องการทุจริตในการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการให้ใบเหลือง ใบแดง และการประกาศผลการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ทัศนา บุญทอง ยังหารือเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างอํานาจหน้าที่ของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และการเปลี่ยนแปลงระบบการสั่งคดี เพื่อให้การสอบสวนและทุจริตมีความเป็นอิสระและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปดิฉันขอเรียนเชิญท่าน พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา เชิญค่ะ

พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๓๓ ก็เหมือน ๆ กับ ทุกท่านครับ ผมเคยร่างระเบียบกฎหมายต่าง ๆ ระเบียบแค่ ๔๔ ข้อ ผมใช้เวลา ๑ ปี แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาไม่ถึง สิ่งนี้ที่ผมจะอภิปราย ก็ชมเชยนะครับว่า ร่างได้ดี แต่ว่าสิ่งที่ผมอภิปรายเป็นสิ่งที่เจอในรัฐธรรมนูญ แม้จะเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญนี้เมื่อมันออกไปแล้วมันจะต้องไปบังคับใช้ทั่วประเทศและมีผล และเป็นหน้าเป็นตา ของประเทศด้วยครับ

อันดับแรก การปฏิรูปหมายถึงการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น เดิมเป็นอย่างไร และสิ่งที่ใหม่ที่เข้ามาเป็นอย่างไร สิ่งแรกเลยครับ กจต. ที่อภิปรายไว้ หลาย ๆ ท่าน หลักนะครับ หลักจริง ๆ แล้วการดําเนินการของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ตามนี่นะครับ วางรากฐานไว้ครับ ยึดหลักประชาธิปไตย ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นการจัดต่าง ๆ การจัดไม่ว่าการจะจัด กกต. เขต กรรมการประจําหน่วย หรืออะไรต่าง ๆ ก็คือเราจะให้ ประชาชนเป็นหลัก รัฐธรรมนูญชุดนี้ที่กําลังร่างบอกว่า พลเมืองเป็นใหญ่ กําลังจะสร้างพลเมืองต่าง ๆ กกต. สร้างแล้วครับ สร้างมาก่อนหน้านั้นครับ ก็คือคนที่มาเป็นกรรมการประจําหน่วย แล้วก็ให้ความร่วมมือเราจัดการอบรมศึกษาเครื่องมือที่เราใช้มาตลอดก็คือ การให้การศึกษาอบรม เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์ให้เห็น เราก็เลยเข้าใจว่า กกต. ไม่ได้ทําอะไรเลย แล้วไม่ได้ทําอย่างโน้นอย่างนี้ จริง ๆ พลเมืองที่ท่านกําลังเขียนเราสร้าง สร้างมาจนกระทั่งว่า เราจะมีการจัดการเลือกตั้งเป็นเจ้าหน้าที่กรรมการประจําหน่วย ซึ่งเป็นมืออาชีพ เป็นประชาชน เพื่อนผมโทรมาบอกเลยครับ บอกว่าทําไมมาใช้คนงานของโรงงานเขา ซึ่งจริง ๆ เขาอยู่ในโรงงานไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรมาเป็นกรรมการประจําหน่วย นั่นละครับ ชี้ให้เห็นเลยครับว่าสิ่งที่เรากําลังทํา กําลังเขียนรัฐธรรมนูญคือพลเมืองเป็นใหญ่ เราสร้างพลเมืองให้มีส่วนร่วมในกระบวนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและไม่ใช่ เพิ่งสร้างปีที่แล้ว สร้างมาตลอด จนกระทั่งปัจจุบันนี้ข้าราชการที่มามีส่วนร่วมจริง ๆ ก็เป็นเพียงบางส่วน แล้วแต่ในสถานภาพในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น กกต. เขตที่จะจัดบางพื้นที่ ก็ยังต้องใช้ราชการ อาจจะไม่ใช่กระทรวง ๖-๗ กระทรวงอย่างที่ลงในรัฐธรรมนูญ ครู เป็นประธานกรรมการประจําหน่วย ที่เหลือก็เป็นชาวบ้าน ประชาชนธรรมดา ซึ่งเราฝึก เราให้เขามามีส่วนร่วมทางการเมือง พลเมืองก็คือต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง มีความกระตือรือร้นอะไรต่าง ๆ ที่เขาเข้ามาสู่การเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อ กกต. จัดมาตลอด แล้วก็จัดโดยใช้หลักที่โดยประชาชนและเพื่อประชาชน พอรัฐธรรมนูญชุดนี้เขียนออกมา ที่เขียนใหม่ล่าสุดมี กจต. แพคเกจ (Package) เอาราชการลงมา เสียบลงมาเลย เสียบลงมาปุ๊บ กระบวนการที่เราสร้างพลเมืองเป็นใหญ่กลายเป็นว่าตอนนี้ราชการจะมาจัดการเลือกตั้ง ช่วยกันใหญ่ ผมอยากให้เห็นภาพตรงนี้โดยใช้หลักโอเปอเรเตอร์ เรกกูเลเตอร์ ถ้าผมจะพูดว่า โอเปอเรเตอร์ เรกกูเลเตอร์ที่เห็นได้ชัดเจนท่านอาจจะไม่เห็นอย่างเช่นที่ทําความสะอาดที่นั้น ก็คือจ้างบริษัทเอาท์ซอร์สซิง (Outsourcing) และที่เห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่ใช่อาชีพ ที่น่ารังเกียจ คือกรมการกงสุลซึ่งจะใช้ในการออกพาสปอร์ต (Passport) แต่สภาพต่าง ๆ ที่ผมเห็นคือเขาอยู่ในความควบคุมตรงนั้น สามารถควบคุมได้ แต่ในการจัดการเลือกตั้ง มันกระจายออกไปทั่ว ทั่วประเทศ หน่วยเลือกตั้งมีเท่าไร เขตเลือกตั้งมีเท่าไรแล้วเป็นภาคอีก เพราะฉะนั้นในการที่จัดไปอย่างนี้มันสวนทางกับที่พูดไหมครับว่าจะให้พลเมืองเป็นใหญ่ ผมขอติงนิดเดียวเองครับว่าการจัดแพคเกจราชการไปตกลงเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญอันนี้หรือไม่ ขอให้ทบทวนครับ กกต. จัดทุกวันนี้ให้ความเป็นอิสระ ใช้เป็นองค์กรอิสระ ความเป็นอิสระในการจัดตั้ง มีเหตุ มีอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการที่เข้ามาในหน่วยเลือกตั้ง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เราก็เปลี่ยนระเบียบ เปลี่ยนระบบ ชุดนี้ไม่เอาเพราะว่าค่อนข้างจะเอนเอียง เราก็เปลี่ยนชุดใหม่ ค่อนข้างจะคล่องตัว ทําอะไรคล่องอยู่แล้ว แต่ถ้าจัดแพคเกจลงไปอย่างนี้ ผมถามว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมาก็คงต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นส่วนนี้ก็ขอกราบเรียน ท่านประธานให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วยครับว่า มันขัดต่อหลักการ พลเมืองเป็นใหญ่หรือไม่ ประเด็นสําคัญ กับความเป็นอิสระที่องค์กรอิสระที่มีอยู่แล้ว ผมคงไม่ลงไปรายละเอียดมาก เพราะว่าหลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วในส่วนรายละเอียดว่า กปน. กปน. บางคนผมไปบอกการประปานครหลวงไปจัดการเลือกตั้งได้อย่างไร จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ กรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งก็ทําหน้าที่นับคะแนนด้วย นั่นละครับที่ท่านเห็นในหน่วยเลือกตั้ง ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เลยครับ ไม่ใช่ข้าราชการ บางทีเป็นข้าราชการ กทม. ๑ คน นอกเหนือจากนั้นก็ชาวบ้านนะครับ ชาวบ้านตามบ้านซึ่งเราฝึกเราทําให้เขามามีส่วนร่วม สร้างความเป็นพลเมืองให้กับเขา ให้มีความกระตือรือร้น มีส่วนร่วมทางการเมือง

ส่วนที่บอกว่าทุจริตที่ฟังมาตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในสภามันคนละส่วนกับ กจต. ทุจริตก็คือว่ามีการซื้อเสียงเลือกตั้ง ใช้ระบบอุปถัมภ์ ใช้เงิน ตรงนี้ที่น่าสนใจว่า จะแก้ไขอย่างไร ซึ่งผมก็ได้อภิปรายไปหลายครั้งแล้วก็น่าจะเป็นผลสําเร็จในการสืบสวน สอบสวนคดี ก็คือให้มีอํานาจในการที่จะออกหมายเรียกในการทําสํานวนสอบสวน โดยเฉพาะในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง หรือประกาศให้มีการเลือกตั้ง ก็คือให้มีอํานาจตรวจค้นและจับกุมโดยให้เจ้าพนักงานเข้ามาให้ความร่วมมือ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้มาตรา ๒๓๖ (๔) ให้ กกต. มีอํานาจ มีคําสั่งให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติการทั้งหลายอันจําเป็น กกต. ใช้อย่างนี้มาตลอด ถ้าเห็นว่า ข้าราชการสามารถที่จะมีเวลา หรือเสียสละที่จะมาร่วมในการจัดการเลือกตั้ง หรือมาร่วมการสอบสวนคดีบางท้องที่ เราให้ทนายความด้วยมาร่วมสอบสวนคดี แต่มันต้องผ่าน การกลั่นกรองของเรานิดหนึ่งว่าไม่ไปเอาคดีนั้นไปต่อสู้กับ กกต. เอง สิ่งที่จัดการ เรื่องการทุจริต ผมจะอภิปรายนิดหนึ่งเรื่องอํานาจของ กกต. ในการให้ใบเหลือง ใบแดง ที่เราบอกนี่นะครับ เดิม กกต. มีอํานาจให้ใบแดง หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียก ใบแดง แต่จริง ๆ กฎหมายเรียกว่า เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพิกถอนสิทธิ เดิม กกต. เขาเรียกว่า ยักษ์มีกระบอง จะตัด จะอะไร แต่ผมจะชี้ให้เห็นความสําคัญนิดหนึ่งว่าการให้ใบเหลือง ใบแดง ถ้าเกิด ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือหลังจากเลือกตั้ง ๓๐ วันให้ประชุมสภาครั้งแรก ๓๐ วัน นับแต่วันเลือกตั้งให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก โดยให้สภาผู้แทนราษฎร มีองค์ประกอบหรือองค์ที่ครบองค์ประชุมก็คือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๕๐ คน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ คือถ้าเกิดมีผู้ถูกร้องว่าซื้อเสียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ กกต. สามารถที่จะไม่ประกาศผลได้ เพราะถ้าถูกร้องก็คือเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม เราไม่สามารถประกาศผลได้ครับ ลงไปในรายละเอียดของกฎหมายลูกอีกทีหนึ่ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็จะเขียนไว้แน่ว่า ให้ประกาศผลเมื่อไร อย่างไร แต่ประชุมสภาครั้งแรก กกต. ถ้าซื้อเสียงเยอะ ๆ ๔๕ คนเลยที่ กกต. สามารถที่จะไม่ประกาศผลได้ ก็ให้ใบเหลือง ใบแดงได้นั่นเอง ไม่ประกาศผลนะครับ ถ้าพูดถึง ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมด้วย ถ้าสอดคล้องกัน ๔๕ คน ๔๕ ส.ส. ที่สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ประกาศผล เท่ากับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเลยครับ แล้วหลังจากเลือกตั้ง หลังจาก ประชุมครั้งแรก ๓๐ วัน ก็ให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี อันนี้จะต้องมีนายกรัฐมนตรี แล้ว ๖๐ วันนับแต่วันเลือกตั้งมาก็มีนายกรัฐมนตรีแล้วครับ นายกรัฐมนตรีก็ต้องอาศัย เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๕ คนที่หายไปเท่ากับ ๑ พรรค แล้วการจัดการลักษณะที่ว่า เราจะต้องมีพรรค ไม่ว่าจะแบบสัดส่วนอะไรก็ตาม ถ้าเป็นรัฐบาลผสม ผมก็ยังอภิปรายว่า ในช่วงเลือกนายกรัฐมนตรี พอ ๔๕ คนกลับมาหลังจากถ้าเกิดส่งสํานวนให้ศาล แล้วศาลตัดสิน ๔๕ คนกลับมาพร้อม ๆ กัน นายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย อีกกรณีหนึ่งเลยครับ จะชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญตรงนี้เห็นไหมว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ ถ้าไม่จัด ทางออกก็มี จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมเข้ามาได้ คือประกาศผล ก่อนประกาศผลนี้นะครับ ให้ กกต. ให้ใบแดงได้ เพราะว่าส่วนใหญ่ กกต. ก็มาจากศาล แล้วศาลฎีกาด้วย ไม่ต้องส่งศาล อุทธรณ์ ศาลฎีกา ท่านเป็นศาลฎีกาอยู่แล้ว กกต. มีอยู่ตั้ง ๓ ท่านตอนนี้ปัจจุบัน และในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยก็ ๒ ที่มาจากศาล ส่วนใหญ่ก็เป็นศาลฎีกาทั้งนั้น ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการชี้ขาดตัดสินคดีอยู่แล้วนะครับ และถ้าไม่ไว้วางใจอย่างที่ผ่านมา เป็นอย่างไรบ้างครับ ในวรรคท้ายอํานาจของ กกต. มีครับ คณะกรรมการประเมิน เขียนให้ชัดเจนว่าสภาพบังคับของคณะกรรมการประเมินเป็นอย่างไร ท่านจะเห็นเป็นทอด ๆ ตรงนี้ละครับ แต่ว่าจุดที่มีรัฐบาลเสียงข้างน้อย ถ้าท่านจะเห็น ถ้าเกิดเลยไป ๖๐ วันไปแล้ว กลับมา ๑๘๐ วันต้องจัดมาให้ครบ ๔๕๐ ท่าน ส.ส. ๔๕๐ คน รัฐบาลเสียงข้างน้อย อาจเกิดขึ้น ถ้าไม่ติดขัดอะไรมาก ใบแดงก่อนประกาศผล ก็สามารถที่จะแก้ปัญหาอันนี้ได้ แล้วมีคณะกรรมการประเมินด้วย ถ้าเกิดว่าไม่ไว้วางใจ ๒ ประเด็นแล้วนะครับ

อันที่ ๓ แตะนิดหนึ่งแม้จะเลยมาแล้ว ระบบเลือกตั้ง สัดส่วนแบบผสม จริง ๆ ผมก็เป็นอนุกรรมาธิการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอยู่ด้วยครับ คือจริง ๆ เวลาผมอ่านกฎหมาย ผมจะต้องนึกจิตนาการตามอย่างลึก ๆ ไปจริง ๆ แล้วก็นึกถึง การปฏิบัติจริง ๆ ด้วย เวลาปฏิบัติจริงทําอย่างไร สมมุติว่าเราเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เราเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบบแบบสัดส่วนแบบผสม เราต้องจําอะไรบ้างที่จะเข้าไปคูหาเลือกตั้ง ๑. แบบแบ่งเขต ท่านนึกดูนะ ถ้าท่านเลือกเบอร์ ๑๕ แบบพรรค ต้องเลือกแบบปาร์ตี ลิสต์ด้วย แบบสัดส่วนด้วย อาจจะเบอร์เดียวกัน ๑๕ หรืออาจจะเลือกพรรคอื่นด้วย จําชื่อพรรคก็ได้ หรือว่าจะจําเบอร์ก็ได้ ๑๕ ๒๑ แล้ว พรรคที่ ๒๑ ผมเลือกเบอร์ ๓๓ ผมเดินเข้าไปผมท่องจําเข้าไปหน่วยเลือกตั้ง เพื่อนทักทีเดียวลืมเลยครับ ไม่เชื่อท่านลองครับ นี่ผมพูดเสร็จผมยังลืมเลยเมื่อกี้ผมบอกเบอร์อะไรบ้าง เพราะฉะนั้น เวลาเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จริง ๆ จะทําอย่างไรให้มันง่าย ให้มันสะดวก หลักการเลือกตั้ง นอกจากโดยประชาชน เพื่อประชาชน ทําอย่างไรให้มันง่ายและสะดวกสําหรับประชาชน อํานวยความสะดวกให้เขา เขาเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขามีสิทธิที่จะเลือกผู้ปกครองเขา หรือผู้นําเขา ทําอย่างไรจะให้มันง่ายและสะดวกละครับ จําเบอร์ไป ไม่ต้องคนทักหรอกครับ เอาบัตรประชาชนไปวางเพื่อจะรับบัตรเลือกตั้ง ถ้าเกิดเจ้าหน้าที่กรรมการประจําหน่วยถามว่า เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหมายเลขอะไร ซึ่งเราดูอยู่ข้างหน้า จําแล้วต้องจํามาอีกเบอร์ จากข้างหน้า ๔ เบอร์ ๕ เบอร์ แทงเลขท้าย ๒ ตัวยังจําผิดเลยบางที ว่าแทงอะไรบ้าง ผมว่ามันจําเยอะไปหน่อย ง่าย ๆ ครับ หลักก็คือเราใช้ระบบเลือกตั้งแบบ วัน แมน วัน โหวต (One man one vote) วัน แมน วัน โหวต ก็คือ ๑ คน ๑ เสียง พอปี ๒๕๕๐ วัน แมน ทู โหวต (One man two vote) ตอนนี้ วัน แมน ทรี โหวต (One man three vote) ต้องกา ๓ อัน ถ้าเกิดกลับมาใช้ วัน แมน วัน โหวต จะหาวิธีอย่างไรที่ให้มันจําง่าย ขนาดจําเบอร์เดียว ผมให้ดูสถิติเลยครับว่ามันกระทบต่อจํานวนของบัตรเสียด้วย บัตรเสียหมายถึงอะไรครับ คือเจตจํานงของประชาชนที่เขาจะเลือกมันเสียไป มันก็ไม่สอดคล้องกับ ระบอบประชาธิปไตยอีก ทําไมเขาต้องเสีย เขาจําไม่ได้หรือเขาเสียไป คือในปี ๒๕๕๔ เลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๔๗ ล้านคนเศษ ๆ ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ๓๕ ล้านคนเศษ ๆ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเสีย ๕.๗๙ เปอร์เซ็นต์ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าใบ นั่นกาในช่องอันเดียว รับบัตร ๒ ใบ แบบแบ่งเขตกาเสียไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ ใบ แต่บัตรแบบ บัญชีรายชื่อเสีย ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑.๗ ล้านใบ แล้วถ้าเกิดจํา ๓ อัน ถ้าเกิดหาวิธีไม่ดี ผมต้องคุยกับท่านเลิศรัตน์แล้วว่าต้องหาวิธีอย่างไร เพราะว่าจริง ๆ แล้ว คือเราจะขจัด อุปถัมภ์ระบบทุน ไม่ให้มีการเข้ามาแทรกแซง ก็คือให้เป็นอํานาจของประชาชนโดยตรง แต่ผลอีกทางหนึ่งเกิดบัตรเสียขึ้น มันก็ไม่เป็นไปตามเจตจํานงของประชาชนเหมือนกัน เราต้องวางวิธีแก้ไข เราร่างรัฐธรรมนูญเรามาช่วยกันร่าง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องช่วยกันคิด เพราะมันออกไปแล้วเกิดมันเสียขึ้นมา มันเขียนรัฐธรรมนูญแล้วต้องแก้ มันต้อง ๕ ปี ถึงจะแก้ได้ ดูแล้วถ้าเขียนไว้ อาจจะใช้วัน แมน วัน โหวต หรือเป็นพรรคอะไรต่าง ๆ ต้องหาวิธีแล้วออกแบบให้ได้ว่าไม่ให้มีผลกระทบต่อบัตรเสีย หรือจะใช้ไพรมารี โหวต (Primary vote) ก็ได้ครับ ผมก็คุยกับอาจารย์เจษฎ์หลายครั้งว่าในการจัดลิสต์ (List) ใช้ไพรมารี โหวตได้ไหม แต่บางท่านก็บอกไพรมารี โหวตแบบอเมริกาใช้งบประมาณมหาศาล เราก็ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเขาทําไพรมารี โหวตโดยออกระเบียบเลยครับ อาจจะใช้ไปรษณียบัตรหรืออะไรก็ตามส่งมาที่พรรคแล้วให้จัดลิสต์ ไพรมารี โหวต เพราะสมาชิกพรรคเขาก็รู้อยู่แล้วว่าใคร ในพื้นที่นั้นเขาก็รู้ว่าใครจะได้ แล้วกลุ่มการเมือง ที่มีขึ้นมาแล้วจะใช้ใครไพรมารี โหวตก็อาจจะกําหนดก็ได้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ไม่รู้เยอะไปหรือเปล่า สมมุติ ๒๐๐,๐๐๐ คนในเขตเลือกตั้ง ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ๒ เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๔,๐๐๐ คน ผมว่ามันค่อนข้างจะเยอะ แต่ว่าจริง ๆ แล้วการจัดลิสต์ตรงนี้มันจะช่วยเยอะ เพราะว่า ผลการเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่ทําให้เป็นบัตรเสียมันอาจจะทําให้น้อยลงก็ได้ อย่าลืมนะครับ ๑ ตัวแปร ๑ เลข ทําให้บัตรเสียได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านกากบาท สมัยก่อนที่ท่านพรายพล เคยอภิปรายไว้เมื่อวานนี้ ขนาดใช้ตราประทับเพื่อให้มีกากบาท กากบาทก็คือถ้ากฎหมาย เขียนว่ากากบาทก็ต้องมีจุดตัดกัน แล้วในช่องนั้นด้วย ถ้าไปนอกช่องแล้วมันบัตรเสีย อธิบายต่ออีกนิดว่าทําไมไปนอกช่องแล้วเป็นบัตรเสีย มันก็มีกฎหมายอีกว่าตอนเวลานับบัตร เขาก็นัดกันทําสัญลักษณ์ ถ้าฉันกานอกช่องแสดงว่าฉันเลือกเบอร์นี้แล้วไปรับสตางค์ทีหลัง นี่ละครับตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันก็ต้องร่างระเบียบอะไรที่ให้มันค่อนข้างจะรัดกุม แล้วก็ให้มัน เป็นไปตามเจตจํานงของประชาชนให้มากที่สุดนะครับ

อีกข้อหนึ่งนะครับ ข้อ ๔ มาตรา ๒๖๗ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้งใน (๖) อันนี้เป็นถ้อยคําที่มันเกิน ผมอยากให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณานิดหนึ่งนะครับว่า (๖) ดําเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามมาตรา ๒๖๖ หรือเมื่อมีกรณีที่มีการคัดค้าน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้ง การดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จริง ๆ แล้วถ้อยคําตรงที่ว่า หรือเมื่อมีกรณี ที่มีการคัดค้าน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้ง การดําเนินการเพื่อให้ได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย จริง ๆ การเลือกตั้ง ตามมาตรา ๒๖๖ ไม่ใช่มีแค่ ส.ส. มีสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นด้วย และสืบสวน สอบสวนเรื่องการออกเสียงประชามติด้วย อันนี้ถ้าเกินมาก็ตัดแต่ผมไม่รู้วัตถุประสงค์ แต่ถ้าผมอ่านในฐานะผู้ปฏิบัติอยู่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถ้าตีความก็คือตกลงแล้ว มีอํานาจอยู่แค่ ส.ส. กับ ส.ว. ใช่ไหม ท้องถิ่นไม่มีนะครับ ประชามติก็ไม่มีอํานาจสืบสวน ฝากพิจารณาด้วยครับ

ก็เลยไปข้อสุดท้ายเพื่อประหยัดเวลานะครับ สมาชิกทุกท่านในส่วนของ คณะกรรมการการเลือกตั้งทํามาหลายส่วนเลยครับ ในข้อกฎหมายที่เขียนไว้มันมีหลายอัน อีก ๑๐ นาทีก็คงไม่พอผมขออนุญาตส่งเป็นเอกสาร แต่ว่าเวลาผมเหลืออีก ๑๐ นาที ผมขออธิปรายนิดหนึ่ง ก็คือเนื่องจากว่าผมมียศเป็นพันตํารวจเอก อาจารย์จรัสก็ได้ถอนไปแล้ว แต่จริง ๆ แล้วผมก็อยากอภิปรายนิดหนึ่งครับว่าที่ถอนถูกต้องแล้วครับ ขอสนับสนุน อาจารย์จรัสนะครับ คือในมาตรา ๒๘๒ (๘) ปฏิรูปโครงสร้างอํานาจหน้าที่ของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ โดยเฉพาะข้อความที่ว่าปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความ เป็นอิสระแยกออกจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอําเภอ ถ้อยคํานี้ที่ท่านบอกตัดออกไปแล้วนะครับ แต่ว่าผมเตรียมอภิปรายมาแล้ว แต่ไม่ใช่บอกว่าตัดออกแล้วก็ยังจะอภิปราย ไม่ใช่ครับ เพราะเผื่อมีว่าผู้ใดยังสนับสนุน ถ้อยคํานี้อยู่ ผมจบโรงเรียนนายร้อยตํารวจตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ ออกจากตํารวจปี ๒๕๔๗ ๒๐ ปี ๒๐ ปีกับงานสอบสวนคดีอาชญากรรมทั้งนครบาล ทั้งภูธรต่าง ๆ ก็คืออยู่ในงานสอบสวนมาตลอด ตั้งแต่คดีเล็ก ๆ น้อย ๆ บางท่านก็อาจจะทราบนะครับ แต่ว่าอภิปรายไปแล้วมันออกไปทางนี้ ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร ส่วนคดีใหญ่ ๆ ที่มีผลกระทบต่อความสําคัญ คดีทุจริตต่าง ๆ จริง ๆ แล้ว อาชีพสอบสวนเป็นอาชีพที่มันน่าจะเป็นพนักงานสอบสวนที่เป็นอาชีพ ไม่ใช่ใครก็ได้ ที่จบกฎหมาย อยู่ ๆ แล้วก็มาทํางานสอบสวน คุณต้องไปเริ่มนับ ๑ ใหม่แน่ เขียนในตําราก็ไม่มี ตําราก็มีแต่หลักกรอบทฤษฎี เพราะว่าความที่วิถีชีวิตของคนหรือการปฏิบัติของคน หรืออาชญากรรมต่าง ๆ มันไม่ได้มีรูปแบบเดียวที่เขียนเป็นทฤษฎีได้มันต้อง สร้างสมประสบการณ์ ก็คือการเติบโตในพนักงานสอบสวน ผมต้องออกจากพันเอกเพราะว่า จริง ๆ มันไม่เติบโต เพราะว่าอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติมันไม่โตจริง ๆ พนักงานสอบสวน ในช่วงหลัง ๆ หลังจากที่ออกมาแล้วพอจะทราบบ้างก็คือมีการปรับปรุงอาชีพงานสอบสวน ให้มันดีขึ้น เพราะนอกจากว่าจะนั่งสอบสวนไปวัน ๆ เราก็ยังมีเงินตอบแทนเฉพาะตําแหน่ง ซึ่งในช่วงนั้น ถ้าจําไม่ผิดก็อาจารย์บวรศักดิ์เป็นคนที่ผ่านกฎหมายหรือออกระเบียบให้ใช้ เงินตรงนี้ตอบแทนพนักงานสอบสวน มี สบ. ๑ สบ. ๒ สบ. ๓ สบ. ๔ ตํารวจ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็พยายามที่จะปรับปรุงจะให้งานสอบสวนโตเป็นแท่งในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้เป็นแท่งงานขึ้นไปเลยครับ แล้วโตไปในสายงานของเขาเอง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ โดยเฉพาะ ๑๐ ก็คือเทียบเท่าระดับรอง ผบ. ตร. แล้วสามารถที่จะครอส (Cross) ข้ามมาเป็น ผบ.ตร. ได้ด้วย ก็คือตรงนั้นที่จริงเราคิดวางไว้ตั้งนานแล้ว คิดไว้วางไว้ แต่ว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่ได้ทําครับ ทําตอนนี้ปัจจุบันกี่ปีก็ไม่รู้ ผมออกมา ๑๐ ปีแล้ว ก่อนหน้านั้นพยายามที่จะทํา ผมออกมา ๑๐ ปี ตอนนี้มีแค่ สบ. ๔ แค่พันเอกที่ประจําโรงพัก แต่จริง ๆ คําที่ผมสนับสนุนคือให้เป็นอิสระ เป็นอิสระคืออะไรครับ อิสระในการที่บริหารงานบุคคล ก็เป็นอิสระให้เขาไต่ขึ้นไปเป็น สบ. ๒ สบ. ๓ แบบชํานาญการพิเศษ หรือว่าเป็นตําแหน่งวิชาการ อะไรก็ว่าไป

๒. อิสระในการสั่งคดี ปัจจุบันนี้สํานวนที่โรงพัก พอเสร็จไปให้ผู้กํากับโรงพักสั่ง ซึ่งผู้กํากับบางทีไม่มีความรู้เรื่องสอบสวนเลย ก็อาศัยตั้งแท่นแล้วเซ็น หรืออะไรก็ตาม บางท่านก็เก่ง บางท่านก็รู้ ท่านสามารถจะครอสไปได้ ข้ามไปเป็นผู้กํากับการ ซึ่งบริหารโรงพักได้ จุดตรงนี้ละครับที่เป็นจุดที่มันไม่ค่อยจะราบเรียบหรือลื่นเท่าไรนะครับ ก็ต้องไปครอสสั่งทําไม มันน่าจะเป็นแท่งงานของมัน แท่งทั้งการสั่งคดี สั่งคดีด้วยแล้วก็ โตในสายงานเขาโดยบุคคลด้วย ตรงนี้ก็ฝากเรียนนะครับว่าที่เอาออกไปถูกต้อง ผมจะแจ้งเหตุ อีกอย่างหนึ่งจะอธิบายเหตุผลอีกอย่างหนึ่งว่าทําไมงานสอบสวนไม่แยกออกมาเป็นกรม

ท่านเสนอเป็นเอกสารด้วยได้ไหมคะ เวลามันหมดแล้วค่ะ

พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา : ได้ครับ ผมมี ๒๐ นาทีกราบเรียน ท่านประธาน

หมดแล้ว ๒๐ นาที

พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา : จริงหรือเปล่าครับ

ค่ะ

พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา : ทําไมเหมือนแป๊บเดียวครับ ก็ฝากนะครับ งานตํารวจจริง ๆ ผมไม่ได้ส่งเอกสารเพราะผมลาออกแล้ว ขอสรุปนิดหนึ่งว่างานตํารวจ มันเป็นงานที่ต้องควบคู่กันไปกับงานสืบสวน งานป้องกันปราบปราม อย่างเช่นคดีต่าง ๆ อย่างข่าวเมื่อเช้านี้ก็คือ ชุดสืบสวนไปจับแล้วที่ฉลองกรุงก็ทําคู่กับสอบสวน เขาไปดูที่เกิดเหตุ พร้อมกัน อะไรต่าง ๆ ขอบคุณครับฝากพิจารณาและขอโทษด้วยครับที่เลยเวลา

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปท่านสุดท้ายสําหรับหมวดนี้ ท่านอมร วาณิชวิวัฒน์ ท่าน ๒๐ นาทีเช่นกัน เชิญค่ะ