วีระศักดิ์ ภูครองหิน หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตราที่ระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และเรียกร้องให้ตัดข้อความที่ระบุว่าความสูงสุดของรัฐธรรมนูญเหนืออําเภอใจของบุคคล นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการแก้ไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ไม่เข้าใจ และเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงคำพูดที่ไม่ชัดเจน นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเสนอแนะการควบรวมมาตรา ๒๖๖ และ ๒๖๗ ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ข้อความมีความชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ทุกท่านครับ กระผม วีระศักดิ์ ภูครองหิน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ลําดับที่ ๑๙๐ ก็โชคดีนะครับ วันนี้ผมโชคดีแทนท่านชาลี เจริญสุข ๑๘.๐๐ นาฬิกาพอดี ก็หมวดที่ผมได้ยื่นไว้ ก็คือภาค ๓ หมวด ๒ แต่เผอิญปรากฏว่าในภาค ๓ นั้นก่อนที่จะถึงหมวด ๒ ผมก็ได้ไปเปิดดู หมวด ๑ ก็คือศาลและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในมาตราแรกของส่วนที่ ๑ บททั่วไป ที่พูดถึงความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อความนี้เข้าใจว่าไม่เคยปรากฏมาก่อนนะครับ โดยระบุใน (๑) ว่า ความสูงสุดของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเหนืออําเภอใจของบุคคล อําเภอใจนั้นอาจจะปรากฏในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บ้าง แต่กฎหมายหลักเช่นนี้ ผมอ่านแล้วก็ไม่อยากให้มีนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุผลประกอบก็คือ ในมาตรา ๖ ซึ่งกําหนดความสูงสุดของรัฐธรรมนูญไว้แล้ว ที่บัญญัติว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ เพราะฉะนั้นความสูงสุดของรัฐธรรมนูญถ้ากําหนดไว้ ในมาตรานี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะครับ เรื่องนี้ก็สุดแล้วแต่ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ว่าถ้าจะกรุณาตัดออกในข้อความตอนแรกแล้วก็คงตอนที่ ๒ ไว้ โดยปรับข้อความเป็นข้อเสนอของกระผมนะครับ ที่บอกเพียงว่าใน (๑) รัฐและประชาชน ต้องเคารพรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ในหมวด ๑ อีกมาตราหนึ่ง อ่านแล้วดูเหมือนจะไม่เข้าใจเท่าที่ควร ในส่วนที่ ๒ ในมาตรา ๒๓๔ ที่กําหนดว่า ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความได้โต้แย้งพร้อมเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา ๖ และยังไม่มีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้อง ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญ จะได้พิจารณาวินิจฉัย ข้อความที่อ่านไม่ค่อยเข้าใจก็คือคําว่า ตามทางการ นี่ละครับ ถ้าจะเปลี่ยนเป็นคําว่า เช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ก็ไม่ทราบว่าจะก่อให้เกิดความสละสลวยขึ้นหรือไม่ ก็กราบเรียนไว้เพื่อโปรดพิจารณานะครับ
ส่วนในหมวดที่ผมตั้งใจว่าจะอภิปรายดังได้เรียนแล้วนะครับ ก็คือภาค ๓ หมวด ๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐโดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็จะเห็นได้นะครับว่าท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้อภิปราย ๒ ท่าน ก็ได้พูดถึง ความสําคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้งนะครับว่าเป็นองค์กรอิสระที่ได้ทําหน้าที่นับตั้งแต่ การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เป็นต้นมานะครับ เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่า ความต่อเนื่องในการปฏิบัติเป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งทุกระดับมีความมั่นใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้นะครับ ก่อนที่จะถึงมาตราดังกล่าว ประทานโทษนะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็จะมีเรื่องอํานาจหน้าที่ที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ในมาตรา ๒๖๖ กับมาตรา ๒๖๗ อ่านดูแล้วจะเป็นการระบุว่า เป็นการพูดถึงอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒ ครั้ง มาตรา ๒๖๖ บอกว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง ในขณะที่มาตรา ๒๖๗ ก็ระบุเช่นกันว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ถ้าจะควบรวม ๒ มาตรานี้เข้าด้วยกันก็น่าจะเป็นการดี เพราะว่า ถ้าเทียบจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ถึงแม้ว่าจะกําหนดไว้ ๒ มาตรา แต่ข้อความของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็จะมีข้อต่าง ก็ขอเวลายกตัวอย่างนิดเดียวครับ อย่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เกี่ยวกับ กกต. บอกว่ามาตรา ๒๓๕ กกต. เป็นผู้ควบคุม และดําเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้ง ในขณะที่มาตรา ๒๓๖ บอกว่า กกต. มีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ ซึ่งข้อความก็ดูเหมือนจะทําให้สามารถแบ่งเป็น ๒ มาตราได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะฝากพิจารณาว่ารวมกันได้หรือไม่
ประการสําคัญ มาตรา ๒๖๗ ดังที่กล่าวแล้วก็คือการให้มีคณะกรรมการ ดําเนินการจัดการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าจําเป็นหรือไม่ ซึ่งอาจจะ พิจารณาได้จากสิ่งสําคัญดังต่อไปนี้นะครับ
สิ่งสําคัญต้องพิจารณาว่าที่ผ่านมา กกต. สามารถจัดการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ ได้เพียงใด ซึ่งตัวกระผมเองเคยมีส่วนในการเลือกตั้งในฐานะเป็นข้าราชการ สังกัดกระทรวงมหาดไทย แล้วก็เคยร่วมกับ กกต. ในการปฏิบัติหน้าที่ ก็เห็นว่านับจาก การเลือกตั้ง ส.ส. ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต. ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ ซึ่งคราวนั้นก็มีการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อนะครับ จนถึงการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ว่า กกต. สามารถ จัดการเลือกตั้ง ส.ส. ด้วยความเรียบร้อย แม้อาจจะขลุกขลักอยู่บ้างในช่วงแรก ๆ ก็คือ มีการสั่งการให้ติดสติกเกอร์ (Sticker) บนบัตรเลือกตั้ง หรือว่าต่อมามีการนับคะแนน เป็นเวลาหลายวันเนื่องจากว่านํามารวมกันเสียก่อนถึงจะนับได้นะครับ หรือล่าสุด บางหน่วยเลือกตั้งไม่สามารถที่จะเปิดการลงคะแนนได้ แต่ถ้าพิจารณาด้วยความเป็นธรรมแล้ว ก็จะเห็นว่าไม่ใช่ข้อผิดพลาดบกพร่องของ กกต. โดยตรงใช่ไหมครับ นั่นก็คือข้อพิจารณา ประการแรก
ประการที่ ๒ ต้องพิจารณาว่าผู้ดําเนินการเลือกตั้งตัวจริงนั้นคือใคร ซึ่งในเรื่องนี้กระผมเห็นว่าการเลือกตั้งแต่ละครั้ง กกต. กลางก็จะได้มอบหมายให้ กกต. จังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ เป็นผู้ดําเนินการเลือกตั้งในเขตจังหวัด โดยมี กกต. ประจําเขตเลือกตั้ง เป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละเขตเลือกตั้งดังที่ท่าน สปช. ผู้มีเกียรติได้อภิปรายก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จะมีบุคลากรจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งที่เป็นข้าราชการ แต่มีจํานวนมากที่สุด จะเป็นพี่น้องประชาชนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยเลือกตั้งแต่ละหน่วยนั้นมีเฉพาะ ผอ. ประจําหน่วยที่เป็นข้าราชการ ส่วนกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งซึ่งมีชื่อย่อว่า กปน. ก็จะเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นพี่น้องประชาชนจํานวนถึงหน่วยละ ๙ คน ที่เป็นข้าราชการ อีก ๒ ท่าน ก็มีเจ้าหน้าที่ รปภ. หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่ง ๒ ท่านนี้ ๑ ท่านอย่างน้อย ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ท่านผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติท่านได้กรุณามอบหมายให้มาทําหน้าที่ ด้วยความเข้มแข็ง ส่วนที่เหลือก็จะเป็นส่วนของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นั่นก็แสดงให้เห็นว่า ในการดําเนินการเลือกตั้งนั้นผู้ที่ทําหน้าที่จริง ๆ ก็คือพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นเอง
ประการที่ ๓ ถ้ามี กกต. ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเชื่อว่าก็น่าจะ ดําเนินการในลักษณะเดียวกัน ก็คือท้ายที่สุด กปน. ก็จะเป็นผู้มีส่วนสําคัญในการที่จะ ทําอย่างไรจะให้การลงคะแนนของพี่น้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ประเด็นที่ ๔ ข้อพิจารณาก็คือที่ผ่านมาประเด็นความร่วมมือของส่วนราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะในระดับพื้นที่มีเพียงใด ก็อาจจะเป็นข้อกังวลของท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าถ้าให้ กกต. จัดเองโดยลําพังแล้วความร่วมมือก็จะมีน้อย แต่ในข้อเท็จจริงแล้วพบว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากระเบียบของ กกต. ที่กําหนดเรื่องให้นายทะเบียนท้องถิ่น นายทะเบียนอําเภอมีหน้าที่ในการประกาศ หน่วยเลือกตั้ง ที่เลือกตั้ง บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้วส่วนราชการอื่น ๆ ก็ได้ให้การสนับสนุน เป็นอย่างดีนะครับ นั่นก็คือข้อพิจารณาอีกประการหนึ่งนะครับ
ข้อพิจารณาประการที่ ๕ เมื่อพิจารณาจากแนวคิดของการมี กจต. ข้อดีที่เห็นชัดเจน ก็คือมีการแยกเรกกูเลเตอร์ คือ กกต. เป็นโอเปอเรเตอร์ คือ กจต. แต่เมื่อลงไปถึงระดับจังหวัดผมก็เชื่อมั่นว่าก็คงจะมี กจต. ประจําจังหวัดที่คล้าย ๆ กับ กกต. จังหวัดในปัจจุบันนะครับ เพราะฉะนั้นก็คงต้องพิจารณาว่าระหว่าง กกต. จังหวัด กับ กจต. จังหวัด จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้ก็อาจพิจารณาได้ว่า ดูจากภารกิจครับ ภารกิจเหมือนกันครับ คือการอํานวยการเลือกตั้งทุกระดับ ตั้งแต่ ส.ส. ส.ว. จนถึงการออกเสียงประชามติในเขตจังหวัดนั้น ๆ ที่น่าเป็นห่วง ถึงแม้ว่าท่าน พลเอก เลิศรัตน์ จะได้แจ้งแล้ว ก็คือการเลือกตั้งสมาชิกรวมทั้งผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะมีจํานวนบ่อยครั้งมากนะครับ มีทุกสัปดาห์เนื่องจากมีการลาออกจากตําแหน่ง การเสียชีวิต แทนตําแหน่งที่ว่าง ก็จะต้องมีการประชุมพิจารณากันโดยต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะฉะนั้น กจต. จังหวัดก็จะต้องบริหารจัดการเวลาในส่วนนี้ล่ะครับ ไปทําหน้าที่ ซึ่งก็จะทําให้เสียอัตรากําลังปกติโดยไม่จําเป็น
อีกประการหนึ่งก็คือความเป็นมืออาชีพครับ ก็จะเห็นได้ว่า กกต. มีวาระ ๔ ปี ทํางานโดยต่อเนื่อง ความเป็นมืออาชีพนั้นย่อมมีมากกว่า ในขณะที่ กจต. จังหวัด อยู่ไป ๆ ก็อาจจะต้องย้ายครับ ย้ายเพื่อความก้าวหน้าที่สูงขึ้น ขอนิดเดียวครับท่านประธานครับ
และสุดท้ายความเป็นอิสระในการปฏิบัติงาน กกต. นั้นมีอิสระ ในการปฏิบัติงาน แล้วก็ยึดโยงกับ กกต. กลาง ในขณะที่ กจต. จังหวัดส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็น ข้าราชการที่มีผู้บังคับบัญชาปัจจุบันซึ่งยังไม่ปลอดจากฝ่ายการเมือง ด้วยเหตุผลดังกล่าวครับ ก็อยากจะฝากให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งแจ้งข้อมูลให้ท่านสมาชิกสภา สปช. ผู้ทรงเกียรติทราบเพื่อเป็นเหตุผลประกอบการพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ