สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

เชื้อ ฮั่นจินดา หารือเรื่องการกระจายอำนาจและประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเสนอแผนการปรับปรุงระบบที่ปลายทางเพื่อรองรับการกระจายอำนาจในอนาคต รวมถึงการแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การใช้ระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการ การสร้างองค์กรกลางบริหารงานบุคคล และการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงกระบวนการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการลดการทุจริต

นายเชื้อ ฮั่นจินดา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เชื้อ ฮั่นจินดา สปช. หมายเลข ๗๐ ด้านท้องถิ่นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องกราบชื่นชม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะท่านหมอกระแสและท่านอาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ที่ได้มาอธิบายถึงรายละเอียด รายมาตราที่เกี่ยวข้องกับหมวดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปเมื่อสักครู่ ซึ่งดูเหมือนจะครอบคลุมไปเกือบทุกอย่าง แต่สิ่งสําคัญที่สุดครับ ในวันนี้ ในหมวดนี้นั้นมันก็มีข้อที่อยากจะนําเสนอแล้วก็เสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไข เหตุที่ต้อง พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมันเหมือนโรงเรียนประชาธิปไตย เบื้องต้นสําหรับประชาชนที่จะเข้ามาสู่ระบบการใช้อํานาจจากภาครัฐ และที่สําคัญที่สุดครับ ถ้าฟังจากคณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ และร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นก็ปรากฏว่า มีการกระจายอํานาจลงไปยังปลายทางซึ่งหน่วยงานที่จะรองรับในวันข้างหน้าก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่ล่ะครับ ที่จะต้องทําหน้าที่รองรับการกระจายอํานาจ ของหน่วยงานราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคเพื่อลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นการที่จะทําให้การกระจายอํานาจเกิดผล เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การปรับปรุง ระบบที่ปลายทางเป็นเรื่องสําคัญที่สุด วันนี้เราต้องมองถึงเรื่องสมรรถนะ ประสิทธิภาพ แล้วก็ประสิทธิผลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ปลายทางเป็นตัวตั้งครับ เพื่อรองรับ การกระจายอํานาจที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต ตามบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญที่กําหนดว่าจะต้องไปร่างกฎหมายประกอบให้เสร็จภายใน ระยะเวลาที่กําหนด ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับหมวดกระจายอํานาจและการบริหารท้องถิ่น มีเรื่องที่ผมอยากจะนําเสนอแล้วก็อยากจะให้แก้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ไม่กี่ประเด็น

ประเด็นแรก ในมาตรา ๒๑๑ ในมาตรา ๒๑๑ บรรทัดที่ ๕ วรรคหนึ่ง ถ้าเราดูให้ดีเขาเขียนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ผมห่วง อย่างเดียวครับว่ากระบวนการให้ประชาชนเข้าไปร่วมตัดสินใจในวันข้างหน้าจะเป็นปัญหา ต่อการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเมื่อดูไปเชื่อมกับมาตรา ๒๑๐ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองและภาคประชาชน ในมาตรา ๒๑๐ (๑) (๒) (๓) นั้น ไม่ได้เขียน ไม่ได้บัญญัติในเรื่องกระบวนการการตัดสินใจครับ แต่ไปบัญญัติ ในเรื่องของการมีส่วนร่วม การตรวจสอบ การติดตาม การเสนอแนะ แต่พอมาถึงหมวดของ การกระจายอํานาจและการบริหารท้องถิ่นปรากฏว่าให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการตัดสินใจประเด็นนี้ อยากให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เอาไปเป็นประเด็น ลองตัดสินใจดูว่ามันจะเป็นอุปสรรคสําหรับการทํางานขององค์กรบริหารท้องถิ่น ในวันข้างหน้าหรือไม่ ในวรรคสองครับ เมื่อสักครู่ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็บอกว่าประชาชนนี่นะครับ สามารถมามีส่วนร่วมแล้วก็สามารถทํากิจการที่เป็นของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ แล้วก็ไปเขียนไว้ในวรรคสองครับ บอกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถมอบภารกิจ สามารถกระจาย ต้องกระจายภารกิจที่ชุมชนหรือบุคคลทําได้มาตรฐาน ตามที่กําหนดไปยังชุมชนหรือบุคคล ข้อความตรงนี้ในเนื้อความของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ วรรคสองนี่นะครับต้องแก้ไขอย่างที่ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นําเสนอไปเมื่อสักครู่ว่าต้องสามารถมอบภารกิจที่ชุมชนหรือบุคคลสามารถกระทําได้ดี แต่ไม่ต้องไปบังคับว่าต้องกระจายอํานาจนะครับ เหตุที่พูดอย่างนั้นก็เพราะว่า กลัวผลประโยชน์ทับซ้อนในวันข้างหน้าที่มันอาจจะเกิดขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ ในมาตรา ๒๑๒ จะต้องไปแก้ไขตรงนั้น เพราะว่ามันไม่เชื่อมโยงกับมาตรา ๒๑๐ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการการเมืองและภาคประชาชน และเช่นเดียวกันครับ ในมาตรา ๒๑๒ วรรคสาม ในวรรคสามก็พูดถึงความเป็นอิสระในการกําหนดนโยบาย เรื่องความสอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัด ของภาค ของประเทศโดยส่วนร่วม กระผมนําเสนออย่างนี้ครับว่าควรจะตัดคําว่า ภาค ออก วันนี้เวลาเราพูดถึงส่วนราชการ คือพูดถึงส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหตุที่เสนอให้ตัดคําว่า ภาค ออกก็เพราะว่ามันไม่สัมพันธ์กับมาตรา ๒๑๒ วรรคห้า มาตรา ๒๑๒ วรรคห้า จะไปเขียนว่ารัฐ ราชการ ส่วนภูมิภาคและองค์กรบริหารท้องถิ่นต้องร่วมมือกัน ไม่มีคําว่า ภาค ครับ และในขณะเดียวกันครับ มาตรา ๒๑๔ (๒) การทําสัญญาแผนระหว่างรัฐ ราชการ ส่วนภูมิภาคและองค์กรบริหารท้องถิ่นก็ไม่มีคําว่า ภาค เพราะฉะนั้นผมอยากจะนําเสนอ ให้ตัดคําว่า ภาค ออกจากมาตรา ๒๑๒ วรรคสาม ในมาตรา ๒๑๕ ก็เช่นเดียวครับ วรรคสอง บรรทัด ๓ นั้น ผมอยากจะเสนอให้ตัดคําว่า ตัดสินใจ ออก เหตุก็เพราะว่าไปเชื่อมโยงกับ หน้าที่ตามมาตรา ๒๑๐ ในหมวดความสัมพันธ์ของข้าราชการการเมือง แล้วก็ภาคประชาชน เช่นเดียวกัน สิ่งสําคัญที่สุดในวันนี้ครับ มาตรา ๒๑๖ เรื่องการบริหารงานบุคคลของ องค์กรบริหารท้องถิ่น มาตรานี้ก็จะไปเชื่อมโยงกับหมวด ๖ ของภาค ๒ ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันที่พูดถึงความสัมพันธ์ของข้าราชการการเมือง แล้วก็ภาคประชาชน เมื่อวานนี้ต้องขอบคุณท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายท่านครับ ที่ได้พูดถึงเรื่อง ความสัมพันธ์ ท่านขจัดภัย ท่านอดีตเลขาธิการ ก.พ. ก็ได้พูดถึงความสัมพันธ์ทางด้านนี้ เหตุที่มันมีอย่างนี้ก็เพราะว่าผลจากอดีตที่มันเกิดขึ้นมาเราจะเห็นว่าในระบบบริหารงานบุคคล ในอดีตนั้นจะมีระบบอุปถัมภ์เข้ามาเกี่ยวข้อง และระบบอุปถัมภ์นี่ล่ะครับมันก็นําไปสู่ กระบวนการทุจริตที่มันเกิดขึ้นและเป็นปัญหาของการให้เราเข้ามานั่งอยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ แห่งนี้ ผมสนับสนุนในหมวด ๖ ที่จะให้เอารายละเอียดรายมาตราของมาตรา ๒๐๗ แล้วก็มาตรา ๒๐๙ คือเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรมและการสั่งการ บริหารราชการแผ่นดินที่เป็นลายลักษณ์อักษรตามมาตรา ๒๐๗ แล้วก็มาตรา ๒๐๙ เอามาใช้ ให้มันครอบคลุมลงไปยังเบื้องล่าง ไม่ใช้เฉพาะข้าราชการพลเรือนเท่านั้น เมื่อวานมีหลายท่าน ก็พูดกันบอกว่าที่ผ่านมาที่มันเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นมากมายก็เพราะว่าระบบอุปถัมภ์ ที่มันเกิดขึ้นนี่ละครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะนําเสนอบอกว่าให้เอาหมวดนี้ เอาไปใช้กับ ข้าราชการทุกประเภทของรัฐ แล้วก็โดยเฉพาะองค์กรบริหารท้องถิ่นเป็นโรงเรียน ประชาธิปไตยเบื้องต้นที่เราจะต้องทําให้ขาวสะอาด ทําให้เป็นองค์กรเรียนรู้เบื้องต้นสําหรับ ภาคประชาชนที่จะเข้ามาใช้อํานาจรัฐไม่ว่าจะเป็นภาคข้าราชการ ภาคการเมือง หรือภาคประชาชน ถ้าเราใช้ตรงนั้น เราพัฒนาตรงนั้นเป็นฐานรากเสียก่อนก่อนที่จะไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง เฉพาะยอดพีระมิด ผมเข้าใจว่าภาพรวมทั้งประเทศในวันข้างหน้ามันจะดีขึ้น ที่สําคัญครับ ท่านประธานครับผมนําเรียนท่านอย่างนี้ก่อนว่าผมขออนุญาตใช้เวลาไว้ ๑๐ นาที สําหรับภาคนี้ แล้วก็ภาค ๔ อีก ๑๐ นาที ถ้าเวลาเกินไปก็ขออนุญาตไปหักในภาค ๔ ครับ

ในมาตรา ๒๑๖ พูดถึงเรื่องการบริหารบุคคลเสร็จ ใน (๑) เขียนว่า ให้เป็นหลักประกันสําหรับข้าราชการท้องถิ่น ก็ไปบัญญัติบอกว่าต่อไปนี้จะไม่มี พนักงานเทศบาล ไม่มีพนักงานส่วนตําบลก็จะเป็นหลักประกันว่าให้คนที่ทํางานเป็นราชการ อยู่กับส่วนท้องถิ่นที่เป็นข้าราชการบัญญัติคําว่า ราชการ เอาไว้ อันนี้ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งสําคัญที่สุดครับตอนท้ายบอกว่าสามารถย้าย และสับเปลี่ยนสังกัดระหว่างองค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ กันได้ อันนี้ก็ต้อง ถามกลับไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับว่าข้าราชการท้องถิ่นในวันข้างหน้า ไม่สามารถที่จะย้ายไปกับข้าราชการประเภทอื่น ๆ ได้หรือ เพราะฉะนั้นถ้ามันเป็นไปได้ อยากให้เติมข้อความอีก ๑ ข้อความใน (๑) ว่า สามารถย้ายหรือสับเปลี่ยนสังกัดระหว่าง ข้าราชการประเภทอื่น หรือองค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบต่างกันได้ เพื่อให้ข้าราชการท้องถิ่น เขามีหลักประกันความมั่นใจว่าเขาก็เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สามารถโอนย้ายถ่ายเทไปหน่วยงานอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน

(๒) ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคล ท่านประธานครับ ผมเองเป็นประธาน สมาพันธ์ปลัด อบต. แห่งประเทศไทยมา ๔ สมัย มาจากการเลือกตั้งของปลัด อบต. รองปลัด อบต. ทั่วประเทศ เป็นสมัยละ ๒ ปี ผมได้รับคําร้องเรียนค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันตัวเองก็เป็นคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตําบล เป็นคณะกรรมการ มาตรฐานกลางบริหารงานบุคคล คือคณะกรรมการ ก.ถ. ที่กระทรวงมหาดไทยมา ๑๐ กว่าปี อยู่กับระบบบริหารงานบุคคลครับ แล้วก็ได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากปลายทางค่อนข้างเยอะทีเดียว เป็นศูนย์รวมของข้าราชการท้องถิ่นที่ใครมีปัญหาอะไรก็แล้วแต่ก็จะมาที่ผมเป็นตัวหลัก วันนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคล เหลือองค์กรเดียวเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นเพราะว่า เรามีคณะกรรมการ ก.ถ. อยู่ที่กระทรวงมหาดไทย เรามีคณะกรรมการกลางของ อบจ. เรามีคณะกรรมการกลางของเทศบาล เรามีคณะกรรมการกลางของ อบต. ในชั้นจังหวัด ก็มีอีก ๓ ประเภทครับ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลจังหวัดของ อบจ. ของเทศบาล ของ อบต. เช่นเดียวกัน เวลาออกกฎเกณฑ์มาตรฐาน ออกหลักเกณฑ์ก็ไปคนละทิศคนละทาง การสลับสับเปลี่ยน การโอนย้ายก็ไม่สามารถกระทําได้ เพราะมันติดขัดในหลักเกณฑ์ที่แต่ละ ก ไปออกกันกันเอง วันนี้ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทําให้ระดับประเทศเหลือเพียง คณะกรรมการเดียว ในระดับจังหวัดก็เหลือคณะกรรมการเดียว แต่หลักสําคัญที่สุดครับ อยากให้ใส่ไว้ในเจตนารายมาตรา (๒) ว่าคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลนี้นั้นต้องเป็น องค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่ต้องทําหน้าที่จริง ๆ ครับ หน้าที่ที่สําคัญที่สุดในวันนี้ คือหน้าที่ในการคัดสรรบุคลากรท้องถิ่นเข้ามาสู่ระบบองค์กรบริหารท้องถิ่น ที่ผมพูดอย่างนี้ ก็เพราะว่าเรากําลังมีปัญหาที่ปลายทาง เหตุมาจากกฎหมายเก่าที่มันบัญญัติให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ปลายทางสามารถสรรหาบุคคลเข้ามาสู่ระบบได้ แต่ปรากฏว่า กระบวนการไปคัดสรรนั้นกติกาเขียนไว้ดี แต่ตัวบุคคลบางองค์กรบางประเภทไม่ใช่ทั้งหมด ไปดําเนินการคัดสรรคนเข้ามาโดยไม่มีคุณภาพ เพราะอํานาจมันอยู่ในมือตามที่กฎหมายเก่า ให้อํานาจเอาไว้ เดี๋ยวนี้ท่านไปดูเถอะครับ ล่าสุดท่านอธิบดีก็นั่งอยู่นี่ ท่านประธาน กรรมาธิการปฏิรูปด้านท้องถิ่นก็นั่งอยู่นี่ก็เคยประสบปัญหามาทั้งนั้น เคยนั่งเป็นกรรมการ บริหารงานบุคคลมาทั้งนั้น วันนี้การสอบเข้ามารับราชการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านทราบหรือไม่ว่าตําแหน่งเดียวสามารถเรียกสตางค์ได้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท สมมุติว่า เปิดสอบตําแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนครับ ในกฎหมายเก่าเปิดอํานาจให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ปลายทางสามารถดําเนินการได้ คนที่จะมาสมัคร คนบรรจุคนแรก เขาเรียกกันเลยครับ ๙๐๐,๐๐๐ บาท อยู่ ๖ เดือน จะมีการเปิดกรอบในตําแหน่งที่มันเกื้อกูลกัน แล้วก็ย้ายคนที่บรรจุครั้งแรกไปอยู่ในตําแหน่งที่เกื้อกูล เอาคนที่ ๒ มาบรรจุต่อหลังจาก ครบ ๖ เดือน คนที่ ๒ ต้องเสีย ๗๐๐,๐๐๐ บาทครับ คนที่ ๒ อยู่ ๑ ปี พออยู่ ๑ ปี ก็ใช้วิธีการสลับออกไป ไม่ให้ย้ายก็ไปอยู่ในตําแหน่งที่เกื้อกูลกัน แล้วเอาคนที่ ๓ ครับ ๒ ปี ๑ ตําแหน่งสามารถบรรจุได้ ๓ คน คนที่ ๓ บรรจุหลังสุดเสียน้อยหน่อยครับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๙๐๐,๐๐๐ บาท ๗๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท บวกกันเป็นเท่าไรครับ คณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลเราล่าสุดครับไม่บอกว่าจังหวัดไหน มีการไปเปิดสอบ ปรากฏว่าให้สถาบันการศึกษาออกข้อสอบ ออกข้อสอบเสร็จสถาบันการศึกษา ส่งข้อสอบที่ตรวจเสร็จเรียบร้อย ภาค ก ภาค ข ปรากฏว่าคนที่ไปสอบนี่ไม่ผ่านครับ แต่พอไปถึงมือที่ปลายทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นทําให้คนผ่านหมดทั้งภาค ก และภาค ข ๑๙ แห่ง ๑๙ แห่งครับ ตอนนี้ ก กลางกําลังมีมติจะปลดนายก จะปลดข้าราชการ ที่เกี่ยวข้อง อันนี้คือสิ่งสําคัญที่สุด เพราะฉะนั้นในวันนี้ต้องเขียนเป็นหลักประกันเอาไว้ว่า คณะกรรมการบุคคลที่มีชุดเดียวระดับประเทศ ระดับจังหวัดนี่นะครับ เขียนเป็นเจตนารมณ์ไว้เลยว่า การคัดสรรคนเข้าสู่ระบบราชการของท้องถิ่นต้องให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลนี้ทําเท่านั้น และมันจะได้มาตรฐานเดียวกับข้าราชการพลเรือน อย่าปล่อยให้องค์กรที่ปลายทาง ไปดําเนินการครับ มันมี ๗,๐๐๐ แห่ง มันก็มี ๗,๐๐๐ มาตรฐานครับ ระบบอุปถัมภ์ ที่ปลายทางขนาดส่วนกลางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังมองเห็นว่าความสัมพันธ์ ของข้าราชการกับการเมืองวันนี้มีปัญหา นี่ขนาดเป็นปลัดกระทรวงนะครับ พวกผมอยู่ที่ ปลายทางครับ สื่อไม่ได้ตามติดหรอก มันหนักกว่าปลัดกระทรวงหลายเท่าในเรื่องพวกนี้นะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องแก้ ผมถึงบอกว่าต้องเอามาตรา ๒๐๗ กับมาตรา ๒๐๙ ไปบังคับใช้กับ ข้าราชการอื่น ๆ ทุกประเภท รวมทั้งการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดด้วย

มาตรา ๒๑๖ (๓) ครับ ต้องขอบคุณที่มี ให้มีคณะกรรมการดําเนินการแต่งตั้ง ข้าราชการโดยระบบคุณธรรม อันนี้ล้อมาจากมาตรา ๒๐๗ ส่วนจะไปวางรูปแบบอย่างไร มีใครมาเป็นกรรมการเกี่ยวข้อง ใครที่กลัวว่าข้าราชการจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ผมว่ามันไม่ใช่ เหตุที่มาเขียนอย่างนี้ก็เพราะว่ามันมีแผลมาทั้งนั้นละครับ มันมีผลการกระทํามาทั้งนั้น แม้กระทั่งท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ท่านพงศ์โพยม วาศภูติ นั่งอยู่ด้านหลังผมนี่ก็เคยโดนมาแล้ว วันนี้การสร้างหลักประกันอย่างนี้เพื่อไปเอา ระบบอุปถัมภ์ออกจากระบบราชการเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด เพราะฉะนั้นขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญสําหรับ (๓) แต่ไปดูในเจตนารมณ์ของ (๓) ปรากฏว่าไปเขียนผิด เจตนารมณ์รายมาตราไปบอกว่าให้คณะกรรมการแต่งตั้งโดยระบบคุณธรรม ไปรับอุทธรณ์ร้องทุกข์มันไม่ใช่ คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการก็คือไปสรรหาตัวสายงาน ผู้บริหารหรือข้าราชการประเภทอื่นก็แล้วแต่ไปเสนอแต่งตั้งวันนี้เวลามีปัญหากันที่ปลายทาง บางที่เปิดกรอบเอาไว้ตําแหน่งว่างใครจะย้ายไปก็ไม่รับ เพราะว่ารอคนของตัวเองมีคุณสมบัติ ครบเสียก่อน คณะกรรมการแต่งตั้งชุดนี้ละครับสามารถไปหยิบสิ่งที่มันมีปัญหาในองค์กร สามารถสลับสับเปลี่ยนในจังหวัดได้ เอาคนที่มันมีความรู้ความสามารถควรจะไปนั่งตรงไหน พวกผมเองที่เป็นปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยินดีครับ ย้ายสลับกันทุก ๒ ปี ทุก ๓ ปี หรือว่ามีปัญหาให้กรรมการเขาพิจารณาไปเลย อันนี้เป็นเรื่องสําคัญให้มีไว้ สิ่งที่ผมจะเสนอ เพิ่มในคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คือใน (๔) ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมของท้องถิ่น ต้องใส่ไว้ใน (๔) มีหน้าที่ในการเสนอแนะให้คําแนะนํา รับคําร้องทุกข์ รับอุทธรณ์ สําหรับระบบบริหารงานบุคคลทั้งระบบเหมือนกับข้าราชการของ ก.พ. ที่มีคณะกรรมการ พิทักษ์คุณธรรม ถ้า ก.ถ. ออกกฎกติกาอะไรที่มันไม่เป็นธรรมในวันข้างหน้า ฝ่ายการเมือง ก็สามารถไปร้องต่อคณะกรรมการคุณธรรมของท้องถิ่นได้ ข้าราชการเองได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติในเรื่องของระบบบริหารงานบุคคลก็สามารถไปร้องต่อคณะกรรมการ พิทักษ์คุณธรรมของท้องถิ่นได้ อันนี้ต้องใส่เอาไว้อีก ๑ วงเล็บ (๕) ที่อยากเสนอเพิ่มก็คือ อยากให้มีกองทุนเงินเดือนและสวัสดิการสําหรับข้าราชการท้องถิ่นครับ วันนี้เรากําลังจะพูดถึง เรื่องของการกระจายอํานาจ เรากําลังจะปรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มันมีหลากหลาย รูปแบบ ถ้าท่านไม่คุมระบบบริหารงานบุคคล เสร็จ หลายคนบอกว่าข้าราชการพลเรือน ค่าใช้จ่ายเฉพาะข้าราชการประจําไปเท่าไรครับกี่เปอร์เซ็นต์ ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของค่าใช้จ่ายของภาครัฐทั้งหมด ของท้องถิ่นต้องคุมครับ ถ้ามันจะเป็นเทศบาลทั้งหมด เทศบาลตําบลต้องมีกรอบ มีอัตรากําลังเท่าไรมันต้องคุมโดยส่วนกลางภาพรวมทั้งประเทศ ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของท้องถิ่น ต้องไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่กระจายไปยัง ท้องถิ่นทั้งหมด เป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรต้องไม่เกินนั้น

อันสุดท้ายท่านประธานครับ ผมอยากเห็นการตั้งคณะกรรมการกลาง สําหรับการตรวจรับงานซื้อจ้างของภาครัฐทั้งหมด โดยเฉพาะองค์กรทั้งหลายที่มีอยู่ ในประเทศนี้และใช้งบประมาณของรัฐครับ ที่เรามีสภาปฏิรูปแห่งชาติเพราะเรามีปัญหาเรื่อง การทุจริต เราสั่งซื้อสั่งจ้างใช้องค์กรที่ ๑ สั่งซื้อสั่งจ้างให้คนในองค์กรที่ ๑ ตรวจรับ ฉะนั้นวันนี้ถ้าจะแก้ปัญหาการทุจริตต้องมีองค์กรกลางสําหรับไปตรวจรับการซื้อจ้าง ขององค์กรภาครัฐครับต้องมี

และที่สําคัญสุดท้ายจริง ๆ ก็คือเรื่องของให้มีการกําหนดราคากลางของ วัสดุครุภัณฑ์ของภาครัฐต้องปรับปรุงทุก ๒ ปี ต้องปรับปรุงครับ ต้องปรับปรุงทุก ๒ ปี หรือทุกรายปีก็แล้วแต่ อันนี้ต้องฝากท่านประธานเอาไว้ไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ