วุฒิสาร ตันไชย หารือเรื่องการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาในอดีตและเตรียมการสำหรับอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบองค์กรที่รองรับการปฏิรูป และการเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์และความสัมพันธ์ของการบริหารจัดการในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่น และมีการรายงานผลงานและฐานะการคลังขององค์กรบริหารท้องถิ่นทุกปี
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม วุฒิสาร ตันไชย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับหมวด ๗ ว่าด้วยเรื่องการกระจายอํานาจ และการบริหารท้องถิ่น ดังนี้ครับ
ในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องของการบริหารท้องถิ่นและการกระจายอํานาจนั้น ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญที่เป็นหมวดหลักในหมวด ๗ อยู่ ๖ มาตรา คือตั้งแต่มาตรา ๒๑๑ จนถึงมาตรา ๒๑๖ และอยู่ในสาระที่อยู่ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๘๒ (๓) และมาตรา ๒๘๕ ในภาค ๔ ว่าด้วยเรื่องของการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอํานาจ กระผมขออนุญาตกราบเรียนว่าการจัดทํารัฐธรรมนูญโดยคณะอนุกรรมาธิการครั้งนี้ ในเรื่องของท้องถิ่นมีฐานคิดที่สําคัญอยู่ ๓ เรื่องที่เป็นฐานคิดหลักในการออกแบบ และการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฐานคิดแรกคือการดํารงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการกระจายอํานาจ ซึ่งทําให้เห็นพัฒนาการ และความต่อเนื่องมาอย่างยาวนานตลอดเกือบ ๒๐ ปีของการกระจายอํานาจ ณ จุดเริ่มต้น ซึ่งทําให้เห็นว่าบทบาทขององค์กรท้องถิ่นในปัจจุบันได้มีความสําคัญแล้วก็มีความเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนในการได้รับประโยชน์
ประการที่ ๒ คือฐานคิดที่มุ่งจะแก้ปัญหาในอดีตที่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของการปกครองท้องถิ่นในอดีต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการทับซ้อนในเรื่อง อํานาจหน้าที่ เรื่องโครงสร้างหรือเรื่องของการได้มาของผู้บริหาร รวมไปถึงการเตรียมการ สําหรับอนาคต ซึ่งนั่นหมายถึงว่าในอนาคตข้างหน้า องค์กรปกครองท้องถิ่นซึ่งกําลังจะ เปลี่ยนชื่อเป็นองค์กรบริหารท้องถิ่นนั้นควรมีบทบาทหน้าที่สําคัญอย่างไร ดังนั้นฐานคิดที่ ๒ คือการแก้ปัญหาเดิมที่เป็นคําถามซ้ําและการมองไปในอนาคตที่จะออกแบบให้องค์กรนี้ เป็นองค์กรที่รองรับการปฏิรูป ซึ่งเชื่อมโยงกับฐานคิดที่ ๓ ซึ่งถ้าท่านสมาชิกจําได้จะเห็นว่า ในความเห็นของกรรมาธิการปฏิรูปใน ๑๘ ด้านที่เสนอต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปลายปีที่แล้วจะเห็นว่าทุกเรื่องเกี่ยวโยงกับองค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งนั้น ปรารถนาให้ องค์กรนี้เป็นองค์กรที่ทําหน้าที่ในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นด้วยฐานคิด ๓ ฐานนี้จึงทําให้มีการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏในมาตราที่ผมกราบเรียนทั้งหมด ในมาตราที่เป็นสาระสําคัญผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในมาตราตั้งแต่มาตรา ๒๑๑ จนถึงมาตรา ๒๑๖ บวกกับมาตรา ๘๒ (๓) และมาตรา ๒๘๕ ในภาค ๔ นั้น มีสาระสําคัญด้วยกัน ๘ ประการ ซึ่งผมจะขออนุญาตสรุปโดยไม่เรียงมาตรา
ประการแรกเลยคือในการตั้งชื่อหมวดในเรื่องของการกระจายอํานาจ และการบริหารท้องถิ่น การเปลี่ยนชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรบริหารท้องถิ่น คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนาที่จะสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรบริหารท้องถิ่นนั้น เป็นองค์กรที่สร้างความสัมพันธ์แนวระนาบระหว่างประชาชน เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้องค์กร และการทํางานร่วมกับประชาชนนั้นมีอํานาจในการจัดการ ในพื้นที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามอาจจะมีคนที่เห็นว่า คําว่า องค์กรปกครองท้องถิ่น นั้น เป็นคําที่ดั้งเดิม และเป็นคําที่ควรจะอยู่ตามทฤษฎีหลักการปกครองตนเอง และการปกครองท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามครับ ถ้าเรากลับมาดูชื่อขององค์กรปกครองท้องถิ่นในอดีต ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือ อบจ. เราก็ใช้คําว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตําบล ผู้บริหารก็เรียกว่าผู้บริหารท้องถิ่น ดังนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมจึงเห็นว่าการเปลี่ยนชื่อ จะสะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจน และเปลี่ยนความสัมพันธ์ของการบริหารจัดการในพื้นที่ จากแนวดิ่งเป็นแนวระนาบ นั่นคือสาระสําคัญประการแรก
สาระสําคัญประการที่ ๒ ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๑ คือการคงเจตนารมณ์ เรื่องความมีอิสระขององค์กรปกครองท้องถิ่น หรือองค์กรบริหารท้องถิ่นภายใต้บังคับ แห่งมาตรา ๑ ดังนั้นความเป็นอิสระขององค์กรบริหารท้องถิ่นตั้งแต่อดีตและในอนาคต จึงอยู่ภายใต้คําจํากัดความของความเป็นรัฐเดี่ยวที่เป็นอิสระที่มีการควบคุม กํากับ ดูแล พอประมาณ เพื่อให้องค์กรบริหารท้องถิ่นนั้นอยู่ สามารถทํางานได้ รวมไปถึงการกําหนดให้ องค์กรบริหารท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะ หลักคิดนี้เป็นหลักคิดที่ เกี่ยวข้องกับทฤษฎีหลายทฤษฎีที่อธิบายแล้วว่าการบริการประชาชน หรือการดูแล พี่น้องประชาชนนั้นควรให้องค์กรที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุดเป็นองค์กรที่ทําหน้าที่ดูแล ปรัชญาสําคัญของการกระจายอํานาจ คือการให้อํานาจการแก้ปัญหานั้นไปไว้ใกล้ปัญหา องค์กรบริหารท้องถิ่นจึงเป็นองค์กรแรกที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด และเป็นองค์กรที่มีขนาด และความสัมพันธ์กับประชาชนสูง ดังนั้นความปรากฏในมาตรา ๒๑๑ จึงเป็นความปรารถนา ที่จะคงเจตนารมณ์และสะท้อนให้เห็นถึงความสําคัญขององค์กรบริหารท้องถิ่น
สาระสําคัญประการที่ ๒ เกี่ยวข้องกับองค์กรบริหารท้องถิ่นโดยรวม ซึ่งจะมีสาระสําคัญหลายเรื่อง เช่น การขยายขอบเขตอํานาจหน้าที่ขององค์กรบริหารท้องถิ่น ให้กว้างขวางขึ้น ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๒ วรรคสอง ได้อธิบายถึงว่าขอบเขตของ องค์กรบริหารท้องถิ่นนั้น นอกจากเป็นอํานาจแห่งตนแล้ว และเป็นการบริการสาธารณะ เบื้องต้นแล้วยังสามารถขยายขอบเขตในการจัดทําบริการสาธารณะ หรือการจัดบริการ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างคุณภาพชีวิต การดูแลสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเพื่อนสมาชิกได้เสนอเพิ่มเติม ให้เติมเรื่องของการกีฬา และการศาสนาเข้าไปเพื่อทําให้ ขอบเขตอํานาจหน้าที่ขององค์กรบริหารท้องถิ่นครบถ้วน สมบูรณ์ หลักประกันนี้ จะเป็นหลักประกันสําคัญ ในการที่เมื่อไปกําหนดกฎหมายจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่น จะทําให้องค์กรบริหารท้องถิ่นนั้นมีขอบเขตความรับผิดชอบที่กว้างขวางขึ้น
ประการที่ ๒ ครับ คือการกําหนดถึงความหลากหลายของรูปแบบ องค์กรบริหารท้องถิ่น ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๑ ในมาตรา ๒๑๑ บัญญัติว่าองค์กรบริหารท้องถิ่น อาจจะมีรูปแบบที่หลากหลายตามภูมิสังคม หลักการนี้เป็นหลักการสําคัญที่วางไว้ เพื่ออนาคต ปัจจุบันเรามีรูปแบบขององค์กรบริหารท้องถิ่นเพียงรูปแบบเดียว คือสภา และฝ่ายบริหาร แต่ในอนาคตเมื่อมีการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองพิเศษ หรือความต้องการพิเศษ เราอาจต้องการรูปแบบการบริหารจัดการองค์กรบริหารท้องถิ่น ที่อาจจะมากกว่าสภา และฝ่ายบริหารเท่านั้น ดังนั้นหลักการนี้จึงวางไว้เพื่อเปิดโอกาส ในอนาคตที่จะพัฒนารูปแบบต่าง ๆ ขององค์กรบริหารท้องถิ่นอีกหลายรูปแบบได้ นอกจากนั้นครับ ยังกําหนดว่ารูปแบบขององค์กรบริหารท้องถิ่นที่เป็นพื้นฐาน คือรูปแบบที่มีสภา และผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง โดยวางข้อยกเว้นเอาไว้เฉพาะเมืองพิเศษ ซึ่งผมได้กราบเรียน ในเบื้องต้นด้วยเหตุผล ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๒ นอกจากนั้นยังมีการกําหนดถึงขนาด ที่เหมาะสม ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๒ เช่นกันว่า เราต้องพัฒนาองค์กรบริหารท้องถิ่น ให้มีขนาดที่เหมาะสม การกําหนดเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงว่าเป็นความจําเป็นที่ต้องกลับมา คิดถึงขนาดที่จะทําให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการ เราต้องยอมรับปัญหา ความจริงประการหนึ่งว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันมีขนาด รายได้ ความรับผิดชอบ ต่อประชากรที่มีความแตกต่างกันอย่างกว้างขวาง เพราะฉะนั้นเราจําเป็นต้องกลับมาทบทวน ซึ่งสิ่งนี้ก็จะเป็นประเด็นหนึ่งของการปฏิรูป การบริหารท้องถิ่นเพื่อทําให้มีหน่วยที่เหมาะสม กับการบริหารจัดการ นอกจากนั้นยังบัญญัติเอาไว้ในหลักขององค์กรบริหารท้องถิ่นในแง่ของรูปแบบการจัดบริการ สาธารณะที่หลากหลาย ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๒ วรรคสี่ สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญว่า องค์กรบริหารท้องถิ่นปัจจุบันไม่สามารถดําเนินการร่วมกันได้ แม้ว่าเรามีคําบัญญัติคําว่า สหการ ในเทศบาลมากว่า ๕๐ ปี แต่เรายังไม่เคยเห็นสหการอย่างแท้จริง ในอนาคตข้างหน้า องค์กรบริหารท้องถิ่นจําเป็นต้องทํางานร่วมกันเอง ร่วมกับเอกชน หรือแม้แต่สิ่งที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้พูดถึงคําว่า วิสาหกิจชุมชน ดังนั้นองค์กรบริหารท้องถิ่น ควรมีโอกาสในการเสนอรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมเฉพาะการทํางานเฉพาะตัว เป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรท้องถิ่นด้วยกันเอง เป็นความร่วมมือกับเอกชน เป็นเรื่องของ การจัดทําองค์การมหาชนของท้องถิ่น ผมยกตัวอย่างว่าถ้าองค์การบริหารส่วนจังหวัด บางจังหวัดที่มีงบประมาณมากประสงค์อยากทําโรงเรียนแบบมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ท้องถิ่นพึงทําได้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้รูปแบบ การจัดบริการสาธารณะขององค์กรบริหารท้องถิ่นในอนาคตสามารถเปิดกว้างไม่จํากัดอยู่เฉพาะ การทํางานเฉพาะตัวอย่างเดียว
ประการต่อมาครับ คือการกําหนดให้องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องบริหารงาน ตามหลักธรรมาภิบาล แม้ว่าจะมีหลักประกันเรื่องเป็นอิสระของผู้บริหารท้องถิ่น แต่หลักการบริหารอย่างธรรมาภิบาลยังจําเป็น เพราะฉะนั้นความเป็นอิสระจึงถูกกํากับด้วย หลักการสําคัญคือหลักของความถูกต้อง คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๒ วรรคสาม นอกจากนั้นหลักการสําคัญอีกเรื่องหนึ่งในการจัดทําหน้าที่ขององค์กรบริหารท้องถิ่น ก็คือให้องค์กรบริหารท้องถิ่นสามารถมอบภาระงานเหล่านี้ให้กับชุมชน ประชาชนได้เพิ่มเติม หลักการนี้เป็นหลักการที่คล้ายกับรัฐมอบงานให้กับองค์กรบริหารท้องถิ่นโดยวางหลัก ที่เรียกว่าเป็นหลักคอนเทสทะบิลิตี (Contestability) นั่นหมายถึงว่าหากชุมชน ภาคประชาชนทํางานได้ดี องค์กรบริหารท้องถิ่นก็สามารถมอบงานเหล่านี้ให้กับชุมชน หรือภาคประชาชนทําแทน และองค์กรบริหารท้องถิ่นก็จะไปทําเรื่องที่ซับซ้อนขึ้น ยากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นรัฐสมัยใหม่ที่รัฐส่วนกลางก็ควรจะทําเรื่องที่ยากขึ้น ทําเพื่อการแข่งขัน ต่างประเทศและมอบงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะกับประชาชนนั้น ให้องค์กรบริหารท้องถิ่นเป็นผู้ทําแทนในเรื่องการจัดการคุณภาพชีวิตของประชาชน หลักการนี้อย่างไรก็ตามครับ ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้กรุณา ให้ความเห็นที่เกี่ยวข้องอาจจะเป็นข้ออุปสรรคซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา ๘๘ ว่าด้วยเรื่องของ การแข่งขันกับเอกชน ดังนั้นผมเองจะขออนุญาตรับความเห็นนี้เข้าไปหารือในกรรมาธิการว่า ขอบเขตของการว่า รัฐไม่พึงแข่งขันเอกชนนั้นจะตีความขอบเขตอย่างไร เพื่อทําให้ เปิดโอกาสให้องค์กรบริหารท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะที่เป็นประโยชน์กับประชาชนได้ โดยไม่ขัดต่อหลักการอันนี้
สาระสําคัญประการที่ ๔ คือเรื่องของหลักประกันเรื่องความเป็นอิสระ โดยการบัญญัติให้การกํากับดูแลนั้นทําเท่าที่จําเป็น องค์กรบริหารท้องถิ่นพึงมีอิสระ ในการบริหารจัดการ ดังนั้นการกํากับดูแลต้องกระทําเท่าที่จําเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชนหรือรักษาประโยชน์ของสาธารณะโดยรวม ซึ่งปรากฏอยู่ใน มาตรา ๒๑๔ ในมาตรานี้ได้บัญญัติแนวทางของการกํากับดูแลเพิ่มเติมว่ารูปแบบของ การกํากับดูแลขององค์กรบริหารท้องถิ่นที่แตกต่างกันมีความก้าวหน้าไม่เท่ากัน รัฐไม่พึงจะใช้ มาตรฐานอันเดียวกันในการกํากับดูแล ดังนั้นการกํากับดูแลจึงควรมีความหลากหลาย และมีหลายวิธีการทั้งการกํากับก่อนหรือการกํากับหลัง การกํากับด้วยมาตรฐานกลาง หรือการกํากับด้วยระบบสัญญาแผนหรือการกํากับด้วยศาลปกครอง รูปแบบที่เสนอไปนั้น เป็นรูปแบบที่อธิบายให้เห็นว่าการกํากับดูแลนั้นพึงจะต้องพิจารณาถึงความก้าวหน้า และพัฒนาฐานขององค์กรบริหารท้องถิ่นและประเภทด้วย
สาระสําคัญประการที่ ๕ คือสาระสําคัญที่จะมีความสําคัญมาก ก็คือสาระสําคัญที่ว่าด้วยเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งบัญญัติเอาไว้อยู่ในมาตรา ๒๑๕ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ในสาระสําคัญประการแรก ในวรรคแรกพูดถึงสิทธิของประชาชนในการที่จะ เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขององค์กรบริหารท้องถิ่น ซึ่งหมายรวมถึงสิทธิ ในการเสนอข้อบัญญัติ สิทธิในการถอดถอนและสิทธิในการจะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ของการบริหารท้องถิ่น ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ เรามีพระราชบัญญัติว่าด้วย เรื่องของการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เรามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ อยู่แล้ว แต่การรวบรวมครั้งนี้เพื่อทําให้เห็นว่าขอบเขตของประชาชนในเขตการบริหารท้องถิ่นนั้น พึงมีสิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งอาจรวมไปถึงการทําประชามติ ในบางเรื่อง
ในวรรคสอง ได้พูดถึงว่าองค์กรบริหารท้องถิ่นพึงต้องจัดให้มีกลไก ของการเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากประชาชนที่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญนี้แล้ว องค์กรบริหารท้องถิ่น จําเป็นต้องมีการจัดการเพื่อทําให้การบริหารนั้นมีส่วนร่วมของประชาชนและกํากับว่า อย่างน้อยที่สุดการรายงาน การดําเนินงาน การรายงานฐานะการคลังและผลการทํางาน ขององค์กรบริหารท้องถิ่นต้องรายงานให้กับประชาชนทราบทุกปี
ในวรรคสาม ของมาตรานี้ได้บัญญัติคําใหม่ขึ้นมาคําหนึ่งคือคําว่า สมัชชาพลเมือง คํานี้ได้มีการหารือกันและได้มีการพูดกันมา ๓ วัน ผมกราบเรียนว่า สมัชชาพลเมืองในความหมายของมาตรานี้คือพื้นที่หรือกลไกที่จะทําให้ประชาชนมีพื้นที่ ในการมีส่วนร่วมในการบริหารงาน ในภาษาอังกฤษคือการใช้คําว่าเป็นซอฟต์ เพาเวอร์ (Soft power) เจตนารมณ์ของฝ่ายยกร่างนั้นในคําว่า สมัชชาพลเมือง นั้นเห็นว่าสมัชชาพลเมือง คือพื้นที่ที่ให้ประชาชนที่มีความสนใจมาร่วมกันแก้ปัญหาและร่วมให้ความเห็นต่อประเด็น ที่เป็นประเด็นปัญหาหรือประเด็นของการพัฒนาพื้นที่ของเขาเองผ่านรูปแบบของประชาคม และผู้บริหารท้องถิ่นก็พึงจะต้องรับฟัง ดังนั้นสมัชชาพลเมืองจึงเป็นพื้นที่ที่การทํางาน ที่มีลักษณะไม่ตายตัว ไม่แข็งตัว เป็นกระบวนการของการมีส่วนร่วมอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากกระบวนการที่เราทําอยู่แล้วในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมคิดว่าสมัชชา พลเมืองจะเป็นพื้นที่ของการทําให้การเมืองท้องถิ่นเป็นการเมืองที่ประนีประนอม ตัวอย่างที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทยมีหลายแห่งครับ เทศบาลนครขอนแก่นมีสภาเมืองขอนแก่น เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นที่เป็นปัญหาความขัดแย้งร่วมกันของประชาชนผู้บริหาร ไม่ได้ตัดสินใจทันทีแต่มอบให้สภานี้ไปหาวิธีการและหาคําตอบ วิธีการอย่างนี้คือการทําให้ ความขัดแย้งนั้นหาข้อยุติได้ด้วยความประนีประนอม ด้วยการสนทนาหารือกัน ซึ่งถือว่า เป็นแนวทางที่อาจจะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบหารือ ดังนั้นรูปแบบขององค์กรบริหารท้องถิ่น ในอนาคตจึงต้องเพิ่มเติมในเรื่องนี้เข้าไป ดังนั้นจึงกําหนดบัญญัติเอาไว้ในส่วนของมาตรา ๒๑๕ และรวมทั้งข้อห่วงใยที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้หารือกันเกี่ยวกับสถานะของ สมัชชาพลเมืองนั้น ผมได้หารือกับท่านกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องหลายท่านว่าเราจะกลับมา พิจารณากันอย่างจริงจังอีกครั้งว่าเราควรจะออกแบบ หรือการเขียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ที่ตรงกันอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านดูในเจตนารมณ์ที่มอบไปนั้น ในเจตนารมณ์ได้เขียน อย่างที่กระผมได้กราบเรียนต่อสภานี้
สาระสําคัญประการที่ ๖ คือเรื่องของการบริหารงานบุคคลซึ่งปรากฏอยู่ใน มาตรา ๒๑๖ การบริหารงานบุคคลท้องถิ่นหลายท่านอาจจะตําหนิว่าไม่ควรอยู่ใน รัฐธรรมนูญ แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าบทบัญญัตินี้อยู่มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ หลักการสําคัญประการหนึ่งของการบริหารงานบุคคลคือมีหลักประกันเรื่อง การบริหารงานบุคคลที่จะหาคนที่มีคุณภาพมาได้และการบริหารงานภายใต้ระบบคุณธรรม แต่ในขณะเดียวกันความมีอิสระขององค์กรบริหารท้องถิ่นในการบริหารงานบุคคลก็เป็นสิ่งที่ ต้องคํานึงถึง ดังนั้นการออกแบบในสาระสําคัญในมาตรา ๒๑๖ จะมีอยู่ ๓ ประการด้วยกันก็คือ
เรื่องแรกคือการกําหนดสถานะของผู้ปฏิบัติงานในองค์กรบริหารท้องถิ่น ทุกรูปแบบให้มีสถานะเดียวกันคือคําว่า ข้าราชการ ในอดีตเทศบาลถูกเรียกว่าเป็นพนักงาน ในขณะที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเรียกว่าเป็นข้าราชการ ดังนั้นเราจึงเปลี่ยนสถานะ แม้ว่าจะไม่ใช่สาระสําคัญแต่จะทําให้สถานะของข้าราชการท้องถิ่นนั้นเท่าเทียมกัน และเราต้องการให้การกําหนดให้มีคณะกรรมการกลางเพียงคณะเดียวจะช่วยให้การโอนย้าย สับเปลี่ยนถ่ายเทของข้าราชการในองค์กรท้องถิ่นแต่ละประเภทสามารถโยกย้ายข้ามประเภทกันได้
ประการสุดท้ายก็คือการสร้างหลักประกันในเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย และการสร้างระบบคุณธรรมขององค์กรบริหารท้องถิ่นในการบริหารงานบุคคลซึ่งปรากฏอยู่ใน มาตรา ๒๑๖
ประการที่ ๗ ครับ คือว่าด้วยเรื่องของการต้องจัดทํากฎหมาย สิ่งที่ผมกราบเรียน ทั้งหมดนั้นเป็นบทบัญญัติที่บัญญัติเอาไว้เพียงหลักการในรัฐธรรมนูญ สิ่งที่จะเกิดขึ้น และเป็นความสําคัญที่สุดจะปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑๓ คือการจัดทําให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารท้องถิ่น ซึ่งจําเป็นที่จะต้องเอาสาระสําคัญ เจตนารมณ์และความต้องการ ที่จะขยายนั้นไปทํารายละเอียดในกฎหมาย ซึ่งตรงนี้ก็จะต้องดําเนินการจัดทํา ตามที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาลในมาตรา ๓๐๗ ที่จะทํา
ประการสุดท้ายครับ ก็คือเรื่องของการปฏิรูปในมาตรา ๒๘๕ ซึ่งมีบัญญัติ ให้จําเป็นจะต้องออกกฎหมายเพื่อพัฒนาให้องค์กรท้องถิ่นเป็นองค์กรท้องถิ่นเต็มรูป ในจังหวัดซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๘๒ (๓) ให้เสร็จภายใน ๑ ปี และเสนอให้มี คณะกรรมการการกระจายอํานาจแห่งชาติที่มีองค์ประกอบที่กว้างขวางขึ้นและมีองค์อํานาจ ในการที่จะผลักดันให้การกระจายอํานาจสําเร็จและให้องค์กรบริหารท้องถิ่นสามารถ ทําหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้ง ๘ ประเด็นนั้นเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกเหนือจากที่ไปปรากฏอยู่อีกหลาย ๆ แห่งซึ่งเป็นหน่วยรับการทํางานของการปฏิรูป และการทํางานของการจัดการบริการสาธารณะในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ กระผมขออนุญาต กราบเรียนว่าความเห็นที่จะได้รับฟังจากนี้ไปจากท่านสมาชิกก็จะเป็นประโยชน์สําหรับ การที่จะนําไปปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้นครับ กราบขอบพระคุณครับ