สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

สังศิต พิริยะรังสรรค์ เสนอการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐที่ครอบคลุมถึงผู้บริหารและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงการเพิ่มมาตราเพื่อป้องกันการทุจริต และตั้งใจที่จะจัดตั้งศาลคดีทุจริตเพื่อรองรับคดีความของ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. เพื่อเร่งรัดให้การพิจารณาคดีความรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาทุจริตก่อนเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาอย่างไร

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ผมใคร่ขอสนับสนุนความเห็นของท่านขจัดภัย บุรุษพัฒน์ ทุกประการ ในเรื่องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกับผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ สําหรับประเด็นที่ ผมจะขออภิปรายอยู่ในภาค ๓ หมวด ๒ เรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๑๐ ประการด้วยกัน ประการแรก ในมาตรา ๒๔๗ ของร่างรัฐธรรมนูญระบุว่า ให้มีการแสดงบัญชี รายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี กรรมการ ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีอํานาจตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น ผมเห็นว่าตรงนี้คนที่จะโกงประเทศไม่ได้มีแต่นักการเมือง ระดับชาติหรอกครับ นักการเมืองท้องถิ่นเขาก็โกงเป็น เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าควรจะ ครอบคลุมถึงผู้บริหารแล้วก็สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยครับ

ประการที่ ๒ ในมาตรา ๒๔๘ ระบุว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่กระทําการที่เป็นการป้องกันแหล่งผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ส่วนร่วม โดยอย่างน้อยต้องไม่ (๑) ไม่กําหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมาย หรือกฎซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการที่ตน คู่สมรส บุตร หรือบิดา มารดา มีส่วนได้ส่วนเสีย ผมเห็นว่ามาตรานี้ยังไม่ครอบคลุมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตครับ ถ้าหากว่าเอาเฉพาะ ภรรยา บุตร บิดามารดา นักการเมืองก็จะเอาไปซุกเอาไว้กับสมัครพรรคพวกเครือญาติพวกพ้อง คนใกล้ชิดด้วยครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าต้องเอาคนเหล่านี้เข้าไปไว้ในกฎหมายด้วยครับ

ประการที่ ๓ องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ น่าจะมีการทบทวนทั้งจํานวนกรรมการและคุณวุฒิของ กรรมการสรรหาให้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่เช่นนั้นองค์กรอิสระของเราจะถูกจํากัดด้วย คนที่มาจากนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์เท่านั้น เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าสถานการณ์ของ บ้านเมืองนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว สมควรที่จะมีการนําเอาองค์กรภาคประชาสังคม สมัชชาคุณธรรม สภาที่ปรึกษาท้องถิ่นหรือว่าองค์กรเอกชนที่ต่อต้านการทุจริตเข้ามาร่วมเป็นทั้ง กรรมการสรรหาและเป็นกรรมการองค์กรอิสระได้ด้วย สําหรับจํานวนกรรมการที่เหมาะสม คุณวุฒิและทักษะ บุคคลที่ควรจะเป็นกรรมการในองค์กรอิสระควรจะมีความเชี่ยวชาญ ในหลากหลายด้าน ตัวอย่างเช่น ในคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ได้มีการกําหนด คุณสมบัติว่าต้องมีความชํานาญด้านการตรวจเงินแผ่นดิน การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลังหรือด้านอื่น ๆ แต่ในกฎหมายของ กกต. แล้วก็กฎหมาย ป.ป.ช. ยังไม่ได้ มีการกําหนดคุณสมบัติเช่นว่านี้ครับ

ประการที่ ๔ ให้บัญญัติอํานาจหน้าที่ขององค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบทั้ง ป.ป.ช. คตง. แล้วก็ กกต. องค์กรอื่น ๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะเหตุว่าในกฎหมายของ ป.ป.ช. กับ กกต.มีการกําหนดอํานาจหน้าที่ แต่ของ คตง. ไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญนะครับ นอกจากนี้ ควรจะกําหนดหลักการแบ่งแยกอํานาจของกรรมการกับฝ่ายสํานักงานออกจากกัน เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยกําหนดให้อํานาจสืบสวนสอบสวน เป็นอํานาจหน้าที่ของสํานักงาน และอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดเป็นของคณะกรรมการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรจะทําก็คือการออกพระราชบัญญัติของสํานักงาน ป.ป.ช. ให้เหมือนกับพระราชบัญญัติของ สตง. ครับ

ประการที่ ๕ สิ่งที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบอยากจะเห็นก็คือการตั้งศาลคดีทุจริต ศาลคดีทุจริตแตกต่างจาก ศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและงบประมาณ เพราะว่าศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลัง และงบประมาณเป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการทํางานของ สตง. และ คตง. เป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น แต่เรื่องของการทุจริต เรื่องของการ คอร์รัปชันมีความหมายมากกว่าเรื่องของงบประมาณแผ่นดินครับ การคอร์รัปชันมันเป็นเรื่องของ การใช้อํานาจโดยมิชอบ การมีพฤติกรรมของนักการเมือง ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีคุณธรรม และจริยธรรมที่เบี่ยงเบนไปจากความคาดหวังของสุจริตชนส่วนใหญ่ในประเทศ เพราะฉะนั้น พฤติกรรมแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานโดยมิชอบ การไปปิดกั้นกลไกตลาดไม่ให้ทํางาน หรือว่าใช้อํานาจแทรกแซงการทํางานของกลไกตลาด การใช้ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์พวกพ้อง ช่วยเหลือเครือญาติพี่น้อง สมัครพรรคพวกในการแต่งตั้งตําแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ก็ควรที่จะ ครอบคลุมเอาไว้ในศาลคดีการทุจริต แล้วก็ที่สําคัญก็คือคณะกรรมาธิการชุดของเราเห็นว่าควรจะจัดตั้งศาลทุจริตคดีนี้เพื่อรองรับ คดีความของทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. ด้วยครับ เพื่อเร่งรัดให้การพิจารณา คดีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ศาลคดีทุจริตที่จัดตั้งขึ้นควรเป็นศาลชํานาญพิเศษอยู่ใน ศาลอุทธรณ์กลางและศาลอุทธรณ์ภาค แล้วก็เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี ก็ควรจะมีการกําหนดระยะเวลาที่แน่นอนว่าการพิจารณาควรจะเสร็จสิ้นในกรอบเวลาเท่าไร ปัญหาเรื่องการทุจริตของประเทศไทยครับท่านประธาน มีอยู่เรื่องหนึ่งก็คือว่าเวลา ที่นักการเมืองทุจริตแล้วโดนศาลวินิจฉัยว่าทุจริตมักจะใช้วิธีหนีออกจากประเทศไทยไป แล้วก็ทิ้งทรัพย์สมบัติเอาไว้ให้ลูกหลานลงทุนทางการเมืองต่อไป ผมคิดว่าพฤติกรรม แบบที่เกิดขึ้นเรายังไม่สามารถจะจัดการกับปัญหานี้ได้ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าควรที่จะมี การทําให้อํานาจของ ป.ป.ช. และ ปปง. สามารถอายัดทรัพย์สินต่าง ๆ เอาไว้ได้ก่อน แล้วก็ให้ลูกหลานมาพิสูจน์ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาอย่างไร ผมคิดว่าอย่างนี้ถึงจะสอดคล้องกับ ความเป็นจริงมากกว่า

ประการที่ ๖ ท่านประธานครับ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทย มีการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะฉะนั้นโดยหลักการผมเห็นว่าวิธีการทํางานของ ป.ป.ช. และ คตง. ควรร่วมมือกับสํานักงานอัยการสูงสุดในการทําคดีทุจริตก่อนนําคดีขึ้นสู่ศาล อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการกําหนดกรอบเวลาการทํางานของสํานักงานอัยการสูงสุดที่แน่นอน เอาไว้เช่นเดียวกัน

ประการที่ ๗ ทรานส์พาเรนซี อินเตอร์เนชันแนล (Transparency International) องค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศได้ระบุไว้ในรายงานของเขาในปี ๒๕๕๖ ว่า ๒ สถาบันของประเทศไทยที่มีการทุจริตมากที่สุด คือพรรคการเมืองและองค์กรตํารวจ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการเพิ่มอํานาจหน้าที่ให้แก่ กกต. ในการตรวจสอบการทุจริตของ นักการเมืองและพรรคการเมืองทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้งและภายหลัง การเลือกตั้งควรจะมีด้วย เพราะเหตุว่าพรรคการเมืองของบ้านเรามีเงินผิดกฎหมาย มีเงินที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเป็นเงินที่ไม่สุจริต สมควรที่จะต้องมีการตรวจสอบ เพราะว่าเงินเหล่านี้ ถูกนํามาแจกจ่ายให้ ส.ส. เป็นเงินเดือน แล้วก็เป็นเงินที่ใช้ในการหาเสียง

ประการที่ ๘ ครับท่านประธาน ป.ป.ท. และ ปปง. เป็นองค์กรที่ทําหน้าที่ ตรวจสอบการทุจริตโดยหลักการจึงสมควรแยกออกจากกระทรวงยุติธรรมมาจัดตั้งเป็น องค์กรอิสระ แต่ว่าอยู่ภายใต้การกํากับของนายกรัฐมนตรี แต่ว่ากระบวนการสรรหา คณะกรรมการห้ามมิให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และไม่ให้นักการเมืองเข้ามาเป็นกรรมการของทั้ง ๒ องค์กร

ประการที่ ๙ ครับท่านประธาน จํานวนกรรมการในองค์กรอิสระ ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบที่เหมาะสม เราคิดว่าน่าจะอยู่ระหว่าง ๗-๙ คน แล้ววาระถ้าหากว่า มีการแยกอํานาจระหว่างฝ่ายกรรมการกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ออกจากกัน อํานาจของกรรมการ ก็เป็นอํานาจวินิจฉัยจึงควรใช้เวลา ๖ ปีเท่ากัน

ประการสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญควรจะมีมาตราหนึ่ง ที่ระบุไว้ให้ชัดเจนว่า ให้องค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ด้านการตรวจสอบทั้งหมดต้องทํางานร่วมกัน อย่างเป็นบูรณาการ ท่านประธานครับ ผมหวังว่าข้อคิดเห็นผมที่พูดในนามของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบที่นําเสนอ จะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณครับ