สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเสนอข้อเสนอเพื่อแยกอํานาจระหว่าง "เรกกูเลเตอร์" กับ "โอเปอเรเตอร์" เพื่อให้การควบคุมและการดําเนินงานการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและยุติธรรม

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเรียนชี้แจงให้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผ่านท่านประธาน เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้งใน ๒ ประเด็น

ประเด็นแรกคือเรื่องของการที่ให้มีคณะกรรมการดําเนินการจัดการเลือกตั้ง หรือที่เรียกกันจนชินว่าเป็น กจต. ขึ้นด้วยเหตุผลอะไร และ

ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับอํานาจการในการให้ใบแดงในการเลือกตั้ง ในส่วนของ การที่มีคณะกรรมการดําเนินการจัดการเลือกตั้งนั้น ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งโดย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติแต่งตั้งข้าราชการหน่วยละ ๑ คนมาทําหน้าที่ดําเนินการ จัดการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปแต่ละครั้งจะมีหน่วยเลือกตั้งประมาณ ๙๐,๐๐๐ หน่วย ซึ่งแต่ละหน่วยก็จะมีเจ้าหน้าที่ประมาณ ๑๑ คน เพื่อดําเนินการในการจัดหีบเลือกตั้ง ดําเนินการอํานวยความสะดวกในการลงคะแนนต่าง ๆ ตลอดจนถึงการนับคะแนน เพราะฉะนั้นก็จะใช้เจ้าหน้าที่ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้ามีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พร้อมกันไปด้วยอาจจะต้องเพิ่มอีก ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน เพราะการลงคะแนน การนับคะแนนก็จะเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นการเลือกตั้งหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ก็มักจะกําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาพร้อมไปกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ก็จะมาจากหน่วยงานที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ในพื้นที่เป็นหลัก เป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวง ทบวง กรมที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมาทําหน้าที่ เพราะฉะนั้นบนหลักคิดที่ว่าเรกกูเลเตอร์กับโอเปอเรเตอร์นั้นควรจะแยกจากกัน เพื่อให้การควบคุม การดําเนินงานเป็นไปอย่างสุจริตยุติธรรมและมีประสิทธิภาพประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงได้กําหนดให้คณะกรรมการดําเนินการจัดการเลือกตั้งนั้นมีหน้าที่ในการ จัดการเลือกตั้ง ก็คือมี ๗ คนที่เป็นคณะกรรมการในส่วนกลางก็จะตั้งคณะกรรมการ ดําเนินการจัดการเลือกตั้งจังหวัด จากนั้นก็จะไปตั้งคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งในระดับเขตเลือกตั้ง แล้วก็ระดับ หน่วยเลือกตั้ง แล้วก็จะเป็นภารกิจคือการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. การจัดเลือกตั้ง ส.ว. การจัดการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น การจัดการเลือกตั้งสภาท้องถิ่น และการดําเนินการ ในการให้ลงประชามติ แต่ปกติแล้วการเลือกตั้งในระดับสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นนั้น ก็เป็นการดําเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการของท้องถิ่นอยู่แล้วก็ไม่ได้มีภารกิจมากนัก แค่กํากับดูแลอํานวยการเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อมีคอนเซพท์ (Concept) นี้ขึ้นมา อํานาจหน้าที่ของ กกต. ก็จะยังมีเกือบทุกอย่าง ยกเว้นแต่การไปแต่งตั้งคน การไปทํางานธุรการ ในเรื่องของการจัดการเลือกตั้งตามหน่วยเท่านั้นเอง แต่ยังมีอํานาจหน้าที่ในการกําหนด การจัดทําระเบียบ ข้อบังคับ ในการเลือกตั้งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ประธาน กกต. ก็ยังเป็นผู้ที่ รับผิดชอบต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. แล้วก็ยังมีหน้าที่ในการที่จะควบคุมการเลือกตั้งทุกประเภทที่ผมได้กราบเรียนมาแล้ว และหน้าที่ที่สําคัญก็คือการให้ใบเหลือง การให้ใบเหลืองก็หมายความว่าถ้ามีการจัดการเลือกตั้ง ที่ไม่สุจริตยุติธรรมจะเป็นโดยว่าคณะกรรมการที่ดําเนินการจัดการเลือกตั้งนั้น มีความบกพร่องหรือมีพฤติการณ์ที่ไม่ส่อไปในทางสุจริตแล้ว และจะมีผลต่อการเลือกตั้ง ก็สามารถสั่งการให้จัดการเลือกตั้งได้ หรือเช่นเดียวกันกับกรณีที่ผู้สมัครที่มีพฤติกรรม ที่ไม่สุจริตในการดําเนินการหาเสียงต่าง ๆ และจะมีผลต่อการเลือกตั้งก็สามารถที่จะสั่งให้ มีการเลือกตั้งใหม่ได้ อันนี้ก็เป็นอํานาจที่ยังคงมีอยู่ แต่อํานาจในการที่จะให้ใบแดง เนื่องจากว่าสิทธิในการเลือกตั้งนั้นเป็นสิทธิที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ในระบอบประชาธิปไตย ตามระบอบประชาธิปไตยแล้วอํานาจอธิปไตยเป็นอํานาจสูงสุด ในประเทศซึ่งเป็นของประชาชน เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งผู้แทนประชาชนจึงมีความสําคัญยิ่ง ในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการใช้อํานาจสูงสุดของประชาชน โดยประชาชนผู้เป็นเจ้าของนั้น การมีสิทธิเลือกตั้งจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการมีสถานะของความเป็นเจ้าของประเทศ เฉพาะพลเมืองของประเทศเท่านั้นจึงมีสิทธิเลือกตั้งได้ องค์กรที่มีอํานาจเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งนั้นตามกฎหมายไทยที่เป็นอยู่ปรากฏว่ามีทั้งองค์กรที่มีลักษณะการใช้อํานาจ การปกครอง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือองค์กรที่อํานาจตุลาการ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญและศาลยุติธรรม การให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งมีความไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งมีทั้งอํานาจสอบสวน การกระทําผิดและมีอํานาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในตัวเอง นอกจากนั้นคําสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งดังกล่าวยังไม่อาจตรวจสอบโดยองค์กรอื่นใดได้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอํานาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอาจทําให้มีปัญหาเรื่องความเป็นกลางและทําคําสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะอาจมีอคติ และเหนืออื่นใดคําสั่งนั้นยังไม่สามารถ ถูกตรวจสอบในเรื่องความชอบด้วยกฎหมายได้อีก ทําให้บุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง อาจไม่ได้รับความเป็นธรรมและการประกันสิทธิที่ดีเพียงพอได้ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้ความสําคัญไว้เป็นอย่างยิ่ง องค์กรที่มีอํานาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงควรเป็นองค์กรตุลาการ ทั้งนี้เพราะองค์กรตุลาการมีการประกันความเป็นกลาง ประกันกระบวนการที่มีแบบแผนเฉพาะและประกันความอิสระมากที่สุด ด้วยตรรกะดังกล่าวนี้ ในประเทศเยอรมัน ในประเทศสหราชอาณาจักรที่เราได้เข้าไปสืบดูล้วนแต่ให้ศาลที่มีอํานาจ ในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของพลเมืองของเขาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราจึงได้กําหนดให้ การที่จะให้ใบแดงหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้น กกต. จะเป็นผู้ทําการสืบสวนแล้วก็ส่งสํานวน ร้องต่อศาลอุทธรณ์คือศาลอุทธรณ์กลางในกรุงเทพฯ ในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป เพราะว่าในการเลือกตั้งทั่วไปนั้นกรณีที่เป็นใบแดงก็จะมีประมาณสัก ๑๐ กว่าบวกลบ จึงถ้าใช้ศาลเดียวตัดสินก็จะมีมาตรฐานเดียวกัน แต่กรณีที่เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นของสภาท้องถิ่น หรือของผู้บริหารท้องถิ่นนั้นก็จะไปสู่ ศาลอุทธรณ์ภาคตามพื้นที่ที่คดีนั้นจะอยู่ภายใต้อาณัติของศาล อันนั้นก็เป็นเหตุผล นอกจากนั้นผู้ที่โดนฟ้องศาลอุทธรณ์ยังมีสิทธิที่จะยื่นฎีกาได้ แต่ก็เป็นไปตามระเบียบ การยื่นฎีกาของศาลว่าจะยื่นฎีกาได้ในกรณีใดบ้าง ซึ่งก็เป็นการให้ความเป็นธรรมถึง ๒ ชั้น เป็นไปตามหลักกระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากล ใช้อยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ขออนุญาตเรียนให้ทราบเพิ่มเติมถึง กกต. เพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ