สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

ไพบูลย์ นิติตะวัน หารือเรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลประโยชน์ของชาติ และเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกลไกการตรวจสอบที่ครอบคลุมและเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของชาติและประชาชน รวมถึงการปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการถอดถอนจากตำแหน่งและการตัดสิทธิทางการเมือง และการดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน แล้วก็ขออนุญาตกราบเรียนไปยัง ท่านประชาชนที่รับชมการถ่ายทอดอยู่ที่บ้านด้วยนะครับ ในฐานะผมเป็นประธาน อนุกรรมาธิการพิจารณากรอบจัดทําร่างรัฐธรรมนูญในส่วนภาค ๓ หมวด ๒ ว่าด้วย การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ขออนุญาตกราบเรียนว่าความสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐนั้น ท่านสมาชิกท่านคงจําได้ถึงเหตุการณ์ของวิกฤติชาติที่เกิดขึ้นในห้วงเวลา ที่ผ่านมานั้น ก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินในขณะนั้นซึ่งไม่มีความโปร่งใส กลไกของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของการบริหารราชการแผ่นดินนั้นไม่มีการทํางาน เท่าที่ควร จนเกิดกรณีการทุจริตโครงการ ไม่ว่ารับจํานําข้าว ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับ ประเทศชาติเป็นจํานวนถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นได้เลย ถ้ากลไกการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล สามารถทํางาน ที่จะปกป้องผลประโยชน์ชาติได้ แล้วนอกจากนั้นยังมีปัญหา ไม่ว่าโครงการจัดการน้ํา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการดําเนินการโครงการที่ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถที่จะตรวจสอบยับยั้งได้ แล้วยังมีการพยายามที่จะจัดให้มีโครงการกู้เงินถึง ๒ ล้านล้านบาท วิกฤติชาติเกิดขึ้น จึงเป็นที่มาที่ทําให้สถานการณ์ตรวจสอบไม่สามารถทําได้ ประชาชนจึงต้องออกมา เคลื่อนไหวกันทั้งประเทศเป็นจํานวนหลาย ๆ ล้านคน สิ่งนี้เป็นเพราะสาเหตุกลไกตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐนั้นไม่ทํางาน แต่การตื่นตัวของประชาชนนั้นทําให้ประเด็นสําคัญ ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่ากลไกของระบบการเมืองที่ล้มเหลว ก็เป็นอย่างที่ทราบกันมาแล้ว แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือ กลไกของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนั้นประชาชนได้เรียกร้องกันอย่างมากว่า ต้องมีการปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพ ให้มีประสิทธิผล เพื่อที่จะให้ประเทศไทยเราสามารถ ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลประโยชน์ของชาติให้ได้ ดังนั้นเพื่อให้ตอบสนองตามความต้องการของประชาชน ท่านประธานครับ ในการเกิดปัญหา ตั้งแต่ก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม หลังจากนั้นจึงมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งให้ความสําคัญเป็นอันดับแรกเลยครับ บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ มีหลายอนุมาตรา ซึ่งอนุมาตราที่เกี่ยวข้องนั้นก็

(๓) จะต้องให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบและ ขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและ ควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน นอกจากนั้นยังบัญญัติไว้ใน

(๔) ว่าจะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ ผู้ที่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมือง อย่างเด็ดขาด และให้ต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางหลักนิติธรรม และการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนและทุกระดับ

(๘) จะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่า และตอบสนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน โดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงิน การคลังของประเทศ และกลไกการตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐ ที่มีประสิทธิภาพ

ท่านสมาชิกครับ ท่านจะเห็นความสําคัญอย่างยิ่งของเรื่องกลไกตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ต้องมีบัญญัติในเรื่องนี้ แล้วก็ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาถึงความจําเป็น ความคุ้มค่าที่จะต้องมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้น โดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จําเป็นต้องมีการให้พิจารณามาตรการที่จะให้การดําเนินงานขององค์กรดังกล่าว เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้มีการกําหนดเจตนารมณ์แห่งการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ๔ ประการ ซึ่งใน ๔ ประการนั้น ท่านจะเห็นมีอยู่ ๒ ประการใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ เพิ่มให้มีส่วนร่วม ส่วนร่วมสําคัญคือเป็นส่วนร่วม ในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐด้วย และ

ในประการที่ ๒ คือให้การเมืองใสสะอาดและสมดุล สาระนี้เพื่อป้องกัน การทุจริตแล้วก็ให้มีความสมดุล ซึ่งทั้ง ๒ ประการจะส่งเสริมทําให้หนุนสังคมที่เป็นธรรม ก็คือเกิดการปฏิรูปของสังคมอย่างแท้จริง

และที่สําคัญในประการสุดท้ายของเจตนารมณ์แห่งการร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือจะทําให้นําชาติไปสู่สันติสุข เพราะเหตุความขัดแย้งทั้งหลายทั้งมวลมานั้นก็อย่างที่ผมเรียน ที่เป็นสาเหตุตั้งแต่ที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น และนอกจากนั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติยังให้ความสําคัญ เรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐอย่างที่ท่านสมาชิกทุกท่านก็ทราบว่ามีการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติเกิดขึ้นมาด้วย ซึ่งสิ่งนี้ผมนําเสนอมาคือความสําคัญของ การร่างรัฐธรรมนูญในส่วนว่าด้วยกลไกตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และดังนั้นในการยกร่าง ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงคํานึงถึงหลักการในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐจะต้องมีกลไก เพื่อรักษาประโยชน์ของชาติ แต่แน่นอนก็ต้องเพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการที่สุจริต คุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นสําคัญ ซึ่งการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐจะต้อง ครอบคลุมไป ไม่ว่าการทุจริตคอร์รัปชันประพฤติมิชอบหรือรวมทั้งการเลือกตั้งโดยที่ไม่สุจริต และไม่เที่ยงธรรม การละเมิดสิทธิของประชาชนและรวมทั้งการละเมิดจริยธรรม การตรวจสอบของรัฐนั้นครอบคลุมไปทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของรัฐ แล้วก็กลไกการตรวจสอบนั้นก็มี ๓ ประการ ซึ่งในอดีตนั้นเราจะมีอยู่ประการเดียวเท่านั้น ก็คือประการที่ผมจะเรียนว่าก็คือใช้องค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐที่เป็นองค์กรภาครัฐ อยู่อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งในกลไกที่จะเพิ่มเติมขึ้นในส่วนของรัฐธรรมนูญนั้นก็เพิ่มในส่วนของ ให้สมาชิกรัฐสภา ซึ่งเดิมนั้นใช้โดยผ่านการเป็นกรรมาธิการยกร่างต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ แต่ก็ให้สมาชิกรัฐสภาสามารถเข้าชื่อกันได้เพื่อให้มีการจัดตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ขึ้นมาได้ แล้วที่ประการสําคัญที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็คือให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีบทบาทโดยตรงในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในส่วนซึ่งไม่ได้อยู่ในภาค ๓ แต่ว่าอยู่ในส่วนของภาคของพลเมืองก็คือมาตรา ๗๑ คือส่งเสริมให้พลเมืองแต่ละจังหวัด มีการมีส่วนร่วม มีบทบาทโดยตรงในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐภายในจังหวัดของตนเอง มีทุกจังหวัดเพื่อส่งเสริมให้พลเมืองยึดมั่นในการซื่อสัตย์สุจริตและมีบทบาทโดยตรงต่อการ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในจังหวัดนั้น ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บัญญัติไว้เพื่อให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์แห่งมหาชนที่ออกมาเรียกร้อง ดังนั้นในภาค ๓ หมวด ๒ การตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ จึงบัญญัติเริ่มตั้งแต่มาตรา ๒๔๖ ถึงมาตรา ๒๗๖ รวมทั้งสิ้น ๓๑ มาตรา ประกอบด้วยส่วนที่ ๑ คือบททั่วไป ส่วนที่ ๒ การกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่วนที่ ๓ เป็นการถอดถอนจากตําแหน่งและตัดสิทธิทางการเมืองหรือสิทธิในการ ดํารงตําแหน่งอื่น ส่วนที่ ๔ เป็นการดําเนินคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และนอกจากนั้นส่วนที่ ๕ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แบ่งออกเป็นทั้งสิ้น ๔ ตอน

ตอนที่ ๑ เป็นว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ตอนที่ ๒ เป็นเรื่องของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ตอนที่ ๓ เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ

ตอนที่ ๔ ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน

ท่านสมาชิกครับ ท่านก็ได้รับร่างรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาแล้ว ผมต้องขออนุญาตเรียน เพื่อที่จะเป็นการเสนอให้ท่านพิจารณา ซึ่งถ้าท่านพิจารณาแล้วถ้าท่านเห็นมีข้อเสนอแนะนั้น ก็ขออนุญาตให้ท่านช่วยกรุณาเสนอมาให้ด้วย แล้วในฐานะผมเป็นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญผมน้อมรับที่จะนําไปปรับปรุง ดังนั้นในหมวด ๒ ที่เรายกร่างขึ้นมานั้น ในส่วนบททั่วไปเราบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๖ ว่าการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ต้องไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สุจริตและปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ รวมทั้ง ต้องกระทําด้วยกระบวนการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ สิ่งนี้จึงเป็นเหตุที่บัญญัติให้ คณะกรรมการขององค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนั้นจะต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่มี เพราะใช้หลักว่าผู้ที่ตรวจสอบผู้อื่นนั้นตนเองก็จะต้องพร้อมที่จะ ถูกตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงบัญญัติไว้ และนอกจากนั้นในบททั่วไปก็บัญญัติเรื่อง การแสดงทรัพย์สินนั้นท่านจะเห็นว่าการแสดงบัญชีหนี้สินและทรัพย์สินในมาตรา ๒๔๗ นั้น เพิ่มให้กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐต้องเปิดเผย บัญชีทรัพย์สินและเปิดเผยให้สาธารณชนทราบโดยเร็วเช่นเดียวกัน

ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของการกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นบัญญัติไว้เป็นเพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่ว่าในรัฐธรรมนูญที่เรายกร่างขึ้นในมาตรา ๒๔๘ ยกร่างเป็นบทบัญญัติใหม่นั้น บัญญัติให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่กระทําการที่เป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม โดยอย่างน้อยต้องไม่ดําเนินการดังต่อไปนี้ ซึ่งบัญญัติไว้ ๔ ประการ ซึ่งท่านจะเห็นว่าก่อนหน้านั้นมีปัญหาอยู่เสมอในสภาในรัฐสภา ส.ส. และ ส.ว. ได้มีคําปฏิญาณตนว่าจะไม่กระทําการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่ไม่ได้บอกว่า แล้วอะไรคือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดังนั้นในการบัญญัติในส่วนนี้จึงบัญญัติไว้อย่างน้อย มี ๔ ประการ ซึ่งแต่ละประการ เช่น

(๑) ไม่กําหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายหรือกฎที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจการที่ตน หรือคู่สมรส บุตรหรือบิดา มารดา มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ อันนี้ชัดเจน ถ้ามีใครไปกระทํานั้น เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ก็เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย

(๒) ไม่นําความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่นมาประกอบการใช้ดุลยพินิจ ในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้น อันนี้ก็ทําให้มีความชัดเจน

(๓) ผมเชื่อว่าประชาชนได้เรียกร้องมามากก็คือไม่ใช้เวลาของราชการ หรือของหน่วยงาน เงิน ทรัพย์สินและบุคลากร บริการ สิ่งอํานวยความสะดวก หรือข้อมูลภายใน ทางราชการหรือหน่วยงานไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาต โดยชอบด้วยกฎหมายและกฎต่าง ๆ

และสุดท้ายไม่กระทําการใด ดํารงตําแหน่งหรือปฏิบัติการใด ๆ ในฐานะส่วนตัว ที่ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงว่าขัดกับประโยชน์ส่วนร่วมที่อยู่ในความรับผิดชอบตามหน้าที่ หรือเป็นที่เสื่อมเสียต่อตําแหน่งหน้าที่ มาตรา ๒๔๘ บัญญัติเพื่อแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ในเหตุการณ์ก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม และนอกจากนั้นในส่วนนี้ก็บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๕๐ ตามเดิมอยู่หลายมาตรา

ในส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องของการถอดถอนจากตําแหน่งและการตัดสิทธิทางการเมือง หรือสิทธิในการดํารงตําแหน่งอื่น ในหลักการก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ส่วนที่ มีการปรับปรุงเพิ่มเติมขึ้นนั้น ก็คือแทนที่การถอดถอนนั้นให้เป็นเรื่องของวุฒิสภา ตอนนี้เพื่อจะให้เกิดความเป็นธรรมตามการเรียกร้องนั้นจึงให้รัฐสภาเป็นผู้มีอํานาจถอดถอน บุคคลดังกล่าว และรวมทั้งในกรณีที่กระบวนการถอดถอนนั้นและการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้นได้เขียนไว้ในมาตรา ๒๕๕

ซึ่งใน (๓) ให้มีการเพิ่มเติมคือให้มีคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้แทนอัยการสูงสุด และผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายอื่น มีจํานวนฝ่ายละเท่ากันเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับ การดําเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงทางการเมือง บทบัญญัตินี้ ยกร่างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาซึ่งเกิดขึ้นในก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้าบทบัญญัตินี้ได้รับการบังคับใช้ ก็จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ และนอกจากนั้นยังให้มีกลไกในการจัดทําและส่งชื่อให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนตามมาตรา ๒๕๓ ไว้ด้วย สิ่งนี้เป็นส่วนที่เพิ่มเติมขึ้น

ท่านสมาชิกครับ ในส่วนที่ ๔ การดําเนินคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ จนถึงมาตรา ๒๕๘ นั้น ในหลักใหญ่แล้ว ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ว่าส่วนที่เสริมเพิ่มเติมขึ้นนั้นก็คือให้อํานาจของสมาชิกรัฐสภา ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้ง ๒ สภารวมกัน อาศัยตามมาตรา ๒๕๗ มีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มี อาจยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ จากความเป็นผู้ที่เป็นกลางทางการเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริตเห็นประจักษ์ ทําหน้าที่ไต่สวน หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําของบุคคลดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ร่ํารวยผิดปกติ มีความผิดหลายฐาน เที่ยวนี้เป็นการเพิ่มเติมให้สมาชิกรัฐสภาสามารถดําเนินการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐได้ด้วย และท่านสมาชิกครับ

ผมขออนุญาตมาในส่วนที่ ๕ ในเรื่องขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนั้น ในส่วนนี้เราแบ่งออกเป็น ๔ ตอน

ตอนที่ ๑ เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๙ ถึงมาตรา ๒๖๙ นั้น โดยรายละเอียดแล้วท่าน พลเอก เลิศรัตน์ท่านจะมาเรียน ให้ที่ประชุมทราบอีกครั้งหนึ่ง แต่ในส่วนผมขอเรียนคร่าว ๆ เป็นเพียงแค่ว่า ในคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องซึ่งได้รับการเรียกร้องจากประชาชนเช่นเดียวกัน ในหลายๆ กรณี ก็จึงมีการดําเนินการไม่ว่าเรื่องคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการ การเลือกตั้งนั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ให้มีกระบวนการของผู้ที่เป็นกรรมการสรรหานั้น มีจํานวนมากขึ้น เพื่อที่ให้เกิดความโปร่งใสในที่มาในการสรรหา แล้วที่สําคัญซึ่งจะเกิดขึ้น ในทุก ๆองค์กรของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนั้นก็คือจะต้องให้มีคณะกรรมการ ประเมินผล มาประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนหน้านั้นจะไม่มีการประเมินผลใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นไปตาม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องถูกประเมินผลทุก ๆ ๑ ปี แล้วก็แจ้งให้สาธารณะรับทราบ

ในส่วนของตอนที่ ๒ ในเรื่องของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในส่วนนี้มีการปรับปรุงเพิ่มให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนั้นได้มีส่วนที่สําคัญในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก่อนหน้านั้น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินถ้าเกิดพบกรณีที่มีปัญหา ก็จะต้องส่งต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แต่ว่าในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้นกําหนดให้อํานาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มีอํานาจเพิ่มเติมขึ้น โดยบัญญัติไว้อาจจะไปอยู่ในส่วนของภาค ๒ หมวด ๕ การคลัง และงบประมาณ ในมาตรา ๒๐๕ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลไกตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ก็คือในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดก่อให้เกิดการใช้จ่ายแผ่นดินอันวิญญูชน พึงเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสํานวนยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง แผนกคดีวินัยการคลัง และการงบประมาณ และให้ศาลวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวจะทําให้ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนั้นมีอํานาจหน้าที่ ในการหยุดยั้งความเสียหายของเงินแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเพิ่มเติมขึ้น ท่านสมาชิกครับผมขออนุญาตไปสู่ตอนที่ ๓ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ซึ่งยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ มาตรา ๒๗๑ และมาตรา ๒๗๔ ก็เช่นเดียวกัน เป็นไปตามที่เรียกร้องว่าจะต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นประจําทุกปีโดยคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ และนอกจากนั้นในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้น คณะกรรมาธิการได้เห็นว่าควรจะให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดําเนินการไต่สวนและวินิจฉัยเฉพาะบุคคลที่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและผู้บริหาร ระดับสูงเท่านั้น ซึ่งรวมทั้งผู้พิพากษา ตุลาการ ข้าราชการอัยการ แต่ส่วนในระดับที่ลดลงไปนั้น ควรจะให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้พิจารณาเพื่อที่จะให้มุ่งตรงไปยังในการที่จะควบคุมดูแลในเรื่องคดี ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และรวมทั้งให้อํานาจของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ในคดีที่เกี่ยวกับ วินัยทางการคลังและงบประมาณ ถ้าตัวอย่างเกิดขึ้นในกรณีของโครงการจํานําข้าว ถ้าร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามนี้ในกรณีที่พบว่ามีการดําเนินโครงการไปนั้นส่อว่าเกิดทุจริตขึ้น ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถดําเนินการในส่วนที่สอบสวน ไต่สวนในเรื่องของ การกระทําทุจริตคอร์รัปชันไปได้ และในขณะเดียวกันสามารถยื่นฟ้องคดีไปยังศาลปกครอง ในคดีที่เกี่ยวกับวินัยการคลังและงบประมาณเพื่อหยุดยั้งความเสียหายได้ เราก็จะไม่เสียหายกัน เป็นจํานวนมหาศาล เป็น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่เคยปรากฏมาในอดีต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ กําหนดขึ้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และนอกจากนั้นในส่วนที่จะต้องบัญญัติไว้ในกฎหมาย ต่อไปนั้นก็เป็นการที่เพิ่มอํานาจการกํากับดูแลหน่วยงานในการป้องกันและปราบปราม การทุจริตต่าง ๆ ซึ่งอาจจะประจําแต่ละกระทรวง ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องมีหน้าที่ กํากับและดูแล ซึ่งก็จะสอดคล้องกับแนวทางซึ่งรัฐบาลในปัจจุบันดําเนินการ ซึ่งเชื่อว่า การตรวจสอบออกไปนั้นจะมีประสิทธิภาพมากว่ารวมศูนย์ไว้ที่คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพียงองค์กรเดียว

และส่วนในตอนที่ ๔ เรื่องเกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์ สิทธิมนุษยชน ตามมาตรา ๒๗๕ และมาตรา ๒๗๖ นั้น ท่านสมาชิกครับ เป็นการรวมภารกิจ เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการทําหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นไปตามอํานาจหน้าที่ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ วรรคท้าย ที่ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องหาวิธีการเพื่อให้ องค์กรตามรัฐธรรมนูญมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเห็นว่าควรที่จะให้ ๒ องค์กรซึ่งมีหน้าที่ ถ้ามารวมกันแล้วจะเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในการดูแลและบริการประชาชน ได้เป็นอย่างดี คุ้มครองสิทธิของประชาชน ช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย ขององค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจนี้ ดังนั้นจึงให้เกิดการรวมขึ้นตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน และพิทักษ์สิทธิมนุษยชนขึ้น ท่านสมาชิกครับ ในส่วนสําคัญขององค์กรนี้ก็คือเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่าให้มีการแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบของผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน แต่ละคนในการดําเนินการ ตามมาตรานี้ให้ชัดเจนและรวมทั้งกรณีใดที่ต้องเป็นมติร่วมกันของผู้ตรวจการแผ่นดิน และพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ก็ให้เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนจะบัญญัติไว้ ท่านสมาชิกครับ ผมรบกวนเวลาท่าน มานานพอสมควรแล้ว ก็ขออนุญาตเรียนว่าในการนําเสนอนั้นเป็นการเสนอความคิดเห็นของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เห็นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญตามที่ผมได้กราบเรียนไปนั้น น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทําให้กลไกของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐดําเนินการไป อย่างมีประสิทธิผลเพื่อที่จะคุ้มครองผลประโยชน์แห่งชาติและเพื่อที่จะให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการร่วมกันตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติร่วมกันนั้น แต่แน่นอน ต้องมีหลาย ๆ ประเด็นที่อาจจะต้องขาดตกบกพร่องหรืออาจจะไม่เหมาะสมหลายประการ ในฐานะผมที่ได้มีส่วนในการยกร่างในรัฐธรรมนูญในส่วนนี้ ขอกราบเรียนว่าขอน้อมรับ ข้อเสนอของท่านสมาชิกที่ท่านจะแสดงความคิดเห็นและรวมทั้งก็รอข้อแนะนําในการที่ ท่านจะแก้ไขเพิ่มเติมในร่างรัฐธรรมนูญที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนํามาเสนอ ในวันนี้ครับ ขอบคุณครับ