บรรเจิด สิงคะเนติ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคณะกรรมาธิการที่รับผิดชอบ หมวดศาลและกระบวนการยุติธรรม โดยเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการครบวาระ 65 ปีของศาล และขอกราบเรียนยืนยันว่าไม่มีผู้พิพากษาอาวุโสท่านใดมาวิ่งกับคณะกรรมาธิการ และชี้ว่าองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญของไทยขาดฐานในทางทฤษฎี และขาดผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ในนามของคณะกรรมาธิการที่รับผิดชอบ หมวดศาลและกระบวนการยุติธรรมก็ต้องขอกราบขอบพระคุณความคิดทุกความคิด ที่ได้เสนอมา ทางคณะกรรมาธิการจะได้รับนําไปปรับปรุงเพื่อทําให้กระบวนการยุติธรรม และศาลนั้นมีความสามารถที่จะอํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผมอยากจะกราบเรียนรบกวนเวลาท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเล็กน้อยนะครับ ถึงความคิด บางประการที่อาจจะทําให้เข้าใจว่าคณะกรรมาธิการนั้นมีเจตนาแฝงบางประการหรือไม่ ผมอยากจะกราบเรียนเรื่องคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้น ผมเองได้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ ได้อ่านคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหน้าที่ระหว่างศาลตั้งแต่มีศาลปกครองครั้งแรกในปี ๒๕๔๔ จนถึงปี ๒๕๕๐ กว่า ผมเห็นปัญหาความลักลั่นความไม่สืบเนื่อง วิเคราะห์แล้วมาจากประเด็นองค์ประกอบ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องนี้จึงไม่ได้กระทําโดยมิได้มีฐานในทางวิชาการ ผมขอกราบเรียนว่า คณะกรรมาธิการกระทําบนฐานทางวิชาการมิได้มุ่งหมายที่จะให้เกิดความยุ่งยากสับสน ของสิ่งที่ได้ปฏิบัติมาดีแล้ว อันนี้อยากจะขอกราบเรียนประการแรกนะครับ
ประการที่ ๒ เรื่องการครบวาระ ๖๕ ปีนั้น ผมขอกราบเรียนยืนยันเลยครับ ไม่มีผู้พิพากษาอาวุโสท่านใดมาวิ่งกับคณะกรรมาธิการเลยครับ การที่เราเขียนว่า เมื่อครบ ๖๕ ปีแล้วจะอยู่ในตําแหน่งใดให้เป็นไปตามที่ ก.ต. หรือ ก.ศป. จะกําหนดนั้น เพราะเราไม่รู้สภาพการณ์ เราไม่อาจจะไปกําหนดตายตัวได้ว่าต้องไปอยู่ที่นั้นที่นี้ ก็ให้เป็นเรื่องขององค์กรบริหารงานบุคคลจะเป็นผู้กําหนดเพราะฉะนั้นตรงนี้มิได้เกิดจากการที่มี ผู้พิพากษาอาวุโสท่านใดมาวิ่ง ผมขอเรียนยืนยันในฐานะที่รับผิดชอบในส่วนนี้ครับ
ประการที่ ๓ เรื่ององค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญนั้นที่เราได้มีการปรับจาก ศาลฎีกา ๒ ท่าน ศาลปกครองสูงสุด ๒ ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิในทางนิติศาสตร์ ๓ ท่าน แล้วก็ทางรัฐศาสตร์ ๒ ท่านนั้น ผมขอกราบเรียนว่าประเด็นนี้นั้นเป็นประเด็นที่ผมเอง ได้ศึกษาเปรียบเทียบเพราะผมไปทําปริญญาเอกที่ประเทศเยอรมันนั้นได้ศึกษาเปรียบเทียบ ในเรื่องนี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญของไทยหลังจากปี ๒๕๔๐ นั้นเรามีแม่แบบมาจาก ประเทศเยอรมัน แล้วแม่แบบของประเทศเยอรมันเองศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นองค์กร ที่มาถ่วงดุลกับระบบเสียงข้างมากของรัฐสภาและเป็นหลักให้กับประเทศเยอรมัน จนมาถึงปัจจุบันนี้ ๖๐ กว่าปีครับ ถามว่าทําไมศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมัน จึงมีความมั่นคงเข้มแข็ง ท่านทราบไหมครับว่าเขามีองค์ประกอบที่มาจาก ๓ ทางครับ ๑. มาจากผู้พิพากษาอาชีพ ๒. มาจากสายวิชาการ ๓. มาจากผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง ๓ ส่วนผสมนี่ทําให้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีตรรกะในทางกฎหมาย มีฐานในทางทฤษฎี คํานึงถึงความเป็นจริงในทางการเมือง ผมวิเคราะห์แล้วว่าของเรานั้นเราขาดฐาน ในทางทฤษฎี การที่บอกว่าให้มีนักกฎหมายมหาชน ๑ ท่านนั้นเพราะรากฐานของ การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นรากฐานในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องมหาชน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มิได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง ในวงวิชาการผมกราบเรียนได้เลยครับ ไม่มีปัญหาเรื่องขอบเขตของกฎหมายมหาชนแต่อย่างใด ขอกราบเรียนว่าอันนี้คือ เจตนาบริสุทธิ์ที่อยากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญของไทยนั้นมีความเข้มแข็ง มั่นคงเป็นหลักให้กับ ประเทศชาติบ้านเมืองบนตรรกะ มีผู้พิพากษาอาชีพ มีฐานในทางวิชาการและดูข้อเท็จจริง ในทางการเมืองเป็นฐาน
ประการสุดท้าย มาตรา ๒๓๗ ถามว่าทําไมคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องผูกพันองค์กรอื่น มิใช่เพราะศาลรัฐธรรมนูญสูงกว่าองค์กรอื่นนะครับ ผมอยากจะกราบเรียน อย่างนี้ครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้อานิสงส์มาจากหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนปากของรัฐธรรมนูญ เมื่อท่านได้ตีความอย่างไรแล้ว มันก็กลายเป็นหลักสูงสุดใช่ไหมครับ มันจึงถูกผูกพันใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น อันนี้ที่เขียนมาทั้งหมดมันมีฐานในทางวิชาการทั้งสิ้น ไม่ได้ใช้อําเภอจิตอําเภอใจในการเขียน แต่อย่างไร ผมอยากจะกราบเรียนว่าเราทําด้วยฐานในทางวิชาการ ด้วยความสุจริต เพื่อต้องการให้กระบวนการยุติธรรมให้ศาลของไทยนั้นเป็นเสาหลักของประเทศชาติบ้านเมือง อยากจะขอกราบเรียน ขอบพระคุณครับ