สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

วสันต์ ภัยหลีกลี้ หารือเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเรียกร้องให้จัดตั้งศาลคดีทุจริต และให้องค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์และเสนอให้สํานักงานข้อมูลข่าวสารทางราชการและงานของสํานักงานมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ตรวจการแผ่นดิน และพิทักษ์สิทธิมนุษยชน

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและเพื่อนสมาชิกครับ ผม วสันต์ ภัยหลีกลี้ ในฐานะสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตรการและแนวทางในการจัดการกับ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันค่อนข้างมาก ซึ่งผมก็เชื่อว่าน่าจะช่วยให้ปัญหาลดน้อยถอยลงไปได้ พอสมควร อย่างไรก็ตามคําถามของผมก็คือว่าเรามีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา ๓๕ กําหนดไว้เพียงพอแล้วหรือยัง ผมเห็นด้วยกับการที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญกําหนดให้มีแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณในศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา ๒๔๔ เพื่อเป็นกลไกในการควบคุมการดําเนินการ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินของแผ่นดินของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะจากนโยบายประชานิยมที่หวังคะแนนนิยมแบบขาดความรับผิดชอบ แต่ผมและกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นว่า เรายังจําเป็นจะต้องมีศาลคดีทุจริตในศาลยุติธรรมเพื่อรับมือกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ที่กัดกินประเทศไทย สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศชาติ เพื่อวินิจฉัยคดี ในกรณีการทุจริตและประพฤติมิชอบอื่น ๆ อันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องวินัยการคลัง และการงบประมาณ เช่น เรื่องการโยกย้ายตําแหน่งโดยมิชอบ การให้สินบนเนื่องจาก เขตอํานาจในการพิจารณาของศาลปกครองแผนกวินัยการคลังและการงบประมาณ จํากัดอยู่เฉพาะเรื่องวินัยการคลังและการงบประมาณไม่ครอบคลุมกรณีการทุจริต หรือประพฤติมิชอบอื่น ๆ ข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบก็คือขอให้จัดตั้งศาลคดีทุจริตเป็นการเฉพาะเพื่อพิจารณาคดี เกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ซึ่งไม่อยู่ ในเขตอํานาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้ให้รวมถึง เอกชนด้วย โดยกําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจของศาลอุทธรณ์และคู่ความสามารถอุทธรณ์ไปยัง ศาลฎีกาได้เป็นระบบสองชั้นศาล โดยกําหนดให้ศาลพิจารณาคดีทั้งแพ่งและอาญา อยู่ในศาลเดียวกันเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการพิจารณาคดีและลดความซ้ําซ้อน นอกจากนั้นให้องค์กรที่มีอํานาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือภาคประชาชนที่มีกฎหมายรองรับเป็นผู้มีสิทธิ ฟ้องคดีต่อศาลได้ด้วยเพื่อลดปัญหาคอขวดคดีคั่งค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. ข้อเสนอนี้จะช่วยให้เกิด ความรวดเร็วในการดําเนินคดีและความเชี่ยวชาญของตุลาการในการพิจารณาคดี โดยที่ไม่เป็นภาระด้านงบประมาณหรือกําลังคนแต่อย่างใด สําหรับผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองก็ให้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองต่อไป และผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับที่จะให้ ป.ป.ช. มีอํานาจตรวจสอบ การทุจริตของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและหัวหน้าส่วนราชการหรือระดับ ๑๐ ที่อยู่ในตําแหน่งหลักอย่างอธิบดีหรือปลัดกระทรวงนะครับ ผมคิดว่าถ้า ป.ป.ช. โฟกัส (Focus) และเร่งรัดคดีสามารถเอาผิดนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงประเภทปลาใหญ่ได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตไปได้มาก ที่ผ่าน ๆ มาคนที่โดนจับมักจะเป็นข้าราชการ ชั้นผู้น้อยปลาซิวปลาสร้อยเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากการจับปลาใหญ่แล้วการเอาคนผิด มาลงโทษให้ได้โดยเร็วก็นับว่ามีความสําคัญมากนะครับ ทุกวันนี้คดีลากยาวใช้เวลาเนิ่นนาน จนคนผิดไม่เกรงกลัว ซึ่งถ้าจะทําให้คนไม่กล้าทําผิด สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องทําก็คือว่าต้อง ทําให้เห็นว่าคนทําผิดไม่มีทางหนีเงื้อมมือของกฎหมายไปได้และกรรมติดจรวดจริง ๆ นะครับ ผมคิดว่าการที่เราจะสามารถเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วและรุนแรงต้องปรับปรุง ประสิทธิภาพขององค์กรที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างขนานใหญ่ด้วยนะครับ ต้องไม่ปล่อยให้คดีค้างเป็นหมื่นคดี มีคดีที่หมดอายุความหรือทําคดีแบบตามใจฉัน ข้อเสนอ ของกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ก็คือว่า ป.ป.ท. ก็ต้องมี ความเป็นอิสระ ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองนะครับ ในขณะที่ ป.ป.ช. จะต้องบริหารจัดการคดีให้ดี ให้สํานักงานมีบทบาทในการทําคดีมากขึ้น ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เน้นในเรื่องของการทําหน้าที่วินิจฉัย ในเรื่องวาระการดํารงตําแหน่ง ก็ขอให้อยู่ในตําแหน่ง ๖ ปี เหมือนกับองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐองค์กรอื่น ๆ นะครับ อีกอย่างอยากให้ยกเลิก ป.ป.ช. จังหวัดนะครับ ซึ่งมีปัญหาถูกแทรกแซงเสียจนเสียหายนะครับ ที่สําคัญครับจะต้องมีการบูรณาการการทํางานระหว่างหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดินหรือว่าหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อประสิทธิภาพของงาน แล้วก็ลดความซ้ําซ้อน ในเรื่องกระบวนการดําเนินคดีก็ต้องปรับทั้งระบบนะครับ ตั้งแต่ตํารวจ องค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ อัยการไปจนถึงศาล ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอ ของทางฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ที่บอกว่าวรรคสองของมาตรา ๒๑๘ ควรจะพูดถึง กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดครับ ไม่ใช่เฉพาะแต่ศาล ผมอยากเห็นกระบวนการยุติธรรม ทั้งระบบมีประสิทธิภาพ ไม่ล่าช้า อยากให้มีการกําหนดกรอบระยะเวลาอันสมควร ในการดําเนินคดีทุจริตในแต่ละขั้นตอน และเหตุยกเว้นกรณีล่าช้าให้ชัดแจ้งเป็นกฎหมาย รวมถึงกําหนดความรับผิดและบทลงโทษต่อเจ้าหน้าที่รัฐผู้ดําเนินคดีล่าช้าเกินระยะเวลา ที่กําหนดไว้ข้างต้นด้วยนะครับ

ในเรื่องของการกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมเห็นด้วย แล้วก็ขอสนับสนุนบทบัญญัติทั้ง ๕ มาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตั้งแต่มาตรา ๒๔๘ ถึงมาตรา ๒๕๒ เชื่อว่าปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์จะลดน้อยลงนะครับ ประเภทที่ออกนโยบาย หรือกฎหมายมาเอื้อประโยชน์ต่อตัวเอง ลูกเมียหรือว่าวงวานว่านเครือควรจะหมดสิ้นไป ผมเห็นด้วยกับมาตรา ๒๒๘ นะครับ ที่ห้ามอัยการไปเป็นบอร์ดหรือปฏิบัติหน้าที่ใด ในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐหรือในห้างหุ้นส่วนจํากัด บริษัท แต่ก็คิดว่าไม่ควรจะห้าม เฉพาะข้าราชการอัยการ ควรจะห้ามบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดครับ เพราะเป็นเรื่องที่จะทําให้เกิดปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์ได้

สุดท้ายนะครับ แต่คงยังไม่ท้ายสุด ผมขอเสนอให้บัญญัติให้สํานักงาน ข้อมูลข่าวสารทางราชการและงานของสํานักงานมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ตรวจการแผ่นดิน และพิทักษ์สิทธิมนุษยชนนะครับ เพราะว่าภารกิจสอดคล้องกันและเรื่องการเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารสาธารณะมีความสําคัญมากในการสร้างความโปร่งใสในสังคมและลดปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันครับ

ท้ายสุดจริง ๆ ครับ ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของเพื่อนสมาชิกนะครับ ท่านวรวิทย์และท่านกิติพงศ์ที่เสนอให้มีการเปิดเผยบัญชีการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๕ ปีนะครับ ซึ่งไม่ใช่แค่แจ้งเท่านั้นเอง จะต้องมีการเปิดเผยแล้วก็จะต้องมีการตรวจสอบกับ บัญชีทรัพย์สินที่มีการแจ้งว่ามีการร่ํารวยผิดปกติหรือว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ ไม่ต้องห่วงหรอกครับว่าจะเกิดความสับสนอลหม่านบ้านทรายทอง ผมคิดว่าคนที่ ไม่รวยผิดปกติ คนที่ไม่ได้เลี่ยงภาษี ไม่จําเป็นจะต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ แล้วจริง ๆ มาตรการนี้ ผมเชื่อมั่นนะครับว่าจะทําให้การเมืองใสสะอาดจริง ๆ นะครับ จะทําให้การเมืองใสสะอาด ตามที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ตั้งปณิธานแล้วก็ต้องการครับ ขอบพระคุณครับ