รสนา เปรียบบริหารรัฐเป็นรถยนต์ ชี้ประชาชนขาดสิทธิฟ้องร้องทรัพย์สินแผ่นดิน

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล เสนออุปมาการบริหารราชการแผ่นดินว่าเปรียบเสมือนรถยนต์ โดยเน้นย้ำความสำคัญของภาคประชาชนในฐานะเครื่องกรองและเบรกในการตรวจสอบอำนาจรัฐ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นปัญหาที่ประชาชนขาดสิทธิในการฟ้องร้องเพื่อติดตามทรัพย์สินของแผ่นดิน จึงเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเพิ่มสิทธิให้พลเมืองสามารถเข้าถึงและใช้สิทธิทางศาลเพื่อกู้คืนสาธารณสมบัติที่ถูกฉ้อโกงได้ และหารือประเด็นการคุ้มครองสิทธิประชาชนจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เพื่อระบุมาตรการป้องกันและเปิดโอกาสให้ประชาชนติดตามตรวจสอบ พร้อมชื่นชมมาตรา ๒๒๘ ที่เพิ่มเติมเรื่องอัยการ และเรียกร้องไม่ให้อัยการเข้าไปเกี่ยวข้องกับบอร์ดหรือเป็นทนายแก้ต่างในรัฐวิสาหกิจ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันเองเห็นว่าถ้าเราจะอุปมาว่ากลไก การบริหารราชการแผ่นดินเปรียบเสมือนรถยนต์นะคะ ก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะแค่ลูกสูบ คันเร่ง น้ํามันเท่านั้นที่สําคัญ แต่เครื่องกรองก็มีความสําคัญด้วยนะคะ เพราะว่าตัวกรองสิ่งสกปรกนั้น ก็จะเป็นตัวที่ทําให้รถยนต์มีประสิทธิภาพ ดิฉันเองเชื่อว่าในภาคนี้ ภาคนิติธรรม ศาลและองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐก็คือเครื่องกรองแล้วก็เป็นเบรกที่จะทําให้ กระบวนการที่จะนําสังคมไปสู่จุดหมายนั้นเป็นไปด้วยความถูกต้องนะคะ แต่ประเด็นปัญหา ที่สําคัญในภาคนี้ดิฉันคิดว่าในเรื่องของกลไกในส่วนของภาคประชาชนที่เข้ามา มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ยังแทบจะไม่มีความหมายนะคะ ถ้าจะอุปมาเป็นส่วนหนึ่งในรถยนต์ ก็คงจะเป็นแค่ประดับยนต์เท่านั้น เพราะว่าในการใช้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อในการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็เป็นสิ่งที่ดิฉันทดลองใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ นะคะ แล้วก็คิดว่า มันหมดมนต์เสน่ห์ไปแล้ว แม้จะลดจาก ๕๐,๐๐๐ ชื่อไปเป็นเหลือ ๒๐,๐๐๐ ชื่อ เพราะว่า กระบวนการถอดถอนในตลอด ๑๘ ปีที่ผ่านมาไม่เกิดขึ้นนะคะ มาเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ในรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารนะคะ แต่อย่างไรก็ดีดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่สนใจทดลอง เครื่องมือตรวจสอบที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ดิฉันเองเห็นว่าศาลปกครองนั้นก็เคยเป็นความหวัง ที่ดิฉันเองก็ได้ทดลองใช้บ่อยครั้งในการเพิกถอนกฎหมายของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการแปรรูป รัฐวิสาหกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนะคะ แต่สิ่งที่เราได้ทดลองแล้วเราได้ติดประเด็น ที่สําคัญเรื่องหนึ่งก็คือว่าศาลปกครองนั้นยอมรับว่าคดีที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ประชาชนมีสิทธิที่จะฟ้องร้องได้โดยไม่มีอายุความนะคะ แต่เมื่อมาถึงสิ่งที่เป็นเรื่องของ ทรัพย์สินของแผ่นดินแล้ว ปรากฏว่าดิฉันเองถูกตัดสินว่าพวกเราที่ฟ้องนะคะ ถูกตัดสินว่า เราไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่สามารถที่จะฟ้องในเรื่องนี้ได้ มีพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้กับสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินนะคะ ในพระบรมราโชวาทบอกว่าเงินแผ่นดินนั้นก็คือเงินของประชาชนทั้งชาติ แต่เหตุใด ทรัพย์สินของแผ่นดินประชาชนไม่ใช่เจ้าของ ไม่สามารถจะฟ้องได้ ไม่สามารถติดตามได้ แม้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ยังให้สิทธิบุคคลติดตามทรัพย์สินของตัวเองได้นะคะ แต่ปรากฏว่าเมื่อเป็นทรัพย์สินของชาติ ประชาชนกลับติดตามไม่ได้ ดิฉันเลยใคร่ขอความกรุณา ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดิฉันเองไม่แน่ใจว่าในหมวดนี้เราจะสามารถใส่อะไร ลงไปได้ไหม ดิฉันคิดถึงมาตรา ๒๑๘ ในวรรคท้าย ที่บอกว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ประโยชน์สาธารณะต้องให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ด้วย ดิฉันคิดว่าเข้าถึงอย่างเดียว ไม่พอนะคะ ประชาชนควรจะสามารถใช้สิทธิทางศาล แต่อาจจะไม่สามารถเขียนในมาตรานี้ ก็ขอความกรุณาคณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาว่าควรจะไปใส่ในมาตราไหนนะคะ ดิฉันเองคิดว่า มันควรจะต้องมีสักมาตราหนึ่งที่อาจจะเป็นสิทธิของประชาชนที่จะระบุว่าพลเมืองนั้น ย่อมมีสิทธิเข้าถึงสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วก็ถ้าหากว่า งานติดตามสาธารณสมบัติเหล่านี้ที่ถูกฉ้อโกงไปโดยมิชอบนั้นจะต้องสามารถใช้สิทธิทางศาล ได้ด้วย ดิฉันเองนึกถึงชาวบ้านบางระจันที่เขาพยายามจะปกป้องแผ่นดิน แต่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือให้เขา ดิฉันไม่อยากจะให้ประชาชนในยุคใหม่นี้เป็นชาวบ้านบางระจันที่ไม่มีเครื่องมืออะไรเลย เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านนะคะว่าการให้พลเมืองเป็นใหญ่ สร้างองค์กรต่าง ๆ เยอะแยะ ในที่สุดอาจจะถูกครอบงําได้ ขอสิทธิตรงนี้ไหมคะ เพิ่มสิทธิให้ประชาชนว่า ให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิทางศาลในการที่จะติดตามทวงคืนทรัพย์สินของแผ่นดิน เหมือนกับกฎหมายแพ่งที่ให้สิทธิบุคคลในการติดตามทรัพย์สินของตัวเองได้นะคะ

อีกข้อหนึ่งที่ดิฉันเองคิดว่าส่วนนี้มันอาจจะเกี่ยวพันกันนะคะ มันอาจจะ ไม่ควรจะอยู่ในนี้ แต่ว่ามันเป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกันก็คือว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายทางเศรษฐกิจ ข้อ ๘๔ (๑๑) เคยระบุไว้ว่าการดําเนินการใด ที่เป็นเหตุให้โครงสร้างและโครงข่ายขั้นพื้นฐานของรัฐตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทําให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ ๕๑ จะกระทํามิได้ แต่ปรากฏว่าข้อนี้มันหายไปจาก รัฐธรรมนูญ ดิฉันเองได้มีโอกาสปรึกษานักกฎหมายอาวุโสท่านหนึ่ง ท่านบอกว่ามาตรานี้ คุ้มครองการแปรรูป ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันคนโกงค่ะ ก็ขอความกรุณาว่าอยากให้ช่วยสร้างเครื่องมือที่จะไม่ปล่อยให้คนโกงนี่สามารถเข้าถึง ทรัพย์สินได้ และถ้าสามารถที่จะมีการแปรรูปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของนักการเมือง หรือใครก็ตาม ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิในการที่จะติดตาม ดิฉันเองก็เกรงใจ เวลาก็ล่วงเลยมาค่อนข้างเยอะ ดิฉันเองก็อยากจะชื่นชมนะคะ ในมาตรา ๒๒๘ ในการเพิ่มเติมเรื่องอัยการก็เป็นมาตราที่ดีมาก แล้วก็ขอสนับสนุนในส่วนนี้ คือนอกจากที่ ไม่ให้อัยการไปนั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจแล้วนี่ ก็ไม่ควรจะให้อัยการไปเป็นทนายแก้ต่างให้กับ บุคคลหรือผู้บริหารในรัฐวิสาหกิจตามระบบงบประมาณเท่านั้น ดิฉันขอเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ