โกวิท ศรีไพโรจน์ แสดงความขอบคุณต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดรับฟังเสียงประชาชน และหารือเกี่ยวกับความยุติธรรมในประเทศไทยที่มีราคาแพง โดยเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญแก่สถาบันอัยการและปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ถูกแทรกแซงทางการเมือง การงบประมาณ และเสนอแนะให้แยกหน่วยงานออกจากพ.ร.บ.งบประมาณ และให้วุฒิสภาเป็นองค์กรในการตรวจสอบเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีแนวโน้มที่จะแยกจากการเมืองได้ดีขึ้น
กราบขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม โกวิท ศรีไพโรจน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หมายเลข ๑๙ ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านครับว่า คนจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่กรุณา เปิดรับฟังเสียงของประชาชนในการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ แต่อย่างไรก็ตามครับทางฝ่ายประชาชนโดยเฉพาะเมื่อวันพุธที่ผ่านมาผมลาท่านประธาน ไปรับฟังที่อําเภอพุนพิน เขาก็ฝากมาว่าความยุติธรรมในประเทศไทยนั้นมีราคาแพงเหลือเกิน ประชาชนหลายท่านซึ่งถูกจับกุมดําเนินคดี แล้วก็ศาลพิพากษายกฟ้อง กว่าจะสู้คดีหลุดมานั้น ต้องเสียเงินจ้างทนายระหว่างถูกดําเนินคดีนั้น เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเห็นใจว่า ในระหว่างกระบวนการยุติธรรมของเรานั้นได้กระทําความเดือดร้อนแสนสาหัส ให้พี่น้องประชาชนบางส่วน ผู้ที่ไม่สุจริตนั้นก็ถูกต้องแล้วครับว่าก็ไม่ควรได้รับความคุ้มครอง จากกฎหมาย แต่ผู้ที่บางครั้งบางคราวอาจจะติดร่างแหอยู่ข้าง ๆ ของผู้กระทําความผิด อาจจะถูกลากเข้าไปด้วย ซึ่งกว่าจะสู้คดีหลุดมานั้นเป็นที่เสียหายแก่พี่น้องประชาชนกลุ่มนี้จริง ๆ นอกจากนั้นของผมเองก็คงจะกราบเรียนต่อไปว่าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันของ องค์กรอัยการ พี่น้องเพื่อน ๆ พี่ ๆ ผู้บังคับบัญชาก็ฝากมาว่าขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่กรุณาให้ความสําคัญแก่สถาบันอัยการ แล้วก็เพื่อน ๆ อัยการก็ฝากมาว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานอัยการให้ดีที่สุดเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง
ในส่วนของการแก้ไขการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น ก็มีอยู่หลายเรื่องครับ ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๑ กระบวนการยุติธรรมที่ทางฝ่ายท่านอาจารย์บรรเจิดขออภัยที่ท่าน ให้ความสําคัญเกี่ยวกับเรื่องของกระบวนการยุติธรรมนั้นควรจะปราศจากการถูกแทรกแซง ทางการเมือง ผมได้เคยอภิปรายไปครั้งหนึ่งแล้วนะครับว่ากระบวนการองค์กรหลายองค์กร ซึ่งเราจะถูกแทรกแซงทางการเมืองวิธีหนึ่งก็คือการงบประมาณ เพราะฉะนั้นเมื่ออภิปราย มาถึงจุดนี้แล้วก็อยากจะฝากไปถึงเรื่องของภาค ๒ หมวด ๕ เรื่องการงบประมาณด้วยว่า เป็นไปได้ไหมครับว่าในการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณทุกครั้งนั้นย่อมมักจะ มีปัญหาเกิดขึ้นกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งของเราก็จะต้องมาชี้แจงต่อ คณะกรรมาธิการทางด้านงบประมาณซึ่งเป็นนักการเมือง ตรงนี้นี่ละครับจะถูกแทรกแซง ด้วยการต่อรองบ้าง อะไรบ้าง ซึ่งทําให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวไปนะครับ องค์กรหลายองค์กรครับซึ่งมีส่วนในการตรวจสอบอํานาจรัฐ อย่างเช่น ไม่ว่ากองทัพ กองทัพก็เหมือนกันครับ จะต้องมาผูกติดกับนักการเมืองหรือไม่ ซึ่งกองทัพก็ควรจะอยู่กับ องค์พระประมุข ซึ่งอยู่เหนือการเมือง แต่ว่าจะต้องมาชี้แจงตรงนี้ ศาลซึ่งจะต้องดําเนินคดีกับ นักการเมือง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งส่วนหนึ่งก็รวมทั้ง องค์กรอัยการด้วย ซึ่งผมเองผมก็ได้รับคําชี้แจงจากผู้บังคับบัญชาว่า โกวิทต้องลําบากนะ ผู้ใหญ่ของเราจะต้องผูกพันกับทางการเมือง เกี่ยวกับการงบประมาณ ตรงนี้ละครับติดหัวใจ มาโดยตลอด ถ้าเป็นไปได้ถ้าหากว่าแยกหน่วยงานเท่าที่ผมกล่าวมานี้ออกจาก พ.ร.บ. งบประมาณเป็นไปได้ไหมครับว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้แผ่นดินเอาให้ขาดไปเสีย แล้วก็ให้ผูกพันกับประชาชนโดยวุฒิสภามาเป็นองค์กรในการตรวจสอบก็จะทําให้ กระบวนการยุติธรรมมีแนวโน้มที่จะสามารถแยกจากการเมืองได้ดีขึ้น
ส่วนเรื่องของคําสั่งฟ้องของอัยการสูงสุด ซึ่งทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้กรุณาแทรกไว้ในมาตรา ๒๒๘ วรรคสี่ แต่อย่างไรก็ตามครับถ้าหากเมื่อมาดูมาตรา ๔๔ เกี่ยวกับคําสั่งฟ้องของพนักงานอัยการ ซึ่งจะต้องเปิดเผยนั้นเห็นด้วยครับ เพราะเนื่องจากว่า ในกระบวนการของการบริหารงานนั้น ผู้ใดที่หลบหนีการตรวจสอบผมสันนิษฐานไว้ก่อนนะครับว่า ผู้นั้นทุจริต แต่อย่างไรก็ตามครับการตรวจสอบมีได้ครับ แต่อย่าระแวงแค่นั้นเอง ในขณะเดียวกันเรื่องของการเปิดเผยคําสั่งฟ้อง คําสั่งไม่ฟ้องก็คงจะต้องขอนิดหนึ่งเถอะครับว่า ของเราไม่ใช่คําพิพากษาของศาล อาจจะต้องเปิดเผยเท่าที่จําเป็นเพราะเกี่ยวกับ การดําเนินคดีต่อไปถ้ามีคําสั่งฟ้อง ถ้ามีคําสั่งฟ้องเราจะต้องมีการดําเนินคดี บางเรื่องบางราว ยังเปิดเผยไม่ได้ก็คงจะขออนุญาตว่าเปิดเผยเป็นเพียงสังเขปให้เป็นที่เข้าใจกันเท่านั้นเอง แล้วก็สามารถที่จะนํามารวมกับมาตรา ๔๔ ได้ บางทีก็อาจจะไม่ทําให้รัฐธรรมนูญนี้ฟุ่มเฟือย มากเกินไป ในส่วนเนื้อหาของกระบวนการตรงนี้ผมขออนุญาตฝากไว้นิดเถอะครับว่า กฎหมายนั้นควรจะเป็นกฎหมาย มาตรา ๒๑๗ เป็นการอธิบายคําว่าหลักนิติธรรมซึ่งว่าก็ดีครับ ผมเองถ้าถามว่ามองในแง่ของการอธิบายในบางส่วนว่าหลักนิติธรรมของบ้านเรานั้น เป็นอย่างไร แต่ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นก็น่าจะไม่ใช่ตํารา มันไม่มีสภาพเป็นกฎหมายเลย เป็นคําอธิบายอาจจะขยายความ แต่ถ้าเป็นไปได้ถ้าไม่ทําให้รัฐธรรมนูญยาวจนเกินไปนัก จนกระทั่งทําให้ประชาชนเข้าถึงได้ยาก หลักนิติธรรมนั้นเป็นที่เข้าใจกันว่ามันไม่ใช่หลัก ที่มันอาศัยกฎหมายเพียงอย่างเดียว
ในเรื่องอื่นเท่าที่มีเวลาอยู่ก็อาจจะซ้ํากับท่านอาจารย์อุดมบางส่วน แล้วก็อาจจะซ้ํากับท่านเข็มชัยบางส่วนก็คือเรื่องขององค์กรอัยการ คณะกรรมการอัยการนั้น คือพวกเรา อัยการมีทั้งหมด ๘ ชั้น
ชั้น ๑ เป็นอัยการผู้ช่วยซึ่งเพิ่งเข้าไปใหม่
ชั้น ๒ อัยการจังหวัดผู้ช่วยหรืออัยการประจํากอง คือรับราชการเพียงปี ๒ ปี ซึ่งตรงนี้อาวุโสด้อยไป เป็นไปได้ว่าถ้าหากเปลี่ยนเป็นตั้งแต่ชั้น ๕ ขึ้นไปก็น่าจะเหมาะสมกว่า
ในเรื่องของที่เป็นกังวลท่านประธานครับ เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ โดยความเห็นของผมว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาล ถ้าหากว่าท่านมาดูในมาตรา ๒๓๗ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันทุกองค์กร ผูกพันทั้งรัฐสภา ผูกพันทั้งคณะรัฐมนตรี ผูกพันทั้งองค์กรตุลาการ เป็นองค์กรที่อยู่เหนือขึ้นไปเพียงแต่เราใช้คําว่าศาลเท่านั้นเอง จนกระทั่งทําให้บุคคลบางคนไปตีความและไปเผยแพร่ต่อสื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีสถานะเพียงองค์กรตุลาการจะมาวินิจฉัยชี้ขาดคณะรัฐมนตรีได้อย่างไร สถานะเท่าเทียมกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญถ้าหากเป็นไปได้น่าจะบัญญัติไว้ในหมวดอื่น เพียงแต่ติดคําว่าศาลไว้เท่านั้นเองก็เลยอาจจะทําให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนออกไป ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่เคยผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้น่าจะบัญญัติไว้ อีกลักษณะหนึ่งหรืออีกหมวดหนึ่งต่างหากเป็นการชี้ขาดความขัดแย้งระหว่างองค์กร หรืออํานาจรัฐ อํานาจอธิปไตยที่แยกออกมาทั้ง ๓ หน่วย ในเรื่องที่ขอฝากเพื่อพิจารณา ในเวลาอันจํากัดก็คือว่า
๑. คณะกรรมการชี้ขาดระหว่างศาลที่ท่านบอกว่าประธานศาลที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการอาจจะทําให้สับสนได้ เพราะว่าพอมีเรื่องทีหนึ่งก็ต้องตั้งกรรมการครั้งหนึ่ง เพราะว่าไม่ได้เป็นตายตัวแต่ว่าอธิการบดีอาจจะตายตัว ผมเชื่อว่าประธานศาลทุกศาล ก็น่าจะเป็นกรรมการได้ไม่ต้องไปรบกวนท่านอธิการบดีอีก เพราะว่าท่านประธานแต่ละท่าน ก็มีวุฒิภาวะดีมาก ๆ อยู่แล้วนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คืออย่างที่ท่านอาจารย์อุดม ผมขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านได้กรุณาพูดถึงเรื่องของศาลยุติธรรมว่ามีอยู่มาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๓๙ คืออย่างนี้ครับ มาตรา ๒๔๐ กับมาตรา ๒๔๑ เป็นเรื่องที่อยู่ในศาลยุติธรรมก็จริง แต่ว่าระบบของ การดําเนินคดีไม่ว่าคดีอาญา นักการเมืองก็ดี หรือการดําเนินคดีเลือกตั้งในลักษณะนี้ เหมือนกันเท่าที่ผมอ่านผมเชื่อว่าทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปรารถนาจะให้เป็น ระบบไต่สวน แต่ในศาลยุติธรรมเราใช้ระบบกล่าวหา ถ้าหากอย่างนั้นอาจจะทําให้สับสน แล้วก็ยุ่งยากเนื่องจากศาลยุติธรรมไม่ได้มีกลไกในระบบไต่สวนเป็นธรรมชาติ อาจจะต้อง สร้างขึ้นมาใหม่แล้วก็อาจจะเป็นที่สับสนนะครับ อาจจะไม่บรรลุผลตามภารกิจที่ทาง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการนะครับ กล่าวโดยภาพรวมนะครับเวลาตรงนี้ผมเองผมก็ขอกราบขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านนะครับ อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนประชาชนชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ฝากขอบคุณมาด้วยนะครับ รวมทั้งพี่น้องอัยการก็ขอขอบคุณด้วยครับที่ว่าเห็นความสําคัญ ขององค์กรอัยการแล้วก็มีความประสงค์จะพัฒนาองค์กรอัยการให้ดีขึ้น ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ