อุดม เฟื่องฟุ้ง พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 222 เกี่ยวกับกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด และอํานาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยหารือเกี่ยวกับกฎหมายและรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องให้กรรมาธิการและนักกฎหมายช่วยให้ความรู้และคำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและท่านสมาชิกที่เคารพครับ กระผม นายอุดม เฟื่องฟุ้ง สมาชิกอันดับที่ ๒๔๔ ครับ ขอปฏิบัติหน้าที่อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญร่างมาครับ ผมจะพูดถึงมาตรา ๒๒๒ ก่อนเรื่องกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อํานาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยอยากจะกราบเรียนว่าโดยหลักการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ว่าด้วยคณะกรรมการชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ตราไว้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น เขากําหนดไว้ครบถ้วน ถูกต้องแล้วก็ปฏิบัติกันมาอย่างราบรื่น มีขัดข้องอยู่ บางประการเฉพาะที่ไม่เข้าใจหลักการของตรรกะในเรื่องของอํานาจหน้าที่ชี้ขาดนี้ การชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้นต้องกราบเรียนว่าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกับประชาชน ที่มีคดีว่าคดีนี้จะขึ้นอยู่ที่ศาลไหน ระหว่างศาล ก หรือศาล ข นั้น ก็ต้องส่งให้กรรมการชี้ขาด ศาลนั้น ๆ ไม่มีอํานาจชี้ขาด แล้วชี้ขาดอย่างไรเป็นที่สุด แล้วก็จะต้องใช้เวลาอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้คู่ความเขาเสียเวลาในการนี้ หลักการนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๔ สมัยที่เราตั้ง ศาลแรงงานกลาง ผมเองเป็นผู้ก่อตั้งเรื่องนี้ในศาลแรงงานกลางก็ใช้เวลาประมาณไม่เกิน ๒ เดือนเสร็จเด็ดขาด แล้วก็กรรมการที่ตั้งตามกฎหมายตาม พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้นก็ถูกต้องแล้ว ผมไม่รู้เกิดอะไรขึ้น มาเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างกรรมการให้มันยุ่งยากมากขึ้น แล้วตามที่ได้ฟังท่านกรรมาธิการที่มาชี้แจงท่านบอกปรับปรุงโดยฟังศาลคู่พิพาท ถ้าท่านพูดอย่างนี้แล้วผมกราบเรียนเลยว่าท่านไม่เข้าใจหลักตรรกะของการชี้ขาด อํานาจหน้าที่ระหว่างศาล ศาลไม่มีพิพาทกันครับ เป็นเรื่องคู่ความเขามีปัญหาว่าจะอยู่ที่ศาลไหน เพราะฉะนั้นก็ต้องกราบเรียนต่อท่านประธานว่าหลักการอะไรที่เขามีมาดีแล้ว ผมได้เคยพูด ในสภานี้หนหนึ่งในคราวที่ทําหน้าที่เป็นกรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ว่าอะไรที่เขาทํากันมาดีแล้วอย่าไปยุ่ง อย่าไปรื้อฟื้นเข้า อย่าไปแหย่รังผึ้งให้มันแตกรัง แต่ก็ปรากฏว่าท่านก็ไปแหย่ จนกระทั่งมีคําร้องเรียนของฝ่ายศาลยุติธรรม ผมไม่รู้ว่า เขาร้องเรียนเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า ก็ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่าถ้าอยากจะสร้างปัญหาก็ไปรื้อสิ่งที่ เขาทําดีอยู่แล้วมาอีกหลาย ๆ เรื่องก็แล้วกันท่านกรรมาธิการทั้งหลาย ต้องขออภัยกรรมาธิการ ที่ไม่ใช่นักกฎหมายซึ่งท่านจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ในมาตรา ๒๒๕ องค์กรบริหารงานบุคคลของศาล คือ ก.ต. และ ก.ปศ. มีการเพิ่มเติมขึ้นมาว่าต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เคยเป็นผู้พิพากษา หรือตุลาการไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ นะครับ บทบัญญัติอันนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน ปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมเองเป็นคนเจรจา แล้วก็ส่งคนที่ไปทําความเข้าใจกับ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองซึ่งท่านผู้นั้นในที่นี้ผมไปกล่าวอ้างชื่อท่านไม่ได้ เพราะท่านอยู่ในสถานะที่ไม่ควรจะมาเกี่ยวข้อง ก็ได้มีการตกลงกันให้มีบุคคลภายนอก จากฝ่ายบริหารคนหนึ่งแล้วก็ฝ่ายนิติบัญญัติคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในกรรมการตุลาการ ก็ตกลงกัน เรียบร้อย แล้วก็เป็นไปอย่างนี้ตลอดมานะครับ แล้วก็ทําหน้าที่กันมาราบรื่น เพราะทางสภา หรือทางรัฐบาลท่านก็พยายามคัดสรรคนที่มีคุณสมบัติที่ไม่เป็นที่มีปัญหา จนกระทั่งเมื่อไว ๆ นี้ เกิดมีปัญหาขึ้นมาเพราะว่าสภาท่านส่งคนที่มีปัญหา แต่ผมจะไม่พูดถึงมันมีปัญหาเพราะอะไร เพราะว่าเรื่องที่ผ่านไปแล้วนะครับ ตั้งแต่มีการใช้หลักตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มานั้น ผมไม่เข้าใจที่ร่างนะครับ ท่านต้องการอะไรถึงให้เพิ่มเข้ามาเป็นไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ แล้วการเขียนกฎหมายปลายเปิดอย่างนี้มีปัญหานะครับ เพราะ ๒ ใน ๓ ถ้าหากว่า กรรมการตุลาการหรือกรรมการศาลปกครองนั้นมี ๑๒ คน อย่างน้อยก็ต้องมี ๔ คน แต่อาจจะมี ๘ คน หรือ ๑๐ คนก็ได้ เพราะไม่ต่ํากว่า ๑ ใน ๓
แล้วอีกประการหนึ่งท่านก็พยายามเขียนไว้ว่าตามที่กฎหมายบัญญัติ ปลายเปิดเหมือนกัน ไม่รู้ว่าองค์กรไหนจะบัญญัติขึ้นมา จะเป็นอนุกรรมาธิการของกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ทับซ้อนเพื่อให้ไปสู่จุดหมายหรือไม่ ผมอยากจะกราบเรียนถามท่านว่าท่านมีจุดหมายอะไร ท่านมีจุดหมายอะไรที่จะเพิ่มเข้ามา ให้องค์กรเขาเกิดความรําคาญ ซึ่งในเรื่องนี้ผมอยากจะเรียนว่ากฎหมายในลักษณะอย่างนี้นั้น มันมีปัญหา ถ้าหากว่าเป็นหลักนิติกรรมที่เขาทํากันแล้วเขาเรียกว่า นิติกรรมอําพราง เมื่อเขาบอกเลิกเมื่อไรก็เป็นโฆษะ นี่ผมได้ข่าวว่าทางศาลยุติธรรมเขาร้องเรียนกันไป ทางรัฐบาลหรือ คมช. อะไรนี่เขาร้องเรียนเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า ก็กราบเรียนไปยัง คมช. ว่า ถ้าหากท่านใช้รัฐธรรมนูญตามที่ร่างขึ้นมาแล้ว ออกประกาศใช้มันจะเกิดปัญหาก็กราบเรียนท่านไว้
อีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๒๒๖ วรรคแรก มาตรา ๒๒๖ วรรคแรกนี้ท่านไปกําหนด วาระการดํารงตําแหน่งของประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ผมอยากจะกราบเรียน หาความรู้จากกรรมาธิการ นักกฎหมาย ว่ารัฐธรรมนูญในโลกนี้มีประเทศไหนบ้าง ที่เขาตรากําหนดวาระการดํารงตําแหน่งของข้าราชการประจํา ผมได้เคยอ่านรัฐธรรมนูญรวมเล่ม ของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ เมื่อปี ๒๕๑๕ แล้วก็อ่านรัฐธรรมนูญรวมเล่ม ของท่านอาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน ก็ไม่มีประเทศไหนมีบัญญัติอย่างนี้ ถ้าหากว่ามีช่วยกรุณา ให้ความรู้ผมหน่อยด้วยก็ต้องกราบเรียนส่วนนั้น อันนี้เป็นข้ออภิปรายในหมวดทั่วไป
ในเรื่องศาลรัฐธรรมนูญนั้น กระผมเห็นว่าองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญ อํานาจหน้าที่และที่มาของศาลรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ผมว่าเขาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แล้วเขาจะปฏิบัติหน้าที่ช่วยรักษาบ้านเมือง มาได้ดีแล้วนะครับ ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็จะยุ่งเหยิงมากมายไปกว่านี้อีกนะครับ แต่ผมไม่เข้าใจว่าท่านต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไรเท่านั้นล่ะ มีวัตถุประสงค์อะไรอยู่หรือไม่ แล้วก็ขอถามว่ากรรมการต่าง ๆ ท่านก็เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ องค์ประกอบซึ่งผมจะไม่พูด ในรายละเอียด แต่มันมีข้อหนึ่งที่เกิดขึ้นมาว่ามีกรรมาธิการท่านใช้คําว่า ผู้ซึ่งมีความรู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน ผมเคยพูดกับกรรมาธิการวิสามัญกฎหมายท่านพูดถึงคํานี้อยู่เรื่อย ท่านก็บอกท่านอธิบายได้ไหมว่าคํานี้มันหมายความว่าอย่างไร ผมก็อยากจะเรียน ท่านกรรมาธิการที่เป็นนักกฎหมายนี้ว่าท่านก็คงรู้จักท่านอาจารย์ดอกเตอร์สายหยุด รู้จักอาจารย์ดอกเตอร์สมภพ โหตระกิตย์ ซึ่งสิ้นชีวิตไปแล้วนะครับ แต่ที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ ที่มีอาวุโสสูงสุดที่มีความรู้ในเรื่องนี้ก็เห็นจะมีท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ท่านต่าง ๆ เหล่านี้นี่ท่านไม่เคยพูดเลยว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน ผมไม่เข้าใจว่า คํานี้ท่านใช้ขึ้นมาเพื่ออะไร แอบแฝงอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่นะครับ ก็ต้องขอสอบถามท่านดูว่า ท่านจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างไรนะครับ บทบัญญัติในมาตรา ๒๓๗ ที่บัญญัติว่าคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันองค์กรอื่นนั้น ผมอยากจะเรียนถามท่านว่าลักษณะของ คําพิพากษาผูกพันนั้น ในส่วนของศาลยุติธรรมนั้น ท่านก็บอกว่าผูกพันคนภายนอกไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้ามาอยู่ในตําแหน่ง ทีนี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมืองผูกพันกับองค์กรอื่นได้ แต่ว่าคําวินิจฉัยที่เป็นส่วนข้อเท็จจริงนี้ไปผูกพันเขาได้ไหม ท่านน่าจะพูดให้ชัด ท่านจะเกิดปัญหา ต่อไปในอนาคต ในส่วนของศาลยุติธรรมนั้น ผมเห็นว่าท่านตราไว้ในมาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๓๙ พอแล้ว ท่านไม่ต้องไปลงรายละเอียดอย่างอื่นหรอก กฎหมายลูกที่เขามีอยู่นี้มันครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว แล้วเขาก็คิดที่จะปรับปรุงจะปฏิรูปให้มันครบถ้วนถูกต้องกันนะครับ ซึ่งในส่วนนี้มีคําหนึ่งซึ่งท่านกรรมาธิการท่านก็พูดถึงว่าให้ไปเป็นผู้พิพากษาอาวุโส ท่านก็ย้ําว่า ไม่ได้ให้อยู่ศาลไหนนะ ท่านพูดมาอย่างนี้ผมรู้เลยว่ามีผู้พิพากษาอาวุโสมาวิ่งเต้น เพราะผมได้เจรจากันแล้วว่าผู้พิพากษาอาวุโสนั้นผมจะถือตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือปี ๒๕๔๐ ซึ่งผมไปตกลงกับเขาไว้และเขาก็เขียนให้เป็นอาวุโสแต่ต้องไปอยู่ศาลชั้นต้น เพื่อพัฒนาให้ศาลชั้นต้นมันแข็งแรง ไม่ใช่ว่าผู้พิพากษาที่ออกไปอยู่ศาลไกล ๆ นั้น เป็นผู้พิพากษาอายุน้อย ๆ แล้วก็ไม่มีใครเป็นพี่เลี้ยง ตอนที่จัดอาวุโสตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๒ มา ผมนี่เป็นอาวุโสรุ่นแรกที่ไปอยู่ศาลชั้นต้นและอยู่ครบ ๑๐ ปี แต่พอถึงปี ๒๕๕๐ แล้ว ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นไปแก้กฎหมายให้อยู่ศาลสูงได้ ผมเคยต่อว่าท่านตุลาการศาลยุติธรรมว่า เวลามีปัญหาที่ไม่ใช่ประชาชนแล้วก็ต้องแก้กฎหมายกันอยู่เรื่อย ท่านก็อ้างว่าเป็นเหตุบังเอิญ ผมจะกราบเรียนท่านกรรมาธิการท่านพูดถึงว่าเพื่อให้เห็นว่าท่านไม่ได้จํากัดว่าต้องไปอยู่ ศาลชั้นต้น เรื่องนี้ผมก็บอกว่าท่านรู้ไหมพอเขียนกฎหมายให้มาอยู่ศาลสูงได้ ท่านรู้ไหม ศาลฎีกามีผู้พิพากษาเท่าไร ผมเคยถามท่านผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาว่า ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลฎีกาเดี๋ยวนี้มีถึง ๒๐ คนหรือเปล่า เขาบอกไม่ใช่อาจารย์มี ๕๐ กว่าคน และประชาชน ที่เป็นชาวชนบทจะได้อะไรเป็นที่พึ่ง ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ทําตามหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้ว ผมเห็นว่า น่าจะเป็นหลักการที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนตามที่ท่านกล่าว ส่วนศาลยุติธรรมนั้น ผมคงไม่มีเวลาที่จะอภิปรายแต่ว่าจะขอสรุปในตอนท้ายใช้เวลาสัก ๑-๒ นาทีว่าการที่เราจะ ปฏิรูปอะไรต่าง ๆ นั้น อยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุมนี้ไปถึงผู้ที่รับผิดชอบบ้านเมืองว่า ท่านจะต้องทําให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นและท่านที่รับผิดชอบบ้านเมืองนั้นต้องยอมรับว่า เป็นนักการทหารท่านเสี่ยงภัยมา ทุกท่านท่านได้เรียนวิชาพิชัยสงคราม เล่มหนึ่งในพิชัยสงคราม คือสามก๊ก ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่าถ้ารัฐธรรมนูญออกไปไม่ดีบ้านเมืองมันจะกลายเป็น แผ่นดินจีนตามประวัติศาสตร์จากแผ่นดินจีนที่เป็นปึกแผ่นก็เป็นก๊ก เป็นเหล่าต่อไป และที่เป็นก๊ก เป็นเหล่านี้จะไปโทษข้าราชการฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ไม่ได้ ถ้าท่านติดตามหนังจีน มันอยู่ที่ขันทีทั้งนั้น ผมถือว่าพวกท่านนี่ละขันทีของรัฐบาล เพราะฉะนั้นฝากท่านรัฐบาลไว้ว่า ท่านต้องการจะให้เกิดความมั่นคงในบ้านเมืองจริงหรือไม่ และผมขอสรุปในตอนสุดท้ายว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมขอเรียกว่าเป็นความฝันของนักสหวิชาการ ก็ภาวนาว่าอย่าให้มีผล ประกาศใช้กับประชาชนก็แล้วกัน ขอบคุณครับ