สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

จิระ โกมุทพงศ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดตั้งศาลทหารเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก รวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อย นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้สร้างศาลทหารเพิ่มเติม 5 ศาล และขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเพื่อให้การปฏิรูปที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการห้ามอัยการดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ในรัฐวิสาหกิจของรัฐ และขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตราในรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มสิทธิในการอุทธรณ์ และเพิ่มข้อกำหนดสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้ง

พลเอก จิระ โกมุทพงศ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๑ ก็กําหนดว่าให้จัดตั้งศาลอย่างทั่วถึงเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อย ศาลทหารมีอยู่ทั่วประเทศทั้งหมด ๒๙ ศาล โอกาสที่จะทําให้ ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เสียค่าใช้จ่ายน้อยแทบจะไม่มีเลยนะครับ เราขออนุมัติสร้างศาลไป ๑๐ ศาล ปีละ ๑ ศาล ป่านนี้ยังสร้างได้มาแค่ ๕ ศาล บางปีงบประมาณไม่มี ก็บอกเลื่อนไปก่อน บัดนี้ทั้งหมดก็ยังขาดอยู่อีก ๕ ศาล เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าให้มีความรวดเร็ว ยุติธรรม เสียค่าใช้จ่ายน้อยก็ค่อนข้างจะริบหรี่เต็มที เนื่องจาก กระทรวงกลาโหมอาจจะมองว่าภารกิจหลักของเขาคือการป้องกันประเทศ แต่การผดุงไว้ ซึ่งความยุติธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้ประเทศเกิดความมั่นคงนะครับ อย่างเช่น ทหารไปกระทําความผิดที่จังหวัดตราดจะต้องเดินทางมาตั้ง ๒๐๐ กิโลเมตร ๓๐๐ กิโลเมตร เพื่อจะมาฝากขังที่จังหวัดชลบุรี ตํารวจต้องเดินทางทั้งหมด ๑๒ ครั้ง ครั้งละ ๔๐๐ กิโลเมตร คิดดูแล้วกันว่าเป็นกี่พันกิโลเมตรกว่าจะฝากขังเสร็จนะครับ ซึ่งตํารวจก็ค่อนข้างจะส่ายหน้า เลยนะครับ

เรื่องต่อไปมาตรา ๒๒๒ กําหนดให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจศาล ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลทั้งหมด ๓ ศาลและศาลอื่น ในจํานวนนี้ก็มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลทหารสูงสุด แต่ในส่วนของศาลทหารเบอร์ ๑ ของศาลทหารใช้คําว่า หัวหน้าสํานักตุลาการทหาร ซึ่งผมก็เคยไปดํารงตําแหน่งหัวหน้าสํานักตุลาการทหาร แต่ก็เป็นคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจศาลด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอขอบคุณครับ ในส่วนของกระทรวงกลาโหมก็จะต้องไปออกกฎหมายลูกให้สอดรับ ตั้งเป็นประธานศาลทหาร ในโอกาสต่อไปครับ

มาตรา ๒๒๘ องค์กรอัยการ ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เห็นความสําคัญที่ห้ามอัยการไปดํารงตําแหน่ง หรือปฏิบัติหน้าที่ใดในรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐโดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่ากรณีใด ๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ห้ามไป ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ก็จริง แต่ก็ได้เปิดช่องให้คณะกรรมการอัยการมีอํานาจอนุมัติให้ทําได้ แล้วก็จะนําข้อยกเว้นนี้ไปเป็นหลักปฏิบัติอย่างสม่ําเสมอ อันนี้ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยครับ

มาตรา ๒๔๐ เดิมการพิพากษาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์คําพิพากษาได้เมื่อมีพยานหลักฐานใหม่เท่านั้นโดยให้ยื่นภายใน ๓๐ วัน หลักฐานใหม่ ภายใน ๓๐ วัน คงจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะมีพยานหลักฐานขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญอันนี้ผมก็อยากจะให้มีการอุทธรณ์ได้ในทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง การให้อุทธรณ์ได้เป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นไปตามกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของสหประชาชาติกําหนดให้ผู้ต้องคดี มีสิทธิอุทธรณ์ได้อย่างน้อย ๑ ชั้นศาล ขออนุญาตพูดเลยไปถึงกฎอัยการศึกเลยแล้วกันนะครับ กฎอัยการศึกนั้นก็มีแค่ศาลเดียว เพราะฉะนั้นถ้าจะให้สามารถอุทธรณ์ได้อีก ๑ ชั้นศาล ก็จะเป็นการดี ทั้งนี้ก็เป็นไปตามกติการะหว่างประเทศดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ขออนุญาต แก้ไขเพิ่มเติมอีก ๒-๓ มาตรา เพื่อประโยชน์แก่สังคมและประโยชน์แก่สาธารณะ ผมขออนุญาตเพิ่มเรื่องพลเมืองที่ดีต้องเสียภาษีให้แก่รัฐ ยื่นแสดงแบบภาษีอย่างถูกต้อง หลายครั้งได้ตรวจพบว่าผู้นั้นมีรายได้ปีละ ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น แต่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินเป็นพันพันล้านบาท มีเงินสดเป็นร้อยล้านบาทแต่ไม่สามารถ ชี้แจงแสดงหลักฐานได้ว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างไร ก็อยู่ในมาตรา ๗๐ มาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๒๓ มาตรา ๑๗๕ ซึ่งผมก็คงไม่มีโอกาสที่จะชี้แจงได้มากไปกว่านี้ อย่างมาตรา ๗๐ เรื่องป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พลเมืองมีสิทธิร้องขอข้อมูลอะไรบ้างนั้นก็ขอเพิ่มเป็น (๕) อีกวงเล็บหนึ่งนะครับ และต้องยื่นสําเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองตามมาตรา ๒๔๗ และผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือสรรหาในทุกระดับรวมทั้งคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตลอดจนผู้ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้มอบหมายให้ครอบครอง หรือดูแลทรัพย์สินไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งมาตรา ๑๑๐ มาตรา ๑๒๓ ด้วย ก็ให้กําหนดเข้าไปว่าคุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ ส.ว. ก็ให้เพิ่มว่าได้ประกอบอาชีพโดยสุจริตที่มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามที่กฎหมายบัญญัติมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี และแสดงสําเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ย้อนหลังเป็นเวลา ๕ ปีด้วยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งมาตรา ๑๗๕ และมาตรา ๒๔๗ ด้วยนะครับ วรรคสองและวรรคสามครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ