สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

อนันตชัย คุณานันทกุล หารือเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการยุติธรรมของศาล โดยชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาในกระบวนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และกฎหมายที่เขียนขึ้นมานี้ไม่ยืดหยุ่น ไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่เป็นธรรมต่อสังคม และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขปัญหานี้

นายอนันตชัย คุณานันทกุล

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม นายอนันตชัย คุณานันทกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๒๓๑ ผมขอบคุณท่านประธานแล้วก็ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ผมจะให้ท่านทั้งหลายดูก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่อนข้างใหญ่โต ซึ่งผมเองกว่าจะอ่านให้ครบได้รู้สึกว่าสับสนมาก สิ่งที่สําคัญนั้นผมอยากจะยกประเด็นให้เห็นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นสิ่งที่สําคัญก็คือ เรื่องของสิ่งที่ดีเราควรจะเก็บไว้ สิ่งที่ไม่ดีเราจะเอามาแก้ไข แต่ผมดูแล้วนี้นะครับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้มันทั้งหมดเลย แก้จนไม่รู้ว่า เราได้อะไรใหม่มาบ้าง เราก็จะเป็นหนูตะเภาตัวใหม่ที่จะทดลอง เอารัฐธรรมนูญนี้มาทดลองกับ ประเทศไทยต่อไป ผมว่านี่เป็นสิ่งที่อันตรายนะครับ ผมว่าเจตนาของท่านกรรมาธิการ ก็มีเจตนาดีครับ ใส่เข้าไปเยอะแยะเลย เราจะเรียกว่ารัฐธรรมนูญ หรือเรียกว่ากฎหมายไทย ตรงนี้สับสนมาก สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่ผ่านมาเรามีปัญหาอะไรบ้าง ในฐานะที่ ผมเองเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่เลือกตั้งมาอยู่ถึง ๖ ปี เกือบ ๗ ปี ผมอยู่ในกรรมาธิการพิจารณากฎหมาย มากมาย ซึ่งเห็นปัญหาว่ากฎหมายเรามาอย่างไร ทุกวันนี้กฎหมายเรามีมากจนพวกเรา ไม่มีใครรู้กฎหมายที่แท้จริง เรามีแต่ออกกฎหมายและไม่มีการยกเลิกกฎหมาย ฉะนั้นกฎหมายปี ๒๔๗๕ เรายังใช้อยู่ แต่ในขณะเดียวกันเรามีกฎหมายใหม่ ๆ มาเยอะแยะนี่นะครับ จนเราจําไม่ได้ว่าเรามีกฎหมายอะไรอยู่ในมือบ้าง ฉะนั้นสิ่งที่สําคัญว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาขณะนี้ ที่พวกเราต้องมาช่วยกันพิจารณายกร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่เกิดจากอะไร เกิดจากปัญหา ปฏิบัติทั้งนั้น สิ่งที่สําคัญ การปฏิบัติที่เกิดขึ้นนั้นมาจากไหน วันนี้ผมอาสาที่จะมาพิจารณา เรื่องของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของศาล แต่ว่าไม่พูดอย่างอื่นไม่ได้เลยนะครับ เราพูดถึงศาล แต่ถามว่าที่ผ่านมาศาลคือตัวปัญหาใช่หรือไม่ ที่จริงแล้วก่อนกระบวนศาล เราเคยมองไหมในชั้นปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นบังคับใช้กฎหมายคือ ตํารวจ อัยการ ซึ่งเป็นปัญหาทั้งสิ้น แล้วก็สิ่งที่ตามมาคือกฎหมาย กฎหมายบางครั้ง เขียนขึ้นมานี้ไม่ยืดหยุ่น ไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่เป็นธรรมต่อสังคม อย่างนี้เป็นต้น กฎหมาย เหล่านั้นปฏิบัติใช้ไม่ได้แต่ก็ถูกใช้อยู่ โดยเฉพาะกระบวนการตํารวจ กระบวนการอัยการ บอกในเมื่อกฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ฉันต้องทําอย่างนี้ ถูกหรือผิดไม่รู้ ไม่ชอบไม่เป็นอะไร แต่มีหน้าที่เสนอ เพราะฉะนั้นศาลก็จะเป็นปลายเหตุที่จะมารับงานเหล่านี้ กองที่ศาล มากมาย สุดท้ายเขาบอกว่าจะแก้ที่ศาลอย่างไร เพราะคดีเกิดขึ้นเยอะ ศาลเองก็ทํางานไม่ทัน ไม่มีประสิทธิภาพ เพิ่มจํานวนผู้พิพากษาขึ้นมา คุณวุฒิ วัยวุฒิ ยังไม่เพียงพอก็มาตัดสินคดี ต่าง ๆ ซึ่งอันตรายต่อสังคมอย่างมากทีเดียว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องมาพิจารณากันว่า รัฐธรรมนูญเราจะต้องทําอะไรบ้าง ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ปัญหาเรื่องของชั้นตํารวจ หลาย ๆ คดี หลาย ๆ งาน หลาย ๆ เรื่องควรจะเป็นการตักเตือนได้เขาทําไม่ได้ บอกกฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ล่ะ ผมได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจากเพื่อน ๆ มากมายว่า หลาย ๆ เรื่อง อย่างหลายคนเขาบอกว่าที่เขาขับรถแล้วเข้าไปถามตํารวจถามทางหน่อยหนึ่ง และเข้าไปปลดเข็มขัดหน่อยหนึ่ง ตํารวจจับว่าไม่คาดเข็มขัด มันเกิดอะไรขึ้น อย่างนี้คือ ชั้นตํารวจ และชั้นอัยการล่ะทําอย่างไร ก็เหมือนกัน ฉะนั้นถกเถียงกันว่าเราจะตั้ง คณะกรรมการอย่างไรก็เป็นประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่เรากําลังพูดถึงอยู่ว่าในกระบวนการ ที่เราจะแต่งตั้งผู้พิพากษา ในกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้เราจะทําอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม แล้วก็สามารถที่จะคัดเลือก คัดสรรที่มีประสิทธิภาพที่สุด ฉะนั้นผมเองอยากจะพูดภาพรวม ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เนื่องจากว่าเราเอาปัญหาเฉพาะหน้ามาแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นเดียวกันว่าเราเอาปัญหาเฉพาะหน้าของเขาดี ๆ อยู่ เราทําไมต้องไปแก้ โดยเฉพาะมาตรา ๒๒๒ เราพูดถึงประธานศาลต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิ เราทําไมต้องมา ผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปมากมายในเมื่อศาลเขาไม่มีปัญหา แต่เราสร้างปัญหาให้เกิดข้อแตกแยก ในศาลขึ้นมาอีกโดยเอาผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปมากมาย ซึ่งคําว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมาจากไหน มาอย่างไร แล้วเป็นใคร ใครจะเป็นคนตรวจสอบ แล้วเชื่อได้ไหมว่าเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ มีความเป็นกลาง ซึ่งขณะนี้คําว่า เป็นกลางนี้หายากมาก แม้แต่ผมเองผมก็ไม่กล้ายืนยัน ตัวเองว่าผมเป็นกลางไหม แต่ผมพยายามนั่งตรงกลางนะครับ โชคดีที่ผมนั่งตรงกันข้าม ท่านประธาน คือไม่เอียงซ้าย ไม่เอียงขวา แต่พยายามจะมองตรงที่ประธานเพื่อไม่ให้เอียงข้าง แต่ถามว่าแล้วผมกล้ายืนยันไหมว่าผมเป็นผู้ที่ไม่เอียงข้างเลย แต่แน่นอนว่าถ้าผมใกล้ชิดกับ ปัญหาใดผมมีความรู้เรื่องอะไรผมก็จะมีความชัดเจนในเรื่องนั้น ผมจะเป็นคนที่ไม่ค่อย อภิปรายบ่อยนัก ฉะนั้นวันนี้ก็พยายามที่จะสะท้อนให้คณะกรรมาธิการได้เอาไปพิจารณา ที่จะไปปรับปรุงแก้ไข คําอย่างไรที่ไม่จําเป็น ผมว่ายังตัดออกได้มากมายนะครับ แล้วก็สิ่งที่สําคัญ ในกระบวนการของศาลยุติธรรม ผมว่าสิ่งที่เราควรจะทํา เมื่อกี้ท่านเสรีก็ได้พูดไปแล้ว เรื่องของเลขาธิการศาล จะไปสลับกันทําไม ในเมื่อสลับกันทุกปี ๆ อย่างนี้นะครับ ถามว่ามีประสิทธิภาพไหม แล้วถ้าตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทีละครั้ง ๆ มันจะส่งผลต่อ ความยุติธรรมต่อผู้ฟ้องร้องคดีได้อย่างไรเพราะว่ามันไม่ทันเหตุการณ์ คณะกรรมการของ ศาลยุติธรรมเขาดีอยู่แล้ว เขาสามารถที่จะพิจารณาได้ตลอดเวลาแล้วก็มีประสิทธิภาพ ซึ่งศาลเองตามมาเป็น ๑๐๐ ปี แต่ถ้าเราไม่เชื่อว่าองค์กรที่เป็น ๑๐๐ ปีมาแล้วเราไปเชื่อใคร ไม่ว่าศาลปกครอง ผมก็ขออนุญาตมองศาลปกครองสักนิดหนึ่งว่าศาลปกครองที่ผ่านมา บุคคลมีประสิทธิภาพไหมในการที่จะมาพิพากษาคดีต่าง ๆ มีความรู้เพียงพอไหม ที่จะพิพากษาในคดีหลาย ๆ คดี ผมยกตัวอย่างคดีสิ่งแวดล้อม อยู่ ๆ ศาลเองก็ไปรับพิจารณา ในเรื่องของการบังคับล่วงหน้า เฉพาะหน้าที่จะให้หยุดไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่โรงงานยังไม่ได้เริ่มเลย แต่ไปหยุดไว้ก่อนหมายความว่าอย่างไร สังคมเสียหายมากมาย คณะกรรมการเรื่องของ สิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน ผมเองบังเอิญมีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปพูดคุยไม่เคยรู้เรื่องเลย ทุกครั้งในการเข้าประชุมจะตั้งคําถามที่ไม่ซ้ํากัน และสภาพของการเดินไปข้างหน้าจะเดินได้อย่างไร เหล่านี้เป็นต้นที่ในหน่วยงานต่าง ๆ ขาดความเข้าใจ ขาดความรู้ แต่มานั่งในคณะกรรมการ ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งคัดเลือกด้วยใคร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะมองว่าทําอย่างไร ถึงจะให้คัดเลือกคนที่มีประสิทธิภาพในแต่ละหน่วยงาน และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึง ก็คือข้าราชการ ข้าราชการก็หนีไม่พ้นว่าทํางานไปตามหน้าที่ แต่หน้าที่เหล่านั้นถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องนี่ไม่รู้ เราเขียนกติกาไว้ดีอย่างไรถ้าคนเราไม่ดีก็ไม่สามารถที่จะทําหน้าที่ต่อไปได้ แล้วกําหนดว่างานนี้ต้องพิจารณาเสร็จภายใน ๑ เดือน ไม่เป็นอะไร ๑ เดือนเตะออกไปก่อน ให้ยื่นเข้ามาใหม่ เหล่านี้เป็นต้น นั่นคือความฉ้อฉลที่จะทําให้งานเหล่านั้นไม่สําเร็จ ฉะนั้นเราจะต้องพิจารณาเรื่องของการปรับกระบวนการของคนให้มีประสิทธิภาพ ให้การคัดเลือกคนเข้าสู่กระบวนการข้าราชการให้มีคุณภาพ ให้เป็นคนที่รับใช้ประชาชน เป็นคนที่รับใช้สังคม เป็นคนที่รับใช้ประเทศชาติ ไม่ใช่รับใช้นักการเมือง เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งผมเองมีส่วนเกี่ยวข้องมากมายว่าหลายครั้งนักการเมืองสั่ง ไม่ว่าผิดก็ทําได้ แต่ในส่วนที่ เอกชนหรือประชาชนไปขอร้องสิ่งที่ถูกต้องทําไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่เราต้องแก้คือแก้เรื่องของคนนะครับ ฉะนั้นคนก็ต้องพูดถึง การศึกษา การศึกษาเราต้องทําให้การศึกษามีประสิทธิภาพได้อย่างไร เป็นสิ่งเราต้องมอง เราต้องให้งบประมาณการศึกษา ให้อิสระของการศึกษา ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีไม่เหมือนกัน เราต้องดูจากวัตถุดิบเช่นเดียวกับการผลิตสินค้า วัตถุดิบเข้าอย่างไร เราต้องการเลือกวัตถุดิบ เพื่อจะได้ผลิตสินค้าชนิดไหน แล้วเราต้องเลือกคนชนิดไหนไปทําอะไรบ้าง คนเรามีไม่เหมือนกัน มีความสามารถต่างกัน แต่เอาไปใช้ในแต่ละประเด็นได้ดีเป็นสิ่งที่สําคัญครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่กําลังจะมองว่าเรื่องของคน ผมเองอยู่ในคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายมากมาย เห็นว่าสิ่งที่สําคัญนั้นก็คือกระทรวงต่าง ๆ หรือข้าราชการต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะเขียนกฎหมาย เข้ามาตามใจชอบ แล้วก็ส่งเข้าสภา ส่งเข้าสภาการพิจารณาก็มักจะพิจารณาอย่างรวบรัด ไม่มีอะไร ผมเองได้คุยกับข้าราชการประจําอยู่เสมอว่าขอให้ผ่านเร็ว ๆ เรามักจะขอกันว่า กฎหมายนี้ช้ามาก ออกได้ยาก เดี๋ยวผมไปออกกฎกระทรวงดีกว่า ผลสุดท้ายกฎกระทรวง ออกมาเละเลย คนละเรื่องกัน แล้วกฎกระทรวงก็ออกมาเพี้ยนไปหมดแล้วก็ไม่ออกด้วย หลาย ๆ เรื่องผมเองเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ๒ ปีกฎกระทรวงยังไม่ยอมออก ในขณะที่บอกว่า กฎหมายนี่ช้า สมัยที่ผมเป็นวุฒิสภานั้นเราทํางานไม่ช้าหรอกครับ แต่ละฉบับไม่เกิน ๓ เดือน ออกมาได้ แต่ว่ากฎกระทรวงนั้นเป็น ๓ ปีก็ไม่ออกอย่างนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าในรัฐธรรมนูญนั้นเราจะทําอย่างไร ให้กระชับ ให้มีประสิทธิภาพ แล้วก็ทําให้งานต่าง ๆ เหล่านั้นไปข้างหน้าได้อย่างดีนะครับ ดังนั้นหลาย ๆ ส่วนผมว่าเราต้องแก้ที่ต้นเหตุ อย่าไปแก้ที่ปลายเหตุเลย ทําอย่างไรถึงทําให้ คนดีมีคุณภาพแล้วก็กฎหมายเราชัดเจนสามารถปฏิบัติได้ง่ายนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน