สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

เข็มชัย ชุติวงศ์ หารือเรื่องหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปยกร่างรัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งประธานกรรมการอัยการ, กรรมการอัยการ, ข้อกังวลเกี่ยวกับคุณสมบัติและข้อห้ามของข้าราชการอัยการ และการห้ามการเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขระบบการไต่สวนและดําเนินคดีอาญา เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดําเนินคดี

นายเข็มชัย ชุติวงศ์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่าน ผม เข็มชัย ชุติวงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประเด็นในเรื่อง หลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ต้องยอมรับว่าเป็นสาเหตุสําคัญอันหนึ่งของความไม่ปกติ ความขัดแย้งวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในการปฏิรูปยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มี ๒ ประเด็นสําคัญที่ถือว่าเป็นความเป็นความตายของ บ้านเมือง ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเมืองกับเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม และหลักนิติธรรม ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ผมคิดว่าท่านทํางานได้ อย่างดียิ่งในส่วนภาค ๓ ที่เกี่ยวกับหลักนิติธรรม ศาล แล้วก็องค์กรตรวจสอบภาครัฐนะครับ คิดว่าในบทบัญญัติที่ท่านยกร่างขึ้นส่วนใหญ่น่าจะทําให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าความจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมของเรา มีการปฏิรูปมาแล้ว ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็หลายมาตรการก็กําลังเดินไปด้วยดี ถ้าพูดถึง ตัวบทกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติ หรือแม้แต่กฎหมายลําดับรองลงไป บ้านเมืองเราไม่แพ้ประเทศอารยประเทศทั้งหลายประเทศใดเลย เรามีมาตรฐานทัดเทียม ต่างประเทศ แต่ปัญหาของเราคือบุคลากรของเราที่บังคับใช้กฎหมาย ที่อาจจะต้อง มีความตระหนักนึกถึงหลักกฎหมาย หลักนิติธรรมให้ดีกว่านี้ครับ ผมจะขออนุญาตอภิปราย ลงในรายละเอียดสักเล็กน้อยครับ ผมคิดว่าสิ่งสําคัญประการหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ที่จะทําให้บ้านเมืองไปได้ด้วยดีก็คือว่าจะต้องมีหลักประกันที่จะไม่ให้กระบวนการยุติธรรม ถูกแทรกแซงจากทางการเมือง ความไม่ถูกแทรกแซงจากทางการเมือง ได้แก่ความเป็นอิสระ ขององค์กรเหล่านั้นในการบริหารงานบุคคล ในการปฏิบัติหน้าที่ ในการบริหารงบประมาณ และการอื่น ๆ ผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวผม แต่ผมคิดว่าทางกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการให้แล้ว แต่ว่ายังอาจจะมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่อาจจะ ยังมีความเห็นที่แตกต่าง ผมก็จะขออธิบายสักนิดหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นในองค์กรอัยการ ผมคิดว่าการที่จะทําให้องค์กรอัยการสามารถรับใช้สังคมในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเที่ยงธรรม จะต้องมีหลักประกันการถูกแทรกแซงจากทางการเมือง ซึ่งความจริงเรื่องนี้มีวิวัฒนาการมาโดยตลอด ระยะเวลาประมาณ ๔๐-๕๐ ปี ตอนแรกนั้น องค์กรอัยการได้รับการประกันในเรื่องการบริหารงานบุคคล แล้วก็การปฏิบัติหน้าที่ การสั่งคดีแต่ยังอยู่กับรัฐบาล ยังอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ตอนนั้นเราก็คิดว่า น่าจะประกันได้แล้ว ก็ปรากฏว่ามันก็ไม่ได้เท่าที่ควร ในที่สุดองค์กรอัยการก็แยกออกมาจาก กระทรวงมหาดไทย ไม่สังกัดกระทรวง ทบวง กรม ยังอยู่กับรัฐบาลก็ยังไม่ค่อยได้ผล เต็มเม็ดเต็มหน่วยสักเท่าไร จนในที่สุดในปี ๒๕๕๐ เราออกมาเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ได้รับประกัน อิสระที่สําคัญก็คือ การบริหารงบประมาณไม่ถูกแทรกแซงทางรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมยังยืนยันว่า การที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยอมให้องค์กรอัยการเป็นหน่วยงานที่มีอิสระ ในการบริหารบุคคล บริหารงบประมาณแล้วก็กิจการอื่น ๆ เป็นทางที่ถูกต้องแล้ว ที่ท่านบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๘ แล้วต้องขอบคุณแทนข้าราชการอัยการคนอื่น ๆ ด้วย ท่านอาจจะมองถึงต่างประเทศว่าบางประเทศองค์กรอัยการเขาอยู่กับกระทรวงยุติธรรม หรืออยู่กับรัฐบาล ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นจริง บางประเทศถึงกับว่ารัฐมนตรียุติธรรม เป็นอัยการสูงสุดก็มี แต่ว่าต่างประเทศต่างจากเมืองไทย ในต่างประเทศนักการเมืองเขา ไม่มีวัฒนธรรมที่จะแทรกแซงการบริหารงานยุติธรรม แต่เมืองไทยตลอดมา ๔๐ ปี ๕๐ ปี ถ้ามีโอกาสเขาจะแทรกแซงทันที แล้วนักการเมืองของบ้านเรามักจะใช้องค์กรในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งท่านเห็นได้ชัดเจนก็คือตํารวจกับอัยการ เป็นเครื่องมือในการทําลายฝ่ายตรงข้าม มันจะมีการทําลายอย่างไรที่มันหนักหนายิ่งกว่าฟ้องคดีให้ติดตัวแล้วก็ทําให้เสียชื่อเสียง ในทางการเมือง เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ๒ องค์กรนี้ต้องทําอย่างไรก็ได้ให้ปลอดจาก การถูกแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งเข้าใจว่ามีเพื่อนสมาชิกพยายามอภิปรายอยู่แล้ว ผมขออนุญาตลงในรายละเอียดเรื่องในองค์กรอัยการนิดหนึ่งนะครับ คือจริง ๆ โดยหลักการแล้ว ค่อนข้างเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คงมีแต่เรื่องทางเทคนิค ผมเกรงว่า บางบทมาตราหรือบางตัวอักษรอาจจะไม่ชัดเจนหรืออาจจะเกิดจากความเข้าใจผิดบางอย่าง อาจทําให้เกิดการตีความ ผมไม่ค่อยห่วงเรื่องที่ว่าหลักการเราแตกต่างกันเพราะว่าเรารับได้ กับที่ทางกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เราเกรงว่าบทบัญญัติบางส่วนจะทิ้ง ความไม่ชัดเจนให้ต้องไปตีความทีหลัง แล้วมันเลยเกิดการติดขัดในการบริหารงาน ก็อยากจะ ทําความเข้าใจให้มันชัดเจนไปเลย

ในมาตรา ๒๒๘ ผมจะขออภิปรายสัก ๒-๓ ประเด็นก็คือในเรื่องของ องค์กรบริหารงานบุคคลของอัยการ สําหรับเรื่องประธานกรรมการอัยการทางท่านประสิทธิ์ อภิปรายไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าตําแหน่งนี้ไม่ควรจะจํากัดห้ามคนที่เคยเป็นอัยการทั้งหมด ท่านอาจจะมีเจตนารมณ์ เกรงว่าอัยการสูงสุดที่เพิ่งเกษียณไปจะกลับมาเป็นประธาน ก.อ. แล้วก็จะมีอิทธิพลต่อ การบริหารงาน ซึ่งความจริงอันนั้นทางอัยการเราตระหนักอยู่แล้ว ที่ผ่านมาถึงแม้จะไม่มี กฎหมายเขียนไว้แต่ในทางปฏิบัติ คือเมื่อก่อนตอนสมัยปี ๒๕๔๐ ก.อ. จะเป็นคนทําบัญชีรายชื่อ คนที่สมควรจะเป็นประธาน ก.อ. ไปให้อัยการเขาเลือก เราก็จะไม่เอารายชื่อของอัยการสูงสุด ที่เพิ่งเกษียณไปไม่เกิน ๕ ปีมาอยู่ในบัญชีรายชื่อให้เลือก เพราะฉะนั้นทุกคนที่ได้รับเลือก จะต้องเป็นผู้บังคับบัญชาที่เกษียณไปแล้วมากกว่า ๕ ปี เราเคยพูดถึง ๑๐ ปีด้วยซ้ํา แต่ตอนหลัง พออัยการไปเกษียณ ๗๐ ปี มันก็เลยเกิดปัญหาที่จะเอาอดีตผู้บังคับบัญชากลับมาเป็น ประธาน ก.อ. มันก็เลยเกิดการให้อัยการสูงสุดมาเป็นประธาน ก.อ. ซึ่งท่านก็พูดถึงปัญหาไปแล้ว ความจริงเราก็รู้ครับปัญหานี้ แต่ตอนนั้นยังคิดอะไรไม่ออก แล้วก็ได้รับการแนะนําจาก ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนว่าถ้าอย่างนั้นก็ควรจะให้อัยการสูงสุดเป็นประธานเสียเลย กฎหมายใน พระราชบัญญัติองค์กรอัยการก็เลยออกมาเป็นเช่นนั้น แต่ผมคิดว่าในบทบัญญัติอันนี้ น่าจะจํากัดเฉพาะข้าราชการอัยการที่อยู่ในตําแหน่งเท่านั้นที่ไม่ควรมาเป็นประธาน ก.อ. แต่คนอื่นๆ การที่เคยเป็นอัยการ ท่านลองนึกคนที่สอบเข้ามาเป็นอัยการ เขามาอบรมได้ ๒ ปีแล้วโอนเป็นผู้พิพากษา แล้วอาจจะออกไปเป็นอาชีพอื่น ออกไปทําราชการอื่น คนพวกนี้ ถูกห้ามหมดเลยนะครับ หรือคนบางคนเป็นอัยการแล้วก็โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือน อาจจะไปเจริญเติบโตถึงขั้นเป็น อธิบดี ปลัดกระทรวง กลับมาเป็นประธานกรรมการอัยการมีไม่ได้เพราะเคยเป็นอัยการ ครั้งหนึ่งในชีวิตนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ไม่ควรไปจํากัดสิทธิเขาหรอกนะครับ ผมเข้าใจ เจตนารมณ์ของท่านว่าท่านไม่อยากให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งเพิ่งเกษียณไปกลับมาเป็น แต่มันมีผล ไปถึงคนอื่น ๆ ด้วย ผมคิดว่าการจะมีข้อจํากัดเช่นนั้นสามารถเขียนได้ในพระราชบัญญัติ ไม่ยากนะครับ

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งอยากจะพูดถึงสักนิดหนึ่งนะครับ ก็คือกรรมการอัยการ ที่มาจาการเลือกตั้ง เมื่อสักครู่ท่านประสิทธิ์ได้พูดไปส่วนหนึ่งแล้ว ผมอยากจะกราบเรียน อย่างนี้ครับว่า ผมเข้าใจดีว่าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคงจะเอารูปแบบของ กรรมการจากการเลือกตั้งมาจากของศาล เพราะเขียน ๆ มาเลียนแบบกันมาเลย แต่อยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ชั้นศาลไม่เหมือนกับชั้นตําแหน่งของอัยการครับ ศาลก็มี ๓ ชั้น คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ในแต่ละชั้นศาลมีผู้พิพากษาที่อาวุโสสูงอยู่ในแต่ละชั้นศาล ผมขออนุญาตใช้อีก ๑๐ นาทีในภาคต่อไปเลยนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ อย่างศาลชั้นต้นเขามีอธิบดีศาลหลายคน และคนพวกนี้ที่จะมาเป็น ก.ต. ศาลอุทธรณ์ ก็อาวุโส แต่ชั้นตําแหน่งอัยการ ตั้งแต่ชั้น ๑ ถึงชั้น ๘ ชั้น ๑ ชั้น ๒ ชั้น ๓ ยังไม่ควรมาเป็น ก.อ. หรอกครับ เพราะว่ายังอาวุโสน้อยมาก บางคนเพิ่งเข้ามาเป็นไม่กี่ปีนะครับ เพราะฉะนั้น ในการที่จะเอาข้าราชการอัยการเลือกตั้งมาเป็น ก.อ. จะต้องคํานึงถึงเรื่องอาวุโส เพราะฉะนั้นผมขอแนะนํานิดเดียวคือว่าผมเข้าใจเหมือนกันที่ท่านพยายามจะให้มีการ จัดสัดส่วนที่เหมาะสม ก็คงจะได้ข่าวคราวมาว่าไปกระจุกตัวอยู่กับบางชั้นก็ไม่เป็นอะไรครับ ก็เข้าใจดี แต่ผมคิดว่าถ้าเราตัดคําว่า แต่ละชั้น ออกเพื่อไม่ให้สื่อความหมายว่าอัยการทุกชั้น ต้องเข้ามาเป็น ก.อ. แล้วให้ไปกําหนดในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ มีข้าราชการอาวุโสลําดับหนึ่งขึ้นไป เช่นชั้น ๕ ขึ้นไปที่เป็น ก.อ. ได้ และในชั้น ๕ ชั้น ๖ ชั้น ๗ ก็ไปกําหนดสัดส่วนที่เหมาะสมและให้ทุกคนเลือกตั้ง อันนี้ก็โอเคครับ ผมคิดว่าทุกคน น่าจะรับได้ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเกิดปัญหาการตีความว่าในกฎหมายลูกจะต้องไป กําหนดให้อัยการชั้น ๑ ชั้น ๒ อะไรเข้ามาเป็น ก.อ. ซึ่งผมคิดว่าก็คงไม่เหมาะนัก แล้วก็ไม่เหมือนกับของทางศาล

อีกอันหนึ่งซึ่งผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อกังวลก็คือว่า ในวรรคนี้ ท่านพูดถึงคุณสมบัติบางข้อ แล้วก็ข้อห้ามบางประการของ ก.อ. บางตําแหน่ง เช่น ประธาน ท่านบอกว่าต้องไม่เป็นข้าราชการอัยการ ต้องไม่ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผมไม่แน่ใจว่า มันมีความหมายหรือเปล่าว่าคุณสมบัติกับข้อห้ามมีได้แค่นี้ แล้วในกฎหมายพระราชบัญญัติ จะไปกําหนดคุณสมบัติข้อห้ามอื่นอีกไม่ได้ เพราะว่าท่านเขียนแตกต่างไปจากตอน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่พูดถึง ก.ต. นะครับ ที่กังวลเช่นนี้เพราะอย่างนี้ครับ ความจริง ก.อ. ต้องมีคุณสมบัติกับข้อห้ามอีกเยอะเลยครับ แต่มันอยู่ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ยกตัวอย่างเช่น ต้องเป็นคนสัญชาติไทย ต้องมีอายุตั้งแต่ ๔๐ ปีขึ้นไป ต้องจบปริญญาตรี ต้องไม่ประกอบอาชีพหรือว่ามีตําแหน่งแห่งที่ที่จะขัดแย้งกับงานของอัยการอะไรพรรค์อย่างนี้ อีกมากมายหลายข้ออยู่ในนั้น ถ้าไม่ขัดแย้ง คือสามารถไปเขียนคุณสมบัติเช่นว่านั้นได้ อันนี้ก็ไม่มีปัญหา แต่ผมอยากจะให้ท่านลองดูในรัฐธรรมนูญนิดหนึ่งนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในเรื่องของ ก.ต. เขาจะบอกว่า ก.ต. ประกอบด้วยใครบ้าง เสร็จแล้วเขาจะบอกว่าคุณสมบัติ ข้อห้าม การพ้นตําแหน่งอะไรให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ถ้าอย่างนี้มันเอาไปเขียนได้ และท่านวางใจเถอะครับ สนช. เขามีวิจารณญาณที่ดีที่จะไปเขียนอะไรทั้งหลายตามนโยบายของ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้วนะครับ คงไม่ต้องห่วงว่าเขาจะมาเข้าข้างพวกผม หรอกครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตพูดสักนิดหนึ่งนะครับ อันสุดท้าย ที่ท่านอาจารย์บรรเจิดพูดถึงเรื่องการขัดแย้งผลประโยชน์การห้ามเป็นกรรมการ ในรัฐวิสาหกิจ อันนี้พวกเราก็เห็นพ้องด้วยแล้วว่าอันนี้ไม่น่าจะเหมาะสม แต่ว่าผมอยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าจริง ๆ แล้วจุดที่เป็นคอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of interest) จริง ๆ คือการเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว แต่ความจริงรัฐวิสาหกิจเขายังมีพวกเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งโดยกฎหมาย บางรัฐวิสาหกิจก็ขาดทุน ไม่ขาดทุนอะไรอยู่นะครับ แล้วมันยังมีงาน อีกหลายอย่างซึ่งบางครั้งเขาต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเรา อย่างตอนนี้อัยการว่าต่าง แก้ต่าง ให้รัฐวิสาหกิจ คดีบางคดีมันมีความสลับซับซ้อน คือไม่ใช่ว่าเขาจะส่งคดีมาแล้ว เราก็มาว่าอะไรของเราไป บางครั้งต้องมีการไปประชุมร่วมกับเขา ต้องมีการตั้งคณะทํางาน ร่วมกันหาทางออก ปัญหาอะไรสารพัดเลย ซึ่งการที่ระบุว่าห้ามเราไปทําหน้าที่ทุกอย่าง ในรัฐวิสาหกิจ ผมคิดว่าอาจจะเป็นบทบัญญัติหรือข้อความที่กว้างเกินไป ถ้าท่านระบุเจาะจง ลงไปว่าห้ามเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจโดยไม่มีข้อยกเว้น อันนี้น่าจะเหมาะสม คือเป็นตําแหน่งหรือว่าเป็นจุดที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ผมพูดว่าอย่างนั้นก็แล้วกันนะครับ แต่ว่าการช่วยเหลือเขาในเรื่องอื่น ๆ เป็นพวกคณะทํางานย่อยอะไร พวกนี้ไม่มีผลประโยชน์ ทับซ้อนอะไร เพราะว่าสิ่งที่จะได้คือเบี้ยประชุมตามอัตราที่กระทรวงการคลังกําหนดไว้ ตายตัวแล้วไม่มากครับท่าน

สุดท้ายผมเหลือเวลาอีก ๕ นาที ผมขอฝากนิดหนึ่งอันนี้เป็นเรื่องทางเทคนิค แท้ ๆ เกี่ยวกับเรื่องของ ป.ป.ช. ครับ คืออย่างนี้ในบทบัญญัติอํานาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. มันมี ๒ ส่วน ผมเข้าใจว่าเป็นมาตรา ๒๗๔ คือเขามีอํานาจหน้าที่ไต่สวนเพื่อถอดถอนอันหนึ่ง กับไต่สวนเพื่อดําเนินคดีอาญาอีกอันหนึ่ง แล้วทีนี้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการถอดถอนโอเคครับ เขียนไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้วมันโยงไปหากฎหมายประกอบ แต่เรื่องดําเนินคดีอาญาถ้าท่านดู มาตรา ๒๗๔ มันคล้ายกับของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่พอไปดูในเรื่องบทบัญญัติว่าด้วย การถอดถอนกับการดําเนินคดีอาญานักการเมืองมันจะมีบทบัญญัติที่ขาดหายไปส่วนหนึ่งครับ มันเลยมีผลคล้าย ๆ กับว่าพอ ป.ป.ช. ไต่สวนเสร็จและมีคําวินิจฉัยชี้มูลแล้ว ให้ส่งสํานวนไปที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แต่ไม่มีที่ไหนบอกว่าต้องทําเป็น คําฟ้องคดีและมีการดําเนินคดี ซึ่งมันจะขาดหายไป ถ้าเป็นของรัฐธรรมนูญเดิมมันจะมีการผูกโยง กับเรื่องถอดถอน แล้วก็โยงกลับไปหาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ คือพูดง่าย ๆ คดีที่จะไปสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต้องไปโดยคําฟ้องไม่ได้ ส่งสํานวนไต่สวนไปให้ศาล เพราะศาลจะทําอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีการฟ้องคดีนะครับ แล้วท่านจะดําเนินคดีได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีโจทก์ ไม่มีคนไปถามความให้ ป.ป.ช. และถ้าเผื่อถูกทนายจําเลยเขาซัก ก็ไม่รู้จะไปซักค้านอย่างไร อะไร มันจะมีปัญหาตามมา เพราะฉะนั้นต้องมีระบบให้มีการฟ้องคดีผูกโยงกันเสียให้ดีครับ อันนี้เป็นเรื่องทางเทคนิค ผมคิดว่าท่านไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เป็นอย่างนั้นหรอกครับ ก็คือเอาระบบเดิมมานั่นเอง แต่มันมีข้อความบางอย่างที่ตัดหายไปและทําให้มันไม่ผูกโยงกัน ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพียงเท่านี้นะครับ ด้วยความชื่นชมผลงานของท่านครับ ขอบพระคุณครับ