สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หารือเรื่องการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเรื่องการตั้งศาลและกระบวนการทางกฎหมายที่ควรปรับปรุง เช่น การบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนนั้นเดือดร้อนน้อยที่สุด และยังหารือเรื่องการตรวจสอบและให้ความเห็นในมาตรา 222 และ 225 ของรัฐธรรมนูญ และยังหารือเรื่องการนับเวลาในการดำรงตำแหน่งประธานศาลยุติธรรมและศาลปกครอง โดยเฉพาะกรณีที่ตำแหน่งเปลี่ยนแปลงในระหว่างเทอม และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนเกี่ยวกับการนับเวลาในการดำรงตำแหน่ง และยังหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๒๘ ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ความชัดเจนเกี่ยวกับอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอัยการ และยังหารือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายของอัยการ โดยเรียกร้องให้ความชัดเจนและความเป็นอิสระในการดำเนินการ และยังหารือเรื่องสัดส่วนในระบบอัยการ โดยเสนอให้ปรับเปลี่ยนสัดส่วนเพื่อให้เหมาะสม และยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเลือกตั้งประธานกรรมการ ก.อ. และการเกษียณอายุของผู้พิพากษาในศาลฎีกา โดยขออนุญาตเพิ่มเงื่อนไขการเลือกตั้งให้ครอบคลุมประธานกรรมการด้วย และขอให้ศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีสัดส่วนในการบริหารงานบุคคล

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็คงใช้เวลาที่มีอยู่ ๒๐ นาที ที่จะกล่าวซึ่งเป็นเรื่องของหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม แล้วก็รวมทั้งหน่วยงานที่อยู่ในต้นน้ําในการที่จะดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แล้วก็ส่งมาจนกลางทาง หรือว่ากลางน้ํา หรือว่าปลายน้ําก็คือทางเรื่องของศาล ผมได้ดูอย่างนี้นะครับว่า ได้ยินท่านอาจารย์บรรเจิดซึ่งเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ดีใจครับที่ท่านได้เล็งเห็นถึง ความสําคัญของประชาชนในการที่จะมาใช้บริการเรื่องของศาล เรื่องของหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรม ต้องการให้เกิดความรวดเร็วเรื่องความสะดวก ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ว่ายังมีข้อมูลที่กระผมจะขออนุญาตเรียนนะครับว่าในเรื่องของมาตราต่าง ๆ ที่บัญญัติ ขึ้นมานั้นอาจจะมีบางส่วนที่คิดว่าน่าจะได้มีการปรับเพิ่มเพื่อให้มีความสอดคล้อง กับความเป็นจริงแล้วก็เป็นการอํานวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริงกับประชาชน หรือว่าจะพลเมืองก็แล้วแต่นะครับ ขณะนี้หลายท่านก็อาจจะมีความสับสนใน ๒ คํานี้ ก็คงต้องค่อย ๆ ศึกษากันไป เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่มีความจําเป็นอย่างยิ่งเพราะเห็นว่าถ้าผู้ที่ใช้บริการของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ยังมีความไม่แน่ใจ ยังมีความไม่แน่นอนหรือเกิดความไม่เข้าใจ ปัญหาที่ตามมาก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเข้าใจ เรื่องการปรองดอง หรือเรื่องความสามัคคีคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะว่าขณะนี้หลายส่วนไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือพลเมืองก็แล้วแต่ยังมีความเข้าใจว่า หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมนั้นมีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะฉะนั้นการที่ได้มีการ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการรองรับถึงการกระทํา ถึงการดําเนินการ หรือกระบวนการต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ดี ผมจะไล่มาตั้งแต่เรื่องของบททั่วไปนะครับ

บททั่วไปในตัวภาค ๓ นี้ได้มีการพูดถึงในหลาย ๆ ส่วนซึ่งเป็นสิ่งดี แต่ว่าในเรื่องของสิ่งที่เห็นว่าน่าที่จะมีการปรับปรุงก็มีในหลายส่วน โดยเฉพาะจะขออนุญาตไล่ เพราะว่าก่อนหน้านี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คือท่านเสรีได้กล่าว เกริ่นไปบ้างแล้ว กระผมพยายามจะกล่าวในส่วนที่ไม่ตรงกัน ประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะในมาตรา ๒๑๑ เรื่องการตั้งศาล ตรงนี้จะมีเขียนอยู่ใน วรรคหนึ่ง เขียนไว้ดูสวยงามครับ สวยงามอย่างไร บอกว่าบรรดาศาลทั้งหลายจะตั้งขึ้นได้ ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ โดยให้จัดตั้งศาลอย่างทั่วถึงเพื่อให้ประชาชน ในนี้ยังใช้คําว่า ประชาชน นะครับ สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อย ทีนี้ผมมาติดขัดตรงที่ว่าเสียค่าใช้จ่ายน้อยนิดเดียว คําว่า ค่าใช้จ่ายน้อย ถ้าหากว่า การดําเนินการหน่วยงานที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะประชาชนที่จะต้องไปสัมผัส ก็คือตํารวจก็ดี อัยการก็ดี ทนายความก็ดี หรือว่าศาลยุติธรรมก็ดี รวมไปถึงราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นช่วงที่จะมารับช่วงต่อในช่วงสุดท้าย ตรงนี้ถ้าอยู่ในลักษณะที่มีกลุ่ม เกาะกลุ่ม ที่ใกล้เคียงกันจะได้ไหม ผมเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ต้องอะไร เพียงแค่ตั้งศาลถ้าหากว่าอยู่ห่างกันนี้ ตํารวจที่พามา พาผู้ต้องหามาพบพนักงานอัยการเพื่อมาตรวจสอบว่าเป็นผู้ต้องหาจริงหรือไม่ ตรงนั้นก็มีปัญหาแล้ว หลายแห่งนะครับ เพราะตํารวจก็บอกว่าไม่มีเงินครับ เพราะว่า ถ้าจะพาไปที่สํานักงานอัยการซึ่งอยู่ห่างออกไปบางครั้งใช้วิธีอะไรรู้ไหมครับ ก็เดินอย่างไรครับ พาผู้ต้องหาเดินแล้วก็พันธนาการกุญแจด้วยก็เท่ห์ออกว่าเดินไปก็โก้ดีเหมือนกัน แต่ถ้าบอกว่า ถ้าจะไม่ให้เดินก็ช่วยหาค่าเช่ารถให้ด้วยก็แล้วกัน เพราะว่าทางตํารวจไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีค่าน้ํามันเชื้อเพลิง ฉะนั้นในส่วนนี้ล่ะครับ การตั้งศาลก็ดีจะทําในลักษณะบูรณาการได้ไหม ถ้าทําในลักษณะ บูรณาการได้ผมว่าจะเป็นสิ่งที่ดี จริง ๆ แล้วมีกฎหมาย แต่ทีนี้ขาดผู้ประสานงานที่ดี ในการที่จะรวบรวมเพื่อให้ประชาชนนั้นเดือดร้อนน้อยที่สุด แม้กระทั่งพยานที่มาเบิกความ ในชั้นศาลแล้ว การจะกลับไปหรือไปขอเบิกค่าพยานที่อัยการบางครั้งถ้าห่างกันไม่คุ้มหรอก ในการที่จะไปเบิกค่าพยาน ก็ทิ้งไปเลย อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นไม่ได้รับการเหลียวแล กระผมจึงเห็นว่าในช่วงนี้น่าที่จะได้มีการปรับ ปรับอย่างไรก็คงฝากทางท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญว่าดําเนินการในส่วนนี้ได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

ในเรื่องต่อไปในมาตรา ๒๒๒ ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องของชี้ขาด ซึ่งท่านเสรีพูดไว้แล้ว กระผมก็ขออนุญาตผ่านนะครับ ในมาตรา ๒๒๕ ในเรื่อง กกต. ที่สัดส่วน ๑ ใน ๓ ๑ ใน ๓ นี้ ไม่ว่าจะเป็นของศาลปกครองก็ดี หรือของศาลยุติธรรมก็ดี รวมถึงของอัยการ ซึ่งบัญญัติอยู่ใน มาตรา ๒๒๘ ที่จะนํามาใช้นั้น สัดส่วน ๑ ใน ๓ กระผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับว่า ถ้าใช้คําว่า ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ นั้น ด้วยความห่วงใยนะครับ ไม่ว่าผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่จะเป็น ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมก็ดี หรือตุลาการศาลปกครองก็ดี มีความห่วงใย รวมทั้งของ พนักงานอัยการด้วยก็มีความห่วงใยในส่วนนี้ว่าถ้าให้บุคคลภายนอกเข้ามานั้นมากจนเกินไป เกรงว่าการปฏิบัติหน้าที่หรือการอํานวยความยุติธรรมนั้นจะถูกแทรกแซง แทรกแซงอย่างไร เพราะว่าตรงนี้ถ้ามีการจับกับตัวบุคลากรหรือตัวกรรมการที่เป็นสัดส่วนของบุคลากร ที่อยู่ภายใน ตรงนั้นก็จะทําให้การวินิจฉัยก็ดี หรือการมีคําสั่ง หรือการใช้ดุลยพินิจต่าง ๆ อาจจะมีการแทรกแซง แล้วก็เปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้นได้มีการสอบถามแล้ว ไม่ว่าจะเป็นของ ศาลยุติธรรมก็ดี ศาลปกครองก็ดี อัยการก็ดี เห็นว่ามีความเหมาะสม แล้วก็มีความเหมาะสม อย่างยิ่งที่จะต้องมีบุคคลภายนอกเพื่อเข้ามารับช่วงในการที่จะสะท้อนปัญหาให้รู้ ดีอย่างไร กระผมจะยกตัวอย่างครับ ถ้าไม่มีบุคคลภายนอกเลยเหมือนกับระบบของอัยการ เมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ว่ากันเองในกรณีที่อัยการมีปัญหา ดําเนินการกันเอง ไม่มีใครมาตรวจสอบ ไม่มีการมาสอบถาม หรือว่าสะท้อนปัญหาให้เห็น เช่น มีเรื่องเรื่องหนึ่ง มีการร้องเรียนว่าผู้ร้องเรียนอ้างว่า ถูกพนักงานอัยการเตะจนหน้าตาแตก หน้าตาฉีก จริง ๆ แล้วในขณะนี้ต้องถือว่า บาดเจ็บสาหัสด้วยซ้ําไปเพราะถือว่าเข้าข้อกฎหมายว่าเป็นบาดแผลที่ถึงขนาดสาหัสได้ แต่ว่าสอบไปสอบมา สอบไปสอบมาไม่มีบุคคลภายนอกตรวจสอบก็ว่ากันเอง สอบไปสอบมา ปรากฏว่าตอนหลังผู้ร้องเรียนก็เปลี่ยนคําร้องเรียน บอกว่าเกิดจากความเข้าใจผิด เพราะอะไร เพราะว่าขณะนั้นเข้าใจว่าทางพนักงานอัยการที่ถูกร้องเรียนนั้นใช้กําลังในการเตะ แต่ความจริงเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ตรงกัน เพราะวันนั้นเข้าไปเพื่อที่จะไปขออนุญาตอัยการ ในการที่จะขอผัดผ่อนเรื่องการใช้หนี้ แล้วก็จะก้มลงกราบ ขณะที่ก้มลงกราบนะครับ พนักงานอัยการคนนั้นชักเท้าหนี พอชักเท้าหนีนี้ขนาดปากฉีกเลยนะครับ แล้วก็พิจารณา กันเองนะครับ อันนั้นไม่มีบุคคลภายนอกตรวจสอบ กรรมการภายนอกไม่มีครับ ในเมื่อกรรมการภายนอกไม่มีนี้ ฉะนั้นกระผมจึงเห็นว่าการตรวจสอบนั้นทํากันอยู่ภายใน วงจํากัด อันนั้นก็เปลี่ยนไปแล้ว ขณะนี้การดําเนินการองค์กรบริหารงานบุคคลของแต่ละส่วนนั้น ก็มีความเหมาะสม แล้วก็สามารถเดินต่อไปได้ แล้วก็สามารถสะท้อนปัญหาเหล่านี้ให้กับสังคม รวมทั้งตัวแทนของทางผู้ที่เลือกมา ขณะนี้ทางของอัยการก็ดีหรือของศาลยุติธรรมก็ดี จะมีตัวแทนที่มาจากทาง ครม. ด้วย จากวุฒิสภาด้วย ใน ๒ ส่วนนี้จะเป็นผู้ที่จะช่วยสะท้อนปัญหา ให้เห็นว่าการไปทํางาน การปฏิบัติหน้าที่ในการที่จะไปดูแลเรื่องการทํางานหรือว่า การบริหารงานต่าง ๆ ของอัยการนั้นเป็นอย่างไรนะครับ ฉะนั้นสัดส่วนจึงเห็นว่าเดิมนั้น ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาครับ แล้วก็สามารถตรวจสอบได้ แล้วก็สามารถสะท้อนปัญหาได้ เพราะฉะนั้นการที่จะให้มีไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ นั้น ทั้ง ๓ หน่วยงานเห็นว่าตรงนั้นไม่ควรที่จะ ให้เปิดช่องลักษณะนี้ เพราะเกรงว่าการที่จะเข้ามาแทรกแซงเรื่องการใช้ดุลยพินิจ เรื่องการใช้ความเห็นต่าง ๆ หรือการแต่งตั้งโยกย้ายจะถูกแทรกแซงจากบุคคลภายนอกครับ

ต่อไปในเรื่องของมาตรา ๒๒๖ เรื่องของ ๔ ปี นับแต่ที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งนี่นะครับ ตรงนี้ปัญหาก็คือว่าถ้าเกิดเวลาที่คาบเกี่ยวไม่ตรงกัน เช่นเมื่อปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาปัญหาทางของศาลยุติธรรมเองจะเห็นชัดนะครับว่า ตรงนั้นไม่ได้เป็นการแต่งตั้ง ตามฤดูกาล แล้วก็ไม่ได้เป็นการเข้าสู่ตําแหน่งตามฤดูกาลซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ ซึ่งก็คือเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมเป็นต้นไป แต่ว่าไปเริ่มเอากลางทาง เช่นเมื่อปีเศษๆ ที่ผ่านมา ในศาลยุติธรรมนั้นได้มีปัญหาของผู้เป็นประธานได้ถึงแก่กรรมไป จึงมีการแต่งตั้งระหว่าง กลางเทอม ตรงนี้ ๔ ปีจะนับอย่างไร จะนับให้ชนปีงบประมาณได้ไหมหรือว่าจะให้ครบถ้วน เพราะจะเกิดปัญหาสําหรับผู้ที่จะเข้าดํารงตําแหน่งต่อไป หลายท่านอาจบอกว่าต่อไปอนาคต ไม่มีหรอกที่ใครจะมาเป็น ๔ ปี แต่ทั้งนี้เป็นการเผื่อขาดเผื่อเหลือไว้ ผมว่าดี ดีก็ตรงที่ว่า เป็นการเผื่อในอนาคตถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมาที่อาจจะมีบางท่านที่อายุน้อยแล้วขึ้นสู่ตําแหน่ง เพราะทางศาลยุติธรรมนั้นยังใช้ระบบอาวุโสอยู่ตามลําดับที่สามารถเข้าสู่ตําแหน่ง ตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนทางศาลปกครองนั้นอีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นใน ๒ ส่วนนี้ ถ้าหากว่า ๔ ปี จะมีปัญหาได้หรือไม่ เหมือนกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเมื่อ ๓ ปีที่ผ่านมาก็มีปัญหาว่า จะใช้คําสั่งของคําสั่งรัฐประหาร หรือจะใช้ตัว พ.ร.บ. หลัก เมื่ออายุ ๖๕ ปีแล้วยังไม่ยอมที่จะ เกษียณอายุ อย่างนี้เป็นต้น ก็เกิดปัญหาขึ้นมาเถียงกันระหว่างกฎหมายกับคําสั่งว่าตรงไหน ควรจะใช้ในส่วนไหน ฉะนั้นถ้าตรงนี้ระบุให้ชัดเจนได้ก็จะไม่กระทบถึงสิทธิของผู้ที่จะ เข้าสู่ตําแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด หรือเข้าสู่ตําแหน่งของประธานศาลฎีกา ก็ฝากไว้ด้วยนะครับ ฉะนั้นถ้าไล่ไปแล้วนะครับ ก็ขอย้อนกลับมาในบททั่วไปอีกครั้งหนึ่งนะครับ

ต่อไปกระผมขออนุญาตพูดในเรื่องของมาตรา ๒๒๘ ในเรื่องของอัยการ ในเรื่องของอัยการนั้น วรรคหนึ่ง กระผมขออนุญาตเรียนเพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่า ในกรณีของวรรคหนึ่งเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคตและต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หรือต้องสอบถามที่มา แต่อย่างน้อยในบันทึกเจตนารมณ์หลักการและเหตุผลที่บันทึก ณ ที่นี้ น่าที่จะมีไว้ ก็ฝากท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับว่าช่วยรับพิจารณาด้วย เนื่องจากว่าในมาตรา ๒๒๘ ทั้งวรรคแรก วรรคสอง ตรงนั้นความชัดเจนกระผมเชื่อว่า ยังมีไม่เพียงพอ เนื่องจากว่าในวรรคแรกบอกว่าองค์กรอัยการมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย กฎหมายตรงนี้นะครับ กระผมก็พยายามจะมองว่าเป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอัยการ ที่เป็นกฎหมายหลักมีอยู่ ๒ ฉบับ ก็คือ พ.ร.บ. องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ กับ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งประกาศใช้พร้อมกัน ใน ๒ ส่วนนี้ มีบัญญัติสอดคล้องกัน โดยเฉพาะใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการบอกว่า ข้าราชการฝ่ายอัยการนั้นประกอบด้วยข้าราชการอัยการส่วนหนึ่ง และข้าราชการธุรการ ฉะนั้นในส่วนนี้เกรงว่าข้าราชการธุรการนั้นจะหลุดออกไปไม่ได้อยู่ในส่วนนี้ กระผมก็ขออนุญาตเรียนท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านนะครับว่า ตรงนี้ถ้าปรับ ให้เกิดความชัดเจนขึ้นก็จะเป็นอานิสงส์กับการบริหารงานบุคคลขององค์กรอัยการ หรือสํานักงานอัยการสูงสุดที่มีกฎหมายรองรับ แล้วก็การปรับแก้ไขในอนาคต ก็จะได้ดําเนินการให้น้อยลงเท่าที่จะน้อยได้ เพราะฉะนั้นก็จะผ่านไปสามารถดําเนินการได้ ทั้ง ๒ ส่วนนะครับ

ในเรื่องของวรรคห้า วรรคห้า เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น แม้ว่าจะมี ก.อ. กระผมขอเรียนตรงนี้นิดหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะมี ก.อ. คือคณะกรรมการอัยการที่เป็นผู้พิจารณา แต่งตั้งโยกย้ายลงโทษเรื่องของวินัยก็จริง แต่ก็ยังมีกฎหมาย พ.ร.บ. องค์กรอัยการ ที่ให้อํานาจอัยการสูงสุดในการที่จะพิจารณาเรื่องของการโยกย้ายชั่วคราวซึ่งเป็นปัญหา หลายครั้งที่ผู้ที่ถูกโยกย้ายไม่สามารถที่จะเข้าใจ แล้วก็ไม่สามารถที่จะสอบถาม ฉะนั้นความเป็นอิสระตรงนี้ก็ขออนุญาตเรียนถามท่านอาจารย์บรรเจิดว่าตรงนี้จะดําเนินการร้อง ฟ้องต่อศาลปกครองอย่างไร เช่นเดียวกันเพราะถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครองเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นการดําเนินการที่คิดว่าไม่เป็นธรรมหรือไม่ถูกต้องตามครรลองครองธรรม ตรงนี้ถึงแม้จะเป็นคําสั่งชั่วคราว ผมมองว่าตรงนี้ก็น่าที่จะเขียนให้ชัดเจนเช่นเดียวกันนะครับ

ในวรรคต่อไป องค์กรบริหารงานบุคคลของอัยการที่ว่าประกอบด้วยนั้น ก็เห็นด้วยนะครับที่ท่านมองว่าไม่เหมือนกับศาลยุติธรรม ไม่เหมือนกับศาลปกครองเพราะว่า ตรงนี้ยังมีส่วนที่ยังจะต้องสัมผัสกับทางของฝ่ายบริหารด้วย เพราะฉะนั้นการที่ตัดอัยการสูงสุด ไม่เป็นประธานนั้นส่วนใหญ่อัยการนั้นเห็นด้วยแล้ว ก็ต้องกราบขอบพระคุณ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยนะครับว่าในส่วนนี้ก็จะสามารถทําให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นพนักงานอัยการที่อยู่ในส่วนขององค์กรนั้นมีความมั่นใจว่าไม่ใช่เกิดจาก ตัวบุคคลคนเดียวในการที่จะเป็นผู้นํา แล้วก็ในการที่จะจูงในฐานะที่เป็นประธานของ ก.อ. แล้วก็เป็นอัยการสูงสุด รวมทั้งเป็นผู้เรียกประชุมหรือไม่เรียกประชุมก็ได้ เพราะฉะนั้น ก็เหมาะสมนะครับ

ในเรื่องต่อไป เรื่องของสัดส่วน สัดส่วนตรงนี้ที่ว่าสัดส่วนจะให้เกิด ความเหมาะสม อย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทุกท่านว่าตรงนั้นอาจจะมีความไม่เหมาะสมเนื่องจากว่าสัดส่วนนั้นอาจจะมีการแทรกแซงได้ ฉะนั้นตรงนี้ปรับได้ไหมครับ ในเล่มนี้ ในเล่มที่ทางท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้กรุณา แจกทุกท่านไว้แล้วนี้นะครับ ในวรรคสามจากร่าง วรรคสาม มาตรา ๒๒๘ ที่บอกว่า เปลี่ยนตรงนั้นได้ไหม แต่ละชั้น ตัดออก ฉะนั้นถ้าอ่านใหม่ก็จะเหลือคําว่า อัยการสูงสุด แล้วก็ต่อบรรทัดที่ ๓ นะ ผู้แทนของข้าราชการอัยการซึ่งได้รับเลือกตั้งจากข้าราชการอัยการ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ตรงนี้ก็จะไม่เป็นปัญหา ในสัดส่วนที่เหมาะสมนี้ตรงนี้ก็จะไม่เป็นปัญหาว่า ก็เป็นเรื่องที่ทางอัยการซึ่งคิดว่าเขาได้ดําเนินการมาระยะเวลาพอสมควร แล้วก็สามารถดูแล และปัญหาก็น้อยลงตรงนั้นก็น่าจะได้ แต่ถ้าจะให้ดีผมขอเพิ่มเลยครับว่าในเรื่องสัดส่วน ที่เหมาะสมถ้าเป็นอัยการที่ยังอยู่ในตําแหน่งบริหารโดยส่วนใหญ่แล้วยังมีความเกรงใจ เกรงกลัวต่ออํานาจของอัยการสูงสุดไม่กล้าที่จะแสดงความคิดความเห็น เพราะฉะนั้น ถ้ามีสัดส่วน ไปกําหนดสัดส่วนในเรื่องของให้อัยการอาวุโสซึ่งไม่มีความคาดหวังที่จะ กลับสู่ตําแหน่งบริหารแล้วตรงนั้นสามารถที่จะสะท้อนปัญหาและกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ในที่ประชุมของ ก.อ. ได้ ก็ขออนุญาตเพิ่มในส่วนนี้นะครับ

ต่อไปเรื่องของ ก.อ. ในวรรคเจ็ด หน้าถัดไปที่บอกว่าให้กรรมการซึ่งได้รับ เลือกตั้งเป็นได้เพียงวาระเดียว ถ้าตัวประธานด้วยก็ถือว่ามาจากการเลือกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมาจากการเลือกก็ขอบรรจุด้วยนะครับว่าไม่ใช่กรรมการอย่างเดียว ขอให้เป็นประธานด้วย ก็ขออนุญาตเพิ่มในส่วนนี้ครับ ขออนุญาตเพราะว่าเหลือแค่ ๓๖ วินาที ในเรื่องของศาลยุติธรรมเขาฝากมานะครับ เรื่องอายุ ๖๕ ปี ก็คิดว่าเหมาะสมแล้ว เรื่องทางยังเติร์กของศาลเองอะไรก็คิดว่าคงจะยุติแล้วก็ ๖๕ ปีนั้น เป็นเรื่องที่สามารถพบกัน โดยที่ครึ่งทางนั้นแล้วก็ทุกฝ่ายมีความเข้าใจเพียงพอ เรื่องของผู้พิพากษาที่อยู่ในศาลฎีกา แล้วเกษียณอายุถ้าเป็นอาวุโส สักครู่นี้ท่านอาจารย์บรรเจิด ท่านแจ้งบอกว่าเป็นไปตามที่ ก.ต. จะพิจารณา อันนั้นก็คงจะจบได้ เพราะว่าผู้พิพากษา หลายท่านห่วงในส่วนนี้ว่าจะไม่ให้อยู่ในศาลฎีกา ซึ่งประสบการณ์ของท่าน ขออนุญาต ท่านประธานนิดเดียวครับ ไม่เกิน ๒๐ วินาที ขออนุญาตครับ ก็ฝากในส่วนนี้ไว้ด้วยว่า ถ้าหากเป็นไปได้ก็คิดว่าในเรื่องอื่น ๆ ที่ทาง ก.ต. ก็ดี เรื่องของศาล ตัวผู้พิพากษาก็ดี ตรงนั้นเขาบอกว่าเขาเห็นว่าเหมาะสมแล้ว แล้วก็ดําเนินการต่อไปได้แล้วก็สัดส่วน องค์การบริหารงานบุคคล ทั้งของศาลยุติธรรมและศาลปกครองนั้นเหมาะสม ก็ฝากท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ