เสรี สุวรรณภานนท์ เสนอแนะว่ากระบวนการยุติธรรมควรเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความยากจน และควรสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนในกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปตํารวจ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระแยกออกจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีเอกภาพและอํานาจเบ็ดเสร็จของ กกต. และการสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมใช้เวลาที่เหลือ ๘ นาที กับเวลาที่ ท่านอลงกรณ์เคยประสานไว้นะครับ ประมาณ ๑๐ นาที พยายามให้เสร็จภายในเวลา ดังกล่าวนะครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ส่วนที่กรรมาธิการได้รายงานมานั้น ผมต้องกราบเรียนว่าพยายามใส่รายละเอียดมากในกระบวนการยุติธรรม ผมก็เข้าใจว่า คงเป็นเจตนาดีที่ต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากกระบวนการยุติธรรมที่พยายาม จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งหนึ่งที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ขาดการ ให้ความสําคัญไปที่ประชาชนส่วนที่ท่านต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ในกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันนั้นนะครับ ท่านอย่าไปมองแค่เมืองใหญ่ ๆ ท่านลองมองไปทั่ว ๆ ประเทศครับ กระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนจะได้รับนั้นแม้อยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกันประชาชน ก็ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย เนื่องจากความยากจน เนื่องจากการต้อง เดินทาง ผมอยากเสนอท่านกรรมาธิการนะครับว่าสิ่งที่จะแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ได้ท่านต้อง พยายามให้ศาลที่จะเกิดขึ้นเปิดให้ได้จํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลอําเภอ ถ้าประชาชน สามารถเดินทางไปที่ศาลประจําอําเภอได้ก็จะสะดวก อันนี้เป็นประเด็นที่อยากจะเสนอไว้ ส่วนรายละเอียดก็คงต้องไปว่ากันในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก
สิ่งหนึ่งที่ในกระบวนการยุติธรรมจะต้องทําให้ปรากฏก็คือทําอย่างไร ที่ต้องสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนจาก กระบวนการยุติธรรมแทบทั้งระบบ ไม่ว่าจะตั้งแต่ชั้นตํารวจ ชั้นสอบสวน ชั้นที่จะต้อง นําพยานหลักฐานมาแสดงสู่กระบวนการยุติธรรม ใครมีเงินสามารถที่จะตรวจดูสํานวน ในชั้นสอบสวนได้ คนยากจนมีโอกาสไหมครับ ไม่มีทางเลย เพราะฉะนั้นท่านต้องบัญญัติครับว่า ในสํานวนการสอบสวนประชาชนควรต้องมีโอกาสที่จะรับรู้ครับ ท่านจะเอาเขาไปประหารชีวิต ไปจําคุกตลอดชีวิต แต่ปรากฏว่าคนมีเงินดูได้ครับ คนยากจนนี้ขาดโอกาสนะครับ อันนี้ก็ฝาก ท่านกรรมาธิการไว้นะครับ
ส่วนสําคัญที่คงจะต้องกราบเรียนท่านกรรมาธิการนะครับว่าอย่างเช่น สิ่งที่ท่านจะพยายามจะบัญญัติไว้นะครับ ผมไม่แน่ใจว่าท่านมีความรู้สึกอะไรกับ กระบวนการยุติธรรมหรือในชั้นศาลเพราะว่าสิ่งที่ท่านนําเสนอมานั้นมันไม่สามารถที่จะ ตอบโจทย์ได้ว่าถ้าต้องการให้กระบวนการศาลนั้นสามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง ในมาตรา ๒๒๒ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจศาลอย่างนี้นะครับ ท่านก็บัญญัติไว้นะครับ ซึ่งเดิมทีให้ศาลฎีกาเป็นประธาน แล้วงานธุรการก็อยู่ที่ศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าในร่างของท่านนี้นะครับ กําหนดว่างานธุรการให้อยู่ที่ศาลยุติธรรมปีหนึ่ง ศาลปกครองปีหนึ่ง สลับกันครับ ท่านลองคิดดูสิครับ การทํางานมันเป็นไปได้ไหมครับว่า ปีหนึ่งสลับงานกระบวนการยุติธรรม สลับงานธุรการอย่างนี้นะครับ ท่านเขียนไปได้อย่างไร มันทําให้เขาสับสนอลหม่านยุ่งยากไหม ท่านต้องเข้าใจว่าศาลยุติธรรมเขามีมาเป็นร้อยปีแล้วครับ ศาลฎีกา ศาลเป็นที่ยอมรับ ตั้งมานานแล้ว ท่านต้องให้ความสําคัญครับว่าศาลฎีกาที่เขาวางหลักเดิมไว้ท่านไม่ต้องไปแตะตรงนั้นนะครับ เพราะมันไม่ได้เกิดปัญหา สิ่งที่จะเป็นปัญหาท่านควรจะแก้ครับ สิ่งไม่เป็นปัญหา ท่านก็อย่าไปแตะนะครับ หรือในส่วนที่ท่านบอกว่าพยายามให้ประชาชนเป็นใหญ่ ท่านดูในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ ท่านบอกว่าศาลยุติธรรมมี ๓ ชั้นศาล ก็มีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ศาลยุติธรรมต้องอํานวยความเป็นธรรมให้กับประชาชนโดยมี ๓ ศาล บัญญัติไว้ แต่ท่านบอกว่าเว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น ท่านไปเขียนว่าเว้นแต่ มันไม่ ๓ ศาลแล้วครับ เห็นไหมครับ ท่านเขียนเอาไว้เป็น หลักการสําคัญแล้วก็มีข้อยกเว้นไป ๆ มา ๆ มันกลายเป็นเอาข้อยกเว้นมาใช้ครับ ที่ท่านบอก จะให้ประชาชนเป็นใหญ่ คดีความต้องได้รับการกลั่นกรองในแต่ละศาล ปรากฏว่าท่านก็ไปใส่ ข้อยกเว้นเอาไว้ว่าอาจจะไม่ใช่ ๓ ศาลก็ได้นะครับ นี่คือปัญหา ขอให้มันจริงครับ ถ้าจะให้ ประชาชนเป็นใหญ่ ต้องให้เป็นใหญ่จริง ๆ นะครับ
ส่วนมาตรา ๒๒๕ ที่ท่านพูดถึงพยายามอธิบายว่าต้องการจะให้มีใน คณะกรรมการศาล ไม่ว่าศาลยุติธรรม ศาลปกครองครับ ให้มีบุคคลนอก ๑ ใน ๓ ผมก็คิดแล้ว พอผมอ่านผมก็เกิดความรู้สึกแล้วมันมีการแทรกแซงได้ เพราะท่านเปิดประตูไว้นะครับ ท่านจะบอกว่าเจตนาดีว่าต้องการให้คนอื่นเข้ามาให้มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติครับ ที่ไหนมีอํานาจที่นั่นจะถูกแทรกแซงครับ พอท่านเปิดประตูไว้ว่าคนที่จะเป็นคณะกรรมการศาล แล้วมาจากคนนอกนี่ถามหน่อยครับคนแทรกแซงคือใครครับ ไม่เว้นนักการเมืองหรือครับ ไม่ใช่ว่านักการเมืองไม่ดีนะครับ โอกาสที่จะถูกแทรกแซงทางการเมืองได้สูงครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ศาลเขาประพฤติปฏิบัติมาแล้วไม่มีปัญหาท่านก็อย่าเข้าไปยุ่งกับเขานะครับ ที่ผ่านมาเขาก็พยายามจะบริหารจัดการแล้วก็ไม่เห็นมีข้อครหา ไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ควรที่จะให้ศาลเขาแต่งตั้งโยกย้ายอย่างอิสระครับในกระบวนการทางศาลเอง ถ้าท่านเอา คนนอกเข้าไปแสดงว่าคนนอกนี่ไปตั้งศาลแล้วนะครับ ต่อไปนี้คนนอกคือคนที่จะถูกวิ่งครับ วิ่งเต้นในสิ่งเหล่านี้ วาระการดํารงตําแหน่งของประธานศาลฎีกานะครับท่านไปเขียนว่า ให้มี ๔ ปี ท่านลองคิดดูนะครับกลายเป็นเก้าอี้ดนตรีไปแล้วครับ ประธานศาลฎีกา เป็นตําแหน่งที่เขากําหนดไว้ตามวาระ ตามอายุ ตามตําแหน่งอันสมควร ที่ผ่านมาก็ไม่เห็น มีใครอยู่ ๔ ปี ท่านไปเขียนว่าให้ประธานศาลฎีกาอยู่ ๔ ปี แล้วมันเปลี่ยนกัน มันเป็นเก้าอี้ดนตรี กันไปแล้ว ผมว่าอันนี้น่าจะผิดพลาดนะครับ
ส่วนในมาตรา ๒๔๐ ในคดีนักการเมือง กรรมาธิการของเราก็พยายาม จะเสนอว่าท่านควรจะให้กระบวนการยุติธรรมอย่าไปมองใครครับ ดี เลว อันนั้นเรื่อง ตัวบุคคล แต่ระบบท่านต้องสร้างไว้ว่าทําอย่างไรก่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่การพิจารณาคดี แม้เป็นนักการเมืองก็ตาม หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็ตาม เราก็พยายามจะบอกว่า ถ้าหากว่าจะมีคดีเหล่านี้เกิดขึ้นที่ผ่านมามีปัญหาเพราะมันมีแค่ศาลเดียว เราก็เสนอว่า ให้มี ๒ ศาลเสีย ก็มียื่นศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลฎีกาตัดสินไม่เห็นจะเสียหายเลย ท่านก็กําหนดระยะเวลา กําหนดกระบวนการพิจารณาให้มันรวดเร็ว แต่ท่านก็ไปใส่เอาไว้นะครับว่า ให้อยู่ที่ศาลฎีกาชั้นเดียว มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะอํานวยความเป็นธรรมให้เขาอย่างเต็มที่นะครับ
ในมาตรา ๒๒๙ ที่แต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ ท่านกรรมาธิการขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกรรมาธิการกฤต ท่านเห็นความสําคัญในเรื่องนี้ ผมก็ไม่เข้าใจว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อย ทําไมพูดไม่ได้นะครับ ท่านก็เลยฝากผมพูด ผมเห็นใจกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านห่วงใย เรื่องของการให้วุฒิสภาเป็นคนแต่งตั้งในการถวายคําแนะนําศาลรัฐธรรมนูญ ท่านว่าจริง ๆ น่าจะเป็นอํานาจของประชาชนก็คือรัฐสภานะครับ อันนี้ผมก็ฝากแทนท่านกรรมาธิการกฤต ไว้นะครับ อันนี้ถือว่าท่านบอกเป็นเรื่องสําคัญของประเทศนะครับ
ในมาตรา ๒๔๑ วิธีพิจารณาคดีและคําพิพากษาคดีตาม (๑) (๒) ท่านให้ออกเป็นระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต้องเรียนเลยนะครับ ขอให้เป็น พระราชบัญญัติครับ เพราะว่าท่านมีเวลาที่จะออกกฎหมายได้ไม่ใช่ทุกอย่างไปออกเป็น ระเบียบซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ
มาตรา ๒๘๒ อันนี้ผมต้องกราบเรียนเลยครับว่า มาตรา ๒๘๒ (๘) ท่านลองดูนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญพอสมควร มาตรา ๒๘๒ (๘) ท่านบัญญัติว่าในเรื่องของการปฏิรูปตํารวจ ท่านบอกว่าปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระแยกออกจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการครับ ท่านพิจารณาในเรื่องนี้ผมได้รับการต่อว่าจากหลายฝ่ายแม้กระทั่ง สื่อมวลชนก็มาถามว่าส่วนของการปรับปรุงงานสอบสวนให้มีความอิสระแยกจาก สํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม ผมก็อธิบายไปว่าในคณะกรรมาธิการเรามีความห่วงใยว่าสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบกับ ประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นเราจึงเสนอไป ๒ แนวทาง
แนวทางที่ ๑ ก็คือแยกอิสระออกมาซึ่งมีกรรมาธิการส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนุกรรมาธิการได้เห็นว่าควรแยกขาดออกมาจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แต่อีกส่วนหนึ่ง ยังอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติอยู่ แต่อาจจะมีความเป็นอิสระเป็นแท่งขึ้นมา ซึ่งในประเด็นปัญหาเหล่านี้กรรมาธิการก็พยายามที่จะรับฟังทั้ง ๒ ด้าน แต่ปรากฏว่า พอยกร่างเสนอมาให้แยกสํานักงานตํารวจแห่งชาติพอคนเข้าใจผิดก็บอกได้รับคําอธิบายว่า เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมก็เลย ได้รับเอกสาร ท่านช่วยดูนะครับ ผมว่าท่านก็น่าจะไปตรวจดูด้วยนะครับ ได้รับเอกสาร เป็นสรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๘๐ วันพุธที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๘ ท่านฟังผมให้ดีนะครับว่าเอกสารฉบับนี้เป็นข้อสรุปผลการประชุม ของคณะกรรมาธิการ เข้าใจว่าเอกสารฉบับนี้คงมาจากกรรมาธิการท่านนั่นล่ะเพราะว่า อยู่ในหลายส่วนงาน ท่านบัญญัติมีมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เอาเฉพาะส่วนที่มีปัญหานะครับ บอกว่าให้ปรับระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระ โดยให้ไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านี้ ปรากฏว่าพอมาดูในร่างรัฐธรรมนูญจากมติของที่ประชุม บอกว่าให้มีความเป็นอิสระ แต่ข้อความของท่านมีข้อความเติมนอกจากมติที่ประชุมบอกว่า ปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระแยกออกจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อันนี้มีข้อความเติมเข้ามา ซึ่งข้อความที่เติมเข้ามาไม่ตรงกับมติของที่ประชุม แต่ที่ประชุม ไปอ้างว่าข้อพิจารณาประเด็นดังกล่าวนี้เป็นไปตาม นําข้อมูลมาจากคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม คือคณะของผมนี้เสนอมายังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเบื้องต้น อันประกอบด้วย ๗ ประเด็นย่อย ไม่ใช่นะครับท่านกรรมาธิการ คณะผมเสนอไป ๑๕ ประเด็น แต่ท่านบอกว่ามี ๗ ประเด็น อันนี้ไม่ตรงกันแล้วนะครับ ส่วนที่เสนอไปนั้น เสนอไปว่าให้เป็น ๒ แนวทางก็คือให้แยกต่างหากออกจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กับให้รวมยังอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติอยู่เพราะอย่างที่เรียนนะครับว่าให้เหตุผลว่า อันนี้มีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนเราต้องพิจารณาโดยระมัดระวัง ผมอยากให้ท่าน ไปตรวจดูนะครับสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านไป ซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นความบังเอิญจริง ๆ ครับท่าน ปรากฏว่ารายงานของคณะกรรมาธิการของผมได้มีนัดจะรายงานเรื่องนี้ทั้ง ๒ ประเด็นสําคัญ ให้ที่ประชุมพิจารณาในวันที่ ๒๘ นี้ ก็ทํารายงานแจก ผมก็ไปอ่านเมื่อคืนก็มาพบเหมือนกันว่า รายงานผมก็ผิดเหมือนกัน เป็นรายงานข้อเสนอ ๒ ประเด็นใหญ่ที่กราบเรียนไปว่า ให้งานสอบสวนอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติกลับให้แยกเป็นอิสระ แต่ยังอยู่ใน สํานักงานตํารวจแห่งชาติอยู่ก็ปรากฏว่ามีการเกิด ไม่รู้เกิดจากอะไรผมยังไม่ทราบนะครับ ไม่ตรงกับประเด็นที่ กรรมาธิการได้มีมติไว้ เดี๋ยวผมก็จะไปตรวจอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่กราบเรียนตรงนี้ก็คือว่ามันอาจจะเกิดการสับสนเพราะงานอาจจะเยอะ หรืออย่างไรไม่ทราบนะครับ ก็คิดว่าควรจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบครับ ใครจะได้ใครจะเสีย ใครจะได้ประโยชน์ ตํารวจคนไหนเจ็บแค้น ตํารวจคนไหนได้ประโยชน์ผมไม่เกี่ยว แต่ถ้าหากว่า จะพิจารณาในเรื่องเหล่านี้เราต้องคํานึงถึงประชาชนทั้งประเทศเป็นสําคัญ ผลจะเป็นอย่างไร อยู่ที่การพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ เพราะฉะนั้นเมื่อใส่มาในร่างนี้แล้วรายงานผม ก็เป็นอย่างนี้ ผมก็คงที่จะต้องกราบเรียนนะครับ ตอนแรกก็จะประชุมวันที่ ๒๘ ก็ไปกราบเรียน ท่านประธานว่าผมขออนุญาตตรวจสอบ วันที่ประชุมเกี่ยวกับรายงานตํารวจวันที่ ๒๘ ผมขออนุญาตเลื่อนไปก่อน ขอดูให้มันละเอียดรอบคอบเพื่อประโยชน์ของประชาชน อย่างแท้จริง
นอกจากนี้มีประเด็นย่อยที่จะกราบเรียนว่าในเรื่องเกี่ยวกับศาลปกครอง ยังขาดหลักประกันในเรื่องความรวดเร็ว แต่ท่านอาจารย์บรรเจิดก็พยายามจะให้รายละเอียดนะครับว่า จะต้องการให้เร็ว อยากให้เห็นจริง
ส่วนที่เป็นปัญหาใหญ่อีกอันหนึ่งก็คือ กกต. กับ กจต. ท่านพยายามที่จะ ไปสร้างระบบนี้ขึ้นมานะครับ ผมกราบเรียนเลยว่าการเลือกตั้งต้องมีเอกภาพครับ กกต. จะต้องเป็นคนที่มีอํานาจเบ็ดเสร็จ ให้มีอํานาจมากเพื่อจะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ แต่ด้วยความไม่ไว้วางใจอะไรผมไม่แน่ใจนะครับ ถ้าอะไรไม่ดีมันต้องไปแก้ไข ถ้ามี กกต. จังหวัดบอกถูกแทรกแซงท่านต้องแก้ไขเรื่องแทรกแซง กกต. จังหวัดครับ นี่ท่านไปสร้าง กจต. ขึ้นมาเป็นหน่วยงานขึ้นมาอีก ถามว่าการเลือกตั้งนี้เป็นอย่างไรครับ เดี๋ยว กกต. ก็ไปขัดแย้งกับ กจต. การทํางานสะดวกไหมครับ กจต. มาจากไหนครับ มาจากบรรดาปลัดกระทรวงหลายกระทรวง ๖-๗ กระทรวง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นคนเลือกคนเข้ามาจากเจ้าหน้าที่ราชการ ถามว่าถ้าหากมาจากปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงมาได้อย่างไรครับ ก็มาจากนักการเมืองเป็นคนตั้งนะครับ พอปลัดกระทรวง ตั้งคนเข้ามาอยู่ใน กจต. แล้วนะครับ ถามหน่อยครับว่ามันจะไม่ถูกแทรกแซงหรือ มันมาจาก นักการเมือง มันอาจจะไม่มาโดยตรงครับ แต่มันก็มาโดยอ้อม แล้วงานเลือกตั้งมีทั้งประเทศ มีอยู่หลายช่วงเวลา แล้วคนเหล่านี้จะมาทํางานอย่างไรครับ ถ้าเปลี่ยนคนทีนะครับ มันสับสนอลหม่านไหม เพราะฉะนั้นผมต้องฝากกรรมาธิการนะครับ ช่วยไปคิดพิจารณา ให้ถ่องแท้ว่างานที่มันจะทํานั้นอย่าให้มันสะดุดครับ อย่าไปใช้ความสะใจ อย่าไปใช้ความชอบ หรือไม่ชอบ อย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวไปตัดสินปัญหา ท่านจะต้องทําด้วยไม่อคติอย่างที่ว่า ท่านพยายามพูดตลอดครับ ไม่อคติ อคติ แต่ผมดูแต่ละเรื่องที่ท่านเสนอเข้ามามันมีแต่อคติ แฝงอยู่ในนี้ทั้งนั้น ท่านต้องพยายามที่จะลดสิ่งเหล่านี้หรือขจัดให้มันหมดไป
และอีกส่วนหนึ่งขอฝากไว้นิดเดียวครับ บัญชีที่จะยื่น ทรัพย์สิน หนี้สินนี่ ท่านบอกว่าให้ยื่นบัญชีแบบแสดงเสียภาษีไปด้วย ท่านนะครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้ ดูจะเหมือนดี ดูเหมือนว่ามันเป็นความโปร่งใส คนจะมาเข้าสู่การเมืองต้องยื่นบัญชี โดยเฉพาะแบบแสดงรายการการเสียภาษี ท่านครับมันโกลาหลไหมครับ พอท่านใช้วิธีนี้นะครับ แทนที่จะเอาเวลาไปบริหารประเทศ ท่านจะถูกตรวจสอบ ถูกร้องเรียน ถูกกล่าวหา ยื่นบัญชีถูกไหม บัญชีทรัพย์สินตรงไหน ได้มาเมื่อไรแล้วก็ไปนั่งแก้ตัวกัน มันโกลาหล ทั้งประเทศครับ แต่ปรากฏว่าท่านไปบัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับยื่นบัญชีรายการแสดงเสียภาษี เฉพาะอะไรครับ ของ ส.ส. กับรัฐมนตรีครับ ของ ส.ว. ท่านไม่ได้ไปกําหนดว่าต้องยื่น ๓ ปี ผมถามว่าทําไมท่านถึงไม่ยื่นของ ส.ว. ด้วยครับ ทําไมไม่กําหนดไว้ด้วย หรือว่าท่านจะเป็น ส.ว. ครับ จึงไม่ได้กําหนดไว้ มันถูกกล่าวหาได้นะครับ ถ้าจะทําต้องทําให้เหมือนครับ ถ้าหากว่าทําแล้วนะครับมันเกิดโกลาหลทั้งประเทศ มันเป็นความวุ่นวายก็ไปใช้มาตรการ ที่มันเหมาะ มันควรแก่การที่จะดําเนินการนะครับ ก็ใช้เวลาอย่างที่กราบเรียนท่านประธานนะครับ ก็กราบขอบพระคุณนะครับ ขอฝากท่านกรรมาธิการพิจารณาสิ่งที่ผมได้เสนอไว้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ