สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

บรรเจิด สิงคะเนติ เสนอการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับศาลและกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงหลักการสำคัญ เช่น หลักนิติธรรม การเปิดเผยและโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม การประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการปรับเปลี่ยนองค์กรบริหารงานบุคคลของศาลและองค์กรอัยการให้มีความเป็นเอกภาพและมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสร้างระยะห่างระหว่างศาลกับกระบวนการทางการเมือง การสร้างศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และการปรับปรุงคณะกรรมการสรรหาเพื่อให้มีความหลากหลาย

ศาสตราจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม บรรเจิด สิงคะเนติ ในฐานะกรรมาธิการ แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการยกร่างหมวดศาลและกระบวนการยุติธรรม

ภาค ๓ หลักนิติธรรมศาลและองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ มาตรา ๒๑๗ ถึงมาตรา ๒๗๖ รวม ๕๙ มาตราครับ ผมคงจะกราบเรียนภาพรวมของภาค ๓ ว่ามีสาระสําคัญอย่างไร แล้วก็จะไปลงรายละเอียดในหมวด ๑ ศาลและกระบวนการยุติธรรม ภาค ๓ นั้นมีอยู่ ๒ หมวดครับ หมวด ๑ คือศาลและกระบวนการยุติธรรม หมวด ๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนภาพรวมก่อนนะครับว่าภาค ๓ หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนั้นได้มีหลักการสําคัญ ดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก เราได้พยายามจะวางหลักว่าหลักนิติธรรม ซึ่งถือว่าเป็นรากฐาน ของรัฐเสรีประชาธิปไตยนั้นมีหลักการสาระสําคัญอย่างไร ซึ่งผมจะได้กล่าวในรายละเอียด ต่อไปนะครับ

ประการที่สอง เรามุ่งหมายที่จะทําให้กระบวนการยุติธรรมนั้นเปิดเผย โปร่งใส ไม่ล่าช้า เพื่อที่จะอํานวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่สาม วางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ตุลาการ และองค์กรอัยการ รวมทั้งวางหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลาย ในกระบวนการยุติธรรม

ประการที่สี่ ปรับองค์กรบริหารงานบุคคลของศาลและองค์กรอัยการ ให้มีความเป็นเอกภาพ มีมาตรฐานเดียวกัน

ประการที่ห้า วางหลักการวินิจฉัยอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลให้อยู่บนพื้นฐาน ของการที่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องนั้นเข้ามา แล้วก็วินิจฉัยบนพื้นฐานของหลักวิชาการ

ประการที่หก กําหนดอายุของผู้พิพากษาและตุลาการและวาระในการ ดํารงตําแหน่งของประธานศาลฎีกาก็ดี ของประธานศาลปกครองสูงสุดก็ดี เพื่อให้เกิด ความเป็นเอกภาพ

ประการที่เจ็ด ซึ่งมีความสําคัญมากนะครับ สร้างระยะห่างระหว่างศาล กับกระบวนการทางการเมือง ซึ่งตรงนี้นําไปใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคณะกรรมการสรรหา ทั้งหลาย เราไม่อยากจะให้ประธานศาลทั้งหลายนั้นได้เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการสรรหา แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้ทิ้งขาดศาลนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการเพื่อที่จะให้ศาลนั้น ได้ทําหน้าที่ในการพิพากษาอรรถคดีอํานวยความยุติธรรมให้ประชาชนครับ

ประการที่แปด สร้างให้ศาลมีความเชี่ยวชาญในการพิจารณาเฉพาะด้านนะครับ ไม่ว่าจะเป็นศาลคดีเลือกตั้งก็ดี ไม่ว่าจะเป็นศาลแผนกการคลังและงบประมาณก็ดี ในศาลปกครอง เพราะฉะนั้นศาลเหล่านี้จะเป็นศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เฉพาะทางนะครับ

ในส่วนขององค์กรตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนั้นมีหลักการพื้นฐานอยู่ ๔-๕ ประการครับ

ประการแรก ได้วางหลักการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐต้องเป็นไปโดย ชอบด้วยกฎหมาย สุจริตและปราศจากการขัดกันแห่งประโยชน์ โดยกําหนดหน้าที่ ของบุคลากรของรัฐทั้งหลายให้มีหน้าที่ในการยื่นเอกสารที่สําคัญที่จะนํามาสู่การเป็นฐาน ของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐทั้งหลาย อันนี้เป็นหลักการสําคัญประการแรกครับ

ประการที่สอง วางหลักการการกระทําที่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ ให้เกิดความชัดเจนและมีความครอบคลุมบุคลากรภาครัฐให้มากขึ้นครับ

ประการที่สาม ทําให้การถอดถอนจากตําแหน่งการตัดสิทธิทางการเมือง หรือสิทธิในการดํารงตําแหน่งอื่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ

ประการที่สี่ คงหลักการดําเนินคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ต่อศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไว้ เพราะว่าเป็นความเชื่อมั่น ต่อศาลฎีกาที่จะดําเนินคดีต่อผู้ดํารงตําแน่งทางการเมืองที่สําคัญ

ประการสุดท้าย ในส่วนขององค์กรตรวจสอบ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น ได้มีสาระสําคัญอยู่ ๒-๓ ประการครับ

ประการแรก มีการปรับปรุงคณะกรรมการสรรหาให้มีความหลากหลาย แต่ไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้นสามารถที่จะผูกขาดได้ ซึ่งตรงนี้นี่เองไม่ให้ประธานศาลทั้งหลายนั้น ได้เข้าไปนั่งเพื่อทําให้ท่านมีระยะห่างกับกระบวนการทางการเมืองครับ

ประการที่สอง ปรับปรุงการทําหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญบางองค์กร เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยให้มีคณะกรรมการ ดําเนินการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้กรรมาธิการไพบูลย์นั้นจะได้มากล่าว รายละเอียด

ประเด็นสุดท้าย ในส่วนขององค์กรตามรัฐธรรมนูญก็คือมีการควบรวม ผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินะครับ อันนี้เป็นสาระสําคัญ โดยรวมของภาค ๓ นะครับ ลําดับจากนี้ไปผมจะขอกล่าวรายละเอียดเฉพาะในหมวด ๑ ศาลและกระบวนการยุติธรรมในมาตรา ๒๑๗ ถึง มาตรา ๒๔๕ นะครับ

ในหมวด ๑ นั้นศาลและกระบวนการยุติธรรมนั้นเราแยกออกเป็น ๕ ส่วนครับ ส่วนแรกเป็นบททั่วไป ส่วนที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ ๓ ศาลยุติธรรม ส่วนที่ ๔ ศาลปกครอง และส่วนสุดท้ายคือส่วนที่ ๕ คือศาลทหาร ผมอยากจะกราบเรียนไปตามลําดับนะครับ คือส่วนแรกก็คือบททั่วไป มาตรา ๒๑๗ ถึงมาตรา ๒๒๘ บททั่วไปนั้นเป็นบทที่นํามาใช้กับ องค์กรในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดซึ่งได้วางหลักการสําคัญ ๙ ประการ ขอไล่เลียง ไปตามลําดับครับ

ประการแรก เรื่องหลักนิติธรรมตามมาตรา ๒๑๗ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะได้กรุณาเปิดดูในมาตรา ๓ วรรคสองนะครับว่า การปฏิบัติหน้าที่ ขององค์กรทั้งหลายนั้นต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม คํานี้ล่ะครับ ปรากฏครั้งแรก ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ เมื่อปรากฏคํานี้มาแล้วปรากฏว่าหลายคนตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อสงสัยครับว่าหลักนิติธรรมมีความหมายว่าอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น ในการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จึงทําความในครั้งนี้ให้เกิดความชัดแจ้ง อย่างน้อยที่สุด ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๗ นั้นเป็นเพียงหลักการพื้นฐานครับ แล้วท่านจะดูในมาตรา ๒๑๗ ผมสรุปโดยรวบรัดนะครับ มีหลักการสําคัญพื้นฐาน ๕ ประการครับ

หลักการประการแรกคือหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และหลักความผูกพันต่อกฎหมาย

หลักที่ ๒ คือหลักการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค

หลักที่ ๓ หลักการแบ่งแยกการใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้อํานาจ และการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์สาธารณะ

หลักที่ ๔ หลักนิติกระบวน หรือเราเรียกว่า ดิว โพรเซส ออฟ ลอว์ (Due process of law) ซึ่งเป็นหลักสําคัญในทางอาญา

หลักประการสุดท้าย ความเป็นอิสระของศาลและความสุจริตเที่ยงธรรม ของกระบวนการยุติธรรม หลายท่านอาจจะสงสัยว่าจะมีประโยชน์อย่างไร ถ้าท่านจะกรุณาเปิดดู เชื่อมโยงไปที่มาตรา ๓๐๐ เรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น เราวางหลักการไว้ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมในหลักการสําคัญนั้นมีกระบวนการที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น อย่างน้อยที่สุดหลักนิติธรรมซึ่งเป็นรากฐานของเสรีประชาธิปไตยนั้นเป็นหลักการ ที่มีความสําคัญกระบวนการในการแก้ไขนั้นเป็นการแก้ไขยากครับ ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า หลักนี้จะมีความสําคัญมากในการใช้ของรัฐเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย ถ้าท่านจําได้ ในปีนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการวินิจฉัยครับว่าการไปแก้ไขที่มาของ ส.ว. นั้นเป็นการขัดกับ รัฐธรรมนูญ ถามว่าขัดกับหลักอะไร ขัดกับหลักนิติธรรมนี่ล่ะครับ เพราะอะไรครับ มันจะทําให้ กระบวนการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนั้นไม่สามารถดําเนินไปได้อย่างเป็นไปตามหลักการ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นหลักนี้จึงเป็นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญเสรีประชาธิปไตยรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งได้บัญญัติหลักนี้ไว้เพื่อที่จะทําให้เกิดความชัดเจนในการใช้และในการตีความกฎหมาย ต่อไปครับ

ประการที่ ๒ หลักการดําเนินการกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๒๑๘ นั้น อย่างที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ต้นครับว่าเราต้องการที่จะให้กระบวนการทางยุติธรรมนั้น ดําเนินไปโดยเปิดเผย โปร่งใส ไม่ล่าช้า การดําเนินการโดยไม่ล่าช้านั้นเป็นประเด็น ที่มีความสําคัญมาก ถ้าท่านจะกรุณาดูในมาตรา ๒๑๘ วรรคสอง เราบอกว่า การดําเนินกระบวนการพิจารณาของศาลต้องมีการกําหนดระยะเวลาดําเนินการ ในขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งของคู่ความและของศาลไว้อย่างชัดเจน ขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่า เราไม่ได้เป็นคนกําหนดระยะเวลาให้ศาลนะครับ แต่ให้ศาลท่านไปกําหนดระยะเวลาเองว่า ท่านมีบุคลากรเท่านี้ คดีของท่านเท่านี้ ท่านควรจะกําหนดระยะเวลาเพียงใด ประเด็นนี้ มีความสําคัญมากที่จะอํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชนครับ เพราะความยุติธรรม ที่ล่าช้านั้นก็คือความไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามาตรานี้ออกไปต่อไปนี้ประชาชน จะคาดหมายได้ครับว่าถ้าเขามีการฟ้องร้องคดี ๑ คดี กี่วัน กี่เดือน กี่ปี คดีของเขาจะสําเร็จ เขาคาดหมายได้บนพื้นฐานตรงนี้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ การอํานวยความยุติธรรมที่สําคัญที่ควรจะได้มีการบัญญัติไว้เป็นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญครับ

ประการต่อมาตามมาตรา ๒๑๘ นั้นเพื่อที่จะให้การดําเนินการเป็นไปโดย ไม่ล่าช้านั้น แน่นอนครับคู่ความ คู่กรณี ทนายความทั้งหลายต้องให้ความร่วมมือกับศาล ในการดําเนินกระบวนการพิจารณาเพื่อให้เป็นไปโดยรวดเร็วนะครับ กรณีที่มีการใช้สิทธิ โดยไม่สุจริตอาจจะต้องมีความรับผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ

ประการสุดท้าย ในหลักตามมาตรา ๒๑๘ ก็คือว่า คําพิพากษา คําวินิจฉัย และคําสั่งทั้งหลายต้องแสดงเหตุผลในการประกอบการวินิจฉัย และต้องมีการอ่าน อย่างเปิดเผยนะครับ ตรงนี้ก็เพื่ออะไรครับ เพื่อให้คู่ความผู้มีส่วนได้เสียนั้นสามารถเข้าถึงได้ โดยง่ายครับ และที่สําคัญก็คือว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะนั้น ประชาชนทั่วไป ควรจะเข้าถึงได้เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะครับ อันนี้เป็นหลักการ เรื่องของการดําเนินกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ควรจะเปิดเผย โปร่งใสและไม่ล่าช้าครับ

หลักประการที่ ๓ ในบททั่วไปคือหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา และตุลาการตามมาตรา ๒๑๙ หลักการนี้ก็ได้ยืนยันหลักตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ในเรื่องของความเป็นอิสระ การแต่งตั้งโยกย้ายอะไรต่าง ๆ แต่ที่สําคัญตามมาตรา ๒๑๙ นั้น บัญญัติไว้ครับว่าต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับประเภทคดี ที่ต้องพิจารณาพิพากษา ตรงนี้เรามุ่งหมายอะไรครับ เรามุ่งหมายจะให้ผู้พิพากษานั้น มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในทางคดีครับ เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งโยกย้ายจึงต้องพิจารณา ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อให้ศาลนั้นได้มีความเชี่ยวชาญในการที่จะพิจารณาพิพากษาคดี ประเด็นสําคัญของหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการนั้นเที่ยวนี้ เราได้เพิ่มครับว่าเพิ่มเติมหลักการคุ้มครองในการลงโทษทางวินัยแก่ผู้พิพากษาและตุลาการ เมื่อองค์กรบริหารงานบุคคลของศาลได้มีการลงโทษทางวินัยอย่างไรแล้วเขามีสิทธิที่จะ อุทธรณ์ไปยังศาลสูงสุดของศาลนั้น ๆ ครับ ถ้าเป็นศาลยุติธรรมก็อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกา ถ้าเป็นศาลปกครองก็อุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด ประเด็นนี้ถามว่าเขียนขึ้นมาเพื่ออะไรครับ มิได้หมายความว่า ผมเรียนย้ํานะครับ มิได้หมายความว่า ก.ต. ก็ดี ก.ศป. ก็ดี ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับ ผู้พิพากษาหรือตุลาการนะครับ ก.ต. ก.ศป. นั้น ได้ให้ความยุติธรรมอย่างดียิ่งอยู่แล้วครับ แต่ผมอยากจะเรียนที่มาของหลักตรงนี้นะครับว่ามีผู้พิพากษาศาลยุติธรรมท่านหนึ่งครับ ท่านถูกลงโทษทางวินัยครับ ท่านเอาคดีไปฟ้องศาลปกครองครับ เพราะการลงโทษทางวินัยนั้น เป็นคําสั่งทางปกครองประการหนึ่ง ท่านทราบครับว่าศาลปกครองจะไม่รับครับ เพราะมาตรา ๙ วรรคสอง (๒) ของกฎหมายศาลปกครองบอกว่าถ้าเป็นการใช้อํานาจ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการแล้ว ศาลปกครองไม่อาจจะรับได้ ท่านฟ้องตรงนี้เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองขัดกับหลักความเสมอภาค ผู้พิพากษาท่านนี้ให้เหตุผลครับว่าท้ายที่สุดนี้นะครับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายศาลปกครองไม่ขัดกับหลักความเสมอภาค ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถูกต้องไหมครับ ถูกต้องครับ กฎหมายศาลปกครองไม่ขัดหรอกครับ แต่ที่จะมีปัญหาคือพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการครับ ผมอยากจะเรียนนะครับว่า ผู้พิพากษาท่านนี้บอกว่าหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของท่านต่ํากว่าข้าราชการพลเรือนครับ ถ้าเป็นข้าราชการพลเรือนเมื่อผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัย ท่านมีสิทธิอุทธรณ์ไปยัง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เมื่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมยืนอย่างไรแล้ว ท่านมีสิทธิฟ้องไปยังศาลปกครองครับ ผู้พิพากษาท่านนี้บอกว่าของท่านนั้นไม่มีสิทธิ ที่จะไปฟ้องร้องศาล ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติลองกรุณาดูในมาตรา ๓๒ วรรคสอง มาตรา ๓๒ วรรคสองบอกว่าใครก็ตามที่ถูกกระทบสิทธิย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องคดีต่อศาลได้ หลักตรงนี้ล่ะครับคือหลักอะไรครับ หลักการคุ้มครองสิทธิประชาชนโดยองค์กรตุลาการครับ หมายความว่าองค์กรตุลาการนั้นเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมไปถึงบุคคลใดก็ตามนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราจึงสร้างหลักประกัน ก่อนที่ตุลาการ หรือผู้พิพากษาจะอํานวยความยุติธรรมให้ประชาชน ตุลาการหรือผู้พิพากษาก็ควรจะได้รับ ความยุติธรรมเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นมาตรานี้มิได้เขียนขึ้นมาโดยไม่เชื่อใจ ก.ต. หรือ ก.ศป. นะครับ แต่เพื่อทําให้หลักประกันของผู้พิพากษาหรือตุลาการนั้น ครบถ้วนสมบูรณ์นะครับ

ประการต่อมา หลักประกันของเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ตามมาตรา ๒๒๐ วรรคหนึ่ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีการบัญญัติหลักประกันของ เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ตรงนี้หมายความว่าอย่างไรบ้างครับ พนักงานสอบสวนทั้งหลาย ดีเอสไอ (DSI) ทั้งหลาย หรือองค์กรทั้งหลายที่ทําหน้าที่ในการ สอบสวนทั้งหลายนั้นล่ะครับ ท่านก็ต้องการความเป็นอิสระในการทําสํานวนต่าง ๆ ทั้งหลายด้วย มาตรานี้ จะมีความเชื่อมโยงไปที่มาตรา ๒๘๒ (๘) ครับ เราจะทําอย่างไรครับที่จะทําให้ พนักงานสอบสวนนั้นมีความอิสระ มีความเติบโตก้าวหน้าในทางสายอาชีพของท่านได้ ประเด็นนี้เชื่อมโยงเป็นประเด็นของการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งคงจะได้กล่าว สืบเนื่องไปหลังจากนี้นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้คือเจตนารมณ์ที่จะทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งหลายในกระบวนการยุติธรรมนั้นมีความอิสระเพราะอะไรครับ เพราะกระบวนการยุติธรรมนั้น คือต้นทางของความยุติธรรมครับ ถ้าต้นทางของกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่อิสระเสียแล้ว ปลายทางของกระบวนการยุติธรรมก็อย่าคาดหวังว่าจะเกิดความอิสระ ความยุติธรรมได้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นสําคัญที่ได้วางหลักการไว้ในส่วนนี้นะครับ

ประการที่ ๕ กําหนดให้ศาลหรือหน่วยงานของรัฐที่บังคับใช้กฎหมาย ในการตรวจสอบกฎหมายทั้งหลายนั้นมีหน้าที่ ในการที่ศาลหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ บังคับใช้กฎหมายเห็นว่ากฎหมายหรือกฎใดก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อประชาชน หรือไม่เป็นไปตามมาตรา ๘๗ ซึ่งอยู่ในส่วนของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครับ ให้ศาลหรือหน่วยงานของรัฐดังกล่าวส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยังคณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภา เพื่อดําเนินการแก้ไขต่อไป เรื่องนี้ไม่ใช่กฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญ ต้องเรียนนะครับ เพียงแต่กฎหมายไม่เป็นธรรมครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คือให้ศาลหรือหน่วยงานของรัฐ ทั้งหลายนั้นทําหน้าที่สอดส่องดูแลกฎหมายทั้งหลายว่าให้ความไม่ยุติธรรมกับประชาชน หรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็กําหนดภาระหน้าที่ของศาลและหน่วยงานของรัฐ ที่บังคับใช้กฎหมายตามมาตรา ๒๒๐ วรรคสอง

ประการที่ ๖ การวินิจฉัยเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลตามมาตรา ๒๒๒ นั้น ได้มีการปรับปรุงนะครับ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลครับ การปรับปรุงนั้นถามว่ามีรากฐานอย่างไร พื้นฐานของหลักการปรับปรุงก็คือว่าต้องการให้ ศาลคู่กรณีนั้นเข้ามาเป็นองค์คณะในการวินิจฉัย แล้วให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๓-๕ ท่านนั้น เป็นองค์กรที่เป็นกรรมการที่จะช่วยชี้บนพื้นฐานของหลักวิชาการครับ ถ้าท่านไปดู องค์ประกอบของการใช้อํานาจหน้าที่ระหว่างศาลนั้นตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั่นเอง อาจจะทําให้พื้นฐานของการวินิจฉัยนั้นไม่เป็นไปตามหลักวิชาการได้ เพราะฉะนั้น การปรับปรุงเช่นนี้ก็เพื่อที่จะให้พื้นฐานของการวินิจฉัยนั้นเป็นไปโดยพื้นฐานของ หลักวิชาการนะครับ จึงมีการปรับปรุงคณะกรรมการชี้อํานาจหน้าที่ระหว่างศาลครับ

ประการที่ ๗ องค์กรบริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาหรือตุลาการ ตรงนี้เราเขียนไว้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นของศาลปกครองก็ดี ไม่ว่าจะเป็น ศาลยุติธรรมก็ดี ผมขอกราบเรียนนะครับว่าประเด็นที่มีการปรับปรุงนั้นก็คือเพิ่มขึ้นมานิดเดียว ก็คือผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการ และไม่เป็นผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนกรรมการซึ่งเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการ ของศาลนั้น ตรงนี้ต้องกราบเรียนนะครับว่า มิได้มีความมุ่งหมายที่จะให้เกิดการแทรกแซง ของฝ่ายการเมืองแต่ประการใดครับ เพียงแต่ต้องการที่จะให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็น บุคคลธรรมดาสามัญนั่นเองได้ช่วยไปสะท้อนทัศนะของประชาชนใน ก.ต. หรือ ก.ศป. ด้วยเท่านั้นเองครับ มิได้ ผมอยากจะกราบเรียนย้ําว่า มิได้มุ่งหมายที่จะให้ฝ่ายการเมืองนั้น เข้าไปแทรกแซง เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นต้องกันนั้นก็คือหลักประกันความเป็นอิสระของศาล และตุลาการนั้นเป็นสิ่งสําคัญพื้นฐานสําหรับในองค์กรตุลาการเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราคงไม่มี ความมุ่งหมายแต่อย่างไรครับที่จะให้เกิดการแทรกแซงผ่านผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ แต่ต้องการ ที่จะให้ทัศนะของคนที่ไม่ได้อยู่ในวิชาชีพนั้นได้มีพื้นที่ในองค์กรสําคัญที่ทําหน้าที่ในการ อํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชนเท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นการกําหนดจุดนี้ จึงมีความมุ่งหมายที่จะทําให้ ก.ต. ก็ดี ก.ศป. ก็ดีนั้นมีการเปิดกว้างมากขึ้นในการที่จะ รับทัศนะจากบุคลากรที่ไม่ได้อยู่ในวิชาชีพเท่านั้นเองนะครับ

ประเด็นที่ ๘ ครับ วาระในการดํารงตําแหน่งของประธานศาลและ การเกษียณอายุของผู้พิพากษาและตุลาการตามมาตรา ๒๒๖ ตรงนี้มาตรานี้มีหลักการสําคัญ ๒ ประการครับ

ประการแรกคือการกําหนดวาระในการดํารงตําแหน่งของประธานศาลฎีกาก็ดี ของประธานศาลปกครองสูงสุดก็ดี วางหลักไว้เป็นมาตรฐานเดียวกันก็คือว่าท่านใดก็ตาม ที่ขึ้นดํารงตําแหน่งเป็นประธานศาลฎีกาก็ดี ประธานศาลปกครองสูงสุดก็ดี มีวาระในการ ดํารงตําแหน่งได้เพียงวาระเดียวนะครับ ก็คือ ๔ ปี ตรงนี้ก็เพื่อที่จะทําให้ไม่เกิดการ อยู่ในตําแหน่งนานจนเกินไปนะครับ ถ้าอยู่ในตําแหน่งนานเกินไปจะทําให้กระบวนการ ในการบริหารงานของศาลนั้นอาจจะเกิดการไม่ลื่นไหลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็วางไว้ เป็นมาตรฐาน ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ กําหนดอายุของผู้พิพากษาหรือตุลาการของศาลยุติธรรมก็ดี ศาลปกครองก็ดี ซึ่งมีอายุครบ ๖๕ ปีบริบูรณ์เป็นอันพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้น มีอายุครบ ๖๕ ปีบริบูรณ์ ตรงนี้ขอกราบเรียนว่ามิได้หมายความว่าเมื่อท่านพ้นแล้ว ท่านจะต้องไปอยู่ศาลชั้นต้นนะครับ ในร่างมาตรา ๒๒๖ ไม่ได้เขียนไว้เช่นนั้น บอกว่าท่านจะไป ดํารงตําแหน่งตรงไหนนั้นให้เป็นไปตามที่ ก.ต. ก็ดี ก.ศป. ก็ดีเป็นคนกําหนดครับ เพราะฉะนั้นไม่ได้เขียนบอกว่าให้ไปอยู่ศาลต้น แต่จะอยู่ที่ใด อย่างไร องค์กรบริหารงานบุคคล ก.ต. หรือ ก.ศป. เป็นผู้ที่จะไปกําหนดครับ

ประการสุดท้ายในส่วนของบททั่วไป ก็คือองค์กรอัยการตามมาตรา ๒๒๘ ต้องกราบเรียนนะครับว่าในส่วนขององค์กรอัยการนั้นมีหลักเฉพาะสาระสําคัญอยู่ ๖ ประการครับ

ประการแรก ได้วางหลักประกันความเป็นอิสระในการทําหน้าที่ไว้ในส่วนแรก

ประการที่สอง องค์กรบริหารงานบุคคลของอัยการนั้น มีการปรับปรุง องค์ประกอบ ก็คือประธานของ ก.อ. ซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งต้องไม่เป็นหรือเคยเป็น ข้าราชการอัยการและผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วก็มีอัยการสูงสุด ผู้แทนข้าราชการ แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ อันนี้ต้องกราบเรียนว่ามีการปรับปรุง เพราะของเดิมนั้นอัยการสูงสุด เป็นประธาน ก.อ. ตรงนี้ต้องกราบเรียนว่าของ ก.อ. ไม่เหมือนกับของ ก.ต. หรือ ก.ศป. เพราะข้าราชการอัยการนั้นยังอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของอัยการสูงสุด ซึ่งไม่เหมือนกับศาล เพราะฉะนั้นการที่ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาและท่านมานั่งอยู่ใน ก.อ. อีก มันจึงเป็นการซ้อนกัน ของผู้มีอํานาจสูงสุดนะครับ

ประการต่อมาที่สําคัญคือการสอบสวนคดีอาญาที่สําคัญ ตรงนี้อยากจะ กราบเรียนนะครับว่าเราต้องการจะพัฒนาให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยนั้น เข้าสู่มาตรฐานสากลครับ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เข้าสู่มาตรฐานสากลเขาไม่ได้แยก ๓ ตอน ของเราแยก ๓ ตอน พนักงานสอบสวน อัยการ แล้วไปศาล กระบวนการยุติธรรม ที่สากลก็คือว่าพนักงานสอบสวน อัยการเป็นอยู่ในส่วนเดียวกันเพื่อที่จะได้ถ่วงกันครับ แล้วหลังจากนั้นถึงจะไปศาลครับ แต่อย่างไรก็ตามเรามองว่าก็ยังไม่สามารถที่จะทําให้เป็น มาตรฐานทั่วไปทั้งหมดได้ จึงวางหลักไว้ว่าในคดีอาญาที่สําคัญให้พนักงานอัยการมีอํานาจ สอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ต้องกราบเรียนนะครับว่าปัจจุบันนั้นพนักงานอัยการ ได้สอบสวนในคดีสําคัญอยู่แล้ว เช่นคดีอาญาที่กระทําผิดนอกราชอาณาจักร อันนี้พนักงานอัยการ ท่านสอบสวนอยู่แล้ว แต่ว่าอันนี้ได้ขยายมาว่าในคดีสําคัญเพื่อที่จะอะไร เพื่อที่จะทําให้ กระบวนการในการสอบสวนนั้นมีความรอบคอบมากขึ้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นส่วนสําคัญ ของการทําให้หลักกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยนั้นพัฒนาไปสู่หลักสากลครับ

ประการต่อมาครับ หลักการเปิดเผยโปร่งใส ตรงนี้ต้องเรียนว่า ได้มีการกําหนดให้คําสั่งชี้ขาดเกี่ยวกับคําสั่งฟ้อง ไม่ฟ้อง ถอนฟ้อง อุทธรณ์ ฎีกา ไม่อุทธรณ์ ฎีกา หรือถอนอุทธรณ์ ฎีกาของอัยการสูงสุดตามกฎหมายต้องแสดงเหตุผลประกอบ การมีคําสั่งและต้องมีผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เว้นแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ประโยชน์สาธารณะ ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ด้วย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ตรงนี้ก็เพื่ออะไร สังคมแคลงใจหลายเรื่องครับ ในเรื่องที่มีความสําคัญที่เกี่ยวกับประโยชน์ สาธารณะแล้วก็ประชาชนก็ไม่สามารถจะทราบเหตุผลของการสั่งฟ้อง ถอนฟ้อง หรือไม่ฟ้องได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เพื่อทําให้กระบวนการยุติธรรมนั้นมีความเปิดเผย โปร่งใส เป็นหลักเบื้องต้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ประการสุดท้ายครับ ในส่วนของอัยการคือการขจัดการขัดกันของผลประโยชน์ ตรงนี้เป็นประเด็นที่มีการพูดกันอื้ออึงกันพอสมควร เพราะฉะนั้นในร่างมาตรานี้จึงได้มีการ กําหนดไว้อย่างชัดเจนว่าข้าราชการอัยการต้องไม่ดํารงตําแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ใด ในรัฐวิสาหกิจหรือในกิจการอื่นของรัฐในทํานองเดียวกัน ก็เพื่ออะไร เพื่อให้ท่านทําหน้าที่ ในเรื่องของการเป็นทนายของแผ่นดินไม่ต้องไปกังวล พะวักพะวนซึ่งอาจจะทําให้เกิด ความขัดแย้งในผลประโยชน์ได้นะครับ ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นหลักการทั่วไปในบททั่วไป ซึ่งถือว่าได้เป็นการวางหลักการสําคัญที่จะทําให้กระบวนการยุติธรรมและการอํานวย ความยุติธรรมนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมขออนุญาตไปส่วนที่ ๒ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๙ ถึงมาตรา ๒๓๗ มีหลักการสําคัญในส่วนนี้ที่สําคัญ ๕ ประเด็น ครับ

ประเด็นแรกมีการปรับปรุงองค์ประกอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้มาจากศาลฎีกา ๒ ท่าน ศาลปกครองสูงสุด ๒ ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมาย ๓ ท่าน อย่างน้อย ๑ ท่านต้องเป็นนักกฎหมายมหาชน แล้วก็ทางรัฐศาสตร์ ๒ ท่าน ถามว่าทําไมต้องปรับตรงนี้ ผมอยากจะกราบเรียนนะครับว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นศาลที่ต้องการใช้องค์ความรู้ในทางกฎหมายมหาชนมากที่สุด เพราะฉะนั้นการที่เขียนไว้เช่นนี้ ก็เพื่อที่จะไปเสริมความเข้มแข็งในทางวิชาการให้กับศาลรัฐธรรมนูญในการทําหน้าที่ ในการวินิจฉัยทั้งหลายนั้นเอง นั่นประเด็นแรกนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ที่ผมได้กราบเรียนไปว่าเราไม่ต้องการที่จะให้ศาลทั้งหลายนั้น ประธานศาลนั้น มานั่งเป็นคณะกรรมการสรรหา แต่ว่าอย่างไรก็ตามไม่ได้ตัดขาดนะครับ ได้กําหนดว่า ผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ๔ คนซึ่งเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ๒ คน และเลือกจากที่ประชุมใหญ่ ศาลปกครองสูงสุด ๒ คน ไม่ให้มานั่งโดยตําแหน่งแต่ให้ท่านเลือกผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาเป็น กรรมการสรรหา ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ คนโดยพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ๑ คน พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ๑ คน แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ๒ คน ซึ่งเลือกโดยคณบดีนิติศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ คน ซึ่งเลือกโดยคณบดีรัฐศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาอันนั้นก็เป็นการ ปรับปรุงองค์ประกอบ นั่นหมายความให้เกิดความหลากหลายแต่ไม่ได้ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สามารถที่จะผูกขาดได้

ประการที่ ๓ กระบวนการในการสรรหาได้มีการปรับปรุงว่าการให้ความเห็นชอบ ของวุฒิสภาหากวุฒิสภาไม่เห็นชอบบุคคลใดให้ส่งชื่อกลับไปยังคณะกรรมการสรรหาตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ซึ่งไม่เหมือนของเดิม ถ้าคณะกรรมการสรรหายืนยัน ก็ต้องว่ากันไปตามนั้น ตรงนี้เราก็เคารพการตัดสินใจของวุฒิสภาก็ให้ส่งกลับมา

ประการที่ ๔ กําหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดํารงตําแหน่งประธาน ศาลรัฐธรรมนูญมีวาระ ๓ ปี เพราะฉะนั้นคราวนี้ก็มีการกําหนดวาระเพื่อที่จะให้การดํารงตําแหน่ง ประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีวาระเพื่อให้เกิดความชัดเจน

ประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องอํานาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมีความเพิ่มเติม ขึ้นมา ผมอยากจะกล่าว ๒-๓ ประการที่เพิ่มเติมขึ้นมา

ประการแรกก็คือว่าตามมาตรา ๗ วรรคสอง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในวันแรก ได้มีการอภิปรายเรื่องนี้ถามว่าตัดออกได้หรือไม่ ผมอยากจะกราบเรียนว่า มาตรา ๗ วรรคสองนั้นเพิ่มขึ้นมาจากประสบการณ์ของการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๕๐ ก็ดี มีปัญหาเรื่องการใช้มาตรา ๗ แล้วก็มีหลักตามมาตรา ๕ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ได้วางแนวทาง เพราะฉะนั้นถามว่าองค์กรใดจะมีความเหมาะสมที่สุด ไม่มีองค์กรใดเหมาะสม เพราะการตีความนั้นเป็นการตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เพิ่มขึ้นมา เพื่อที่จะแก้ปัญหาในการใช้การตีความรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๒ การตรวจสอบความชอบรัฐธรรมนูญของข้อบังคับ ประเด็นนี้ กรรมาธิการคํานูณได้มีการกล่าวไปแล้วนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ตรวจสอบความชอบรัฐธรรมนูญของร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ อันนี้เป็นปัญหาของการใช้รัฐธรรมนูญในช่วงที่ผ่านมาว่ามีปัญหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะควบคุมตรวจสอบร่างการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมเรียนว่า มาตรานี้เป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้ใช้หลักสุพรีมาซี ออฟ พาร์เลียเมนท์ (Supremacy of Parliament) เราใช้หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงเข้ามา ตรวจสอบว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นไปตามรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น อํานาจหน้าที่เหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดมาในช่วงที่ผ่านมาจึงได้มีการเพิ่มเติมในประเด็นเหล่านี้ ผมอยากจะสรุปรวบรัดไปที่ศาลยุติธรรมในมาตรา ๒๓๘ ถึงมาตรา ๒๔๑ ตรงนี้ให้คงหลักการ ให้มีศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วก็ให้มีการอุทธรณ์ได้ รายละเอียดการอุทธรณ์อย่างไรเป็นไปตามกฎหมายประกอบ ให้มีศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษมีอํานาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเลือกตั้งก็ดี คดีเกี่ยวกับ การจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินต่าง ๆ ก็ดี อันนี้ก็เป็นการทําให้ศาลมีความชํานาญพิเศษ ในการที่จะพิจารณาคดีพิพากษา

ผมมาที่ส่วนที่ ๔ ศาลปกครอง ก็ยังคงหลักการให้ศาลปกครองมีอํานาจ ในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับเรื่องการใช้อํานาจทางปกครอง ประเด็นสําคัญคือการกําหนดให้มี แผนกคดีวินัยทางการคลังและงบประมาณ อยากจะกราบเรียนว่าส่วนนี้เป็นส่วนที่สําคัญ เพราะไปเชื่อมโยงกับอะไรครับ หมวดวินัยการคลังและงบประมาณเพื่อที่จะทําให้วินัยการคลัง และงบประมาณมีการแซงชัน (Sanction) ได้ครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงวางให้ศาลปกครอง แผนกคดีวินัยการคลังและงบประมาณเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะทําให้ เรื่องของวินัยการคลังและงบประมาณนั้นมีประสิทธิภาพ

ส่วนที่ ๕ ศาลทหาร ยังคงหลักการเดิมไว้ทุกประการ เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะกราบเรียนสรุปไว้ ณ ที่นี้ว่าหลักการทั้งหลายนั้นก็ต้องการที่จะทําให้ กระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นมีความเข้มแข็ง ต้องการที่จะทําให้ศาลซึ่งพิพากษาอรรถคดีนั้น มุ่งหมายอยู่ในเรื่องของการพิพากษาอรรถคดี เพื่อที่จะอํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นนี่คือหลักการทั้งหลายที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ยกร่างไว้ในส่วนนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ถ้าจะมีข้อคิดเห็นประการใดที่จะทําให้ ร่างที่ร่างมานี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระบวนการยุติธรรมไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น ศาลอํานวยความยุติธรรมให้ประชาชนมากขึ้น ในฐานะกรรมาธิการพร้อมที่จะน้อมรับ ความเห็นของท่านทุกประการครับ ขอบพระคุณครับ