สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๙ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘

ปรีชา บุตรศรี หารือเรื่องการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ และมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และมีธรรมาภิบาล นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการทดลองและทดสอบการควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ก่อนที่จะดำเนินการอย่างกว้างขวาง

นายปรีชา บุตรศรี

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายปรีชา บุตรศรี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดเลย ก่อนอื่นผมขอให้กําลังใจ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นตําบลกระสุนตกมาหลายวันแล้ว ทุกคนก็ได้ แสดงความคิดความเห็น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถ้าท่านได้ทําในสิ่งที่ ถูกต้องยืนหยัดเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริงผมก็ยินดีที่จะให้กําลังใจท่านครับ วันนี้กระผม ขออนุญาตมาอภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการกระจายอํานาจสู่องค์กรบริหารท้องถิ่น ถ้าพูดถึงเรื่องการกระจายอํานาจก็ต้องถามก่อนว่าเราทําไมจึงมีความจําเป็น ต้องมีการกระจายอํานาจ คําตอบก็คือว่า เพราะเรารวมศูนย์อํานาจมาเป็น ๑๐๐ ปีแล้ว แต่การรวมศูนย์อํานาจในอดีตนั้นเป็นกลยุทธ์เพื่อปกป้องคุ้มครองหัวเมืองต่าง ๆ ไม่ให้เป็นเมืองขึ้นต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคมของต่างประเทศ เพราะฉะนั้นกลยุทธ์อันนี้ เหมาะสมกับการปกครองของไทยแต่ในอดีต แต่ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบันนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ความสลับซับซ้อนมากขึ้น ความจําเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาโดยฉับไวนั้น มีความจําเป็นมากขึ้น เพราะฉะนั้นบริบทของการกระจายอํานาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงมีความสําคัญและมีความจําเป็น ก็เหมือนกับว่าต้องเอาอํานาจนั้นไปไว้ใกล้กับปัญหา ให้มากที่สุด อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยส่วนตัวผม ผมอยากเห็นอะไร

สิ่งแรกครับ ผมอยากเห็นการกระจายอํานาจที่เป็นจริงและเกิดขึ้นได้จริง เพราะผมก็มีความเชื่อว่าการกระจายอํานาจนั้นจะสามารถสร้างความเจริญให้กับ ประเทศชาติ ลดความเหลื่อมล้ําได้อย่างแท้จริง

ประการที่ ๒ เมื่อได้อํานาจไปแล้วผมอยากเห็นท้องถิ่นมีการบริหารงาน ที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และมีธรรมาภิบาล และ

ประการที่ ๓ ผมอยากจะเห็นพี่น้องประชาชนนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารชาติบ้านเมือง เป็นพลังสําคัญในการทํางานให้กับประเทศ และที่สําคัญก็คือ เป็นเวทีประชาธิปไตยที่จะทําให้การเมืองระดับชาตินั้นมีความแข็งแรงมั่นคงมากยิ่งขึ้น สําหรับประเด็นในการอภิปรายของผมในวันนี้

ประเด็นที่ ๑ ก็คือการกระจายอํานาจนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ ผมเข้าใจว่า ท่านกรรมาธิการที่นั่งอยู่ที่นี้อย่างน้อยก็ ๒ ท่านเคยอยู่ในคณะกรรมการการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาแล้ว ได้ประสบปัญหามาโดยตรง ที่สําคัญก็คือว่า ถ้าเราย้อนไปดูรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ แล้วก็รัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๕๐ ก็ดีก็จะเห็นว่าได้มี การกําหนดกลไกในการกระจายอํานาจเอาไว้ ให้มีคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีพระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ แต่ก็ทําไม่สําเร็จครับ ทําได้นิดหน่อย ทําได้แค่การซื้อนมโรงเรียน ทําได้แค่การฉีดยากันยุง เพราะฉะนั้นคราวนี้เราอยากให้ท่านได้ทบทวนว่าปัญหาและอุปสรรคที่สําคัญที่จะทําให้เกิด การกระจายอํานาจที่แท้จริงคืออะไร กระทรวง ทบวง กรมในส่วนกลางนี้ยังหวงอํานาจ ยังเตะถ่วงการกระจายอํานาจ รัฐบาลเองก็ไม่มีความจริงใจที่จะกระจายอํานาจ จะเห็นได้ว่า เงินงบประมาณทั้งหลายแทนที่จะกระจายให้ท้องถิ่น รัฐบาลกลับเอาเงินนั้นมาทําประชานิยม ตั้งหลายเรื่อง ถามว่าทําให้ท้องถิ่นได้ไหม ความจริงก็ได้นะถ้างดนโยบายประชานิยมเหล่านั้น เสียก็ทําได้ และที่สําคัญก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีความพร้อมที่จะรับ การกระจายอํานาจ ใน ๓ ประเด็นนี้เป็นเหตุเป็นผลที่ทําให้การกระจายอํานาจนั้นไม่สําเร็จ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผม ผมอยากให้กลับมาดูที่มาตรา ๒๑๓ นี้ที่บอกว่าจะต้องให้มีหน่วยงาน รับผิดชอบกระจายอํานาจให้กับท้องถิ่นให้เป็นผลสําเร็จ ท่านอาจารย์วุฒิสารครับ ขอเติมคําเดียวจริง ๆ ภายใน ๕ ปีเขียนได้ไหมครับ เพราะว่าทุกครั้งทุกปีที่ผ่านมาก็เขียนไว้แต่ว่ามันไม่สําเร็จ ก็บังคับเลยครับ ขอ ๕ ปีได้ไหม เพราะว่าท่านทํามา ๑๖ ปีแล้ว ตั้งแต่ ๒๕๔๒ ถึงปี ๒๕๕๘ ผมนับดูแล้ว ๑๖ ปี เหมือนเพลงสุรพลเลยครับ เป็น ๑๖ ปีแห่งความหลังที่ขมขื่นที่สุดนะครับ เพราะมันไม่เกิด การกระจายอะไรออกมาเลยนะครับ แล้วก็ตามมาตรา ๒๘๕ วรรคสอง ที่ได้เขียนเอาไว้ เรื่องของการกระจายอํานาจ รวมทั้งมาตรา ๒๘๕ วรรคสอง ผมอยากจะเน้นว่า คณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ จริง ๆ แล้วผมอยากจะให้ เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติ เพราะดูแล้วว่ามันน่าจะกว้างขวางกว่า ครอบคลุม ได้มากกว่า ก็จะทําให้บริบทอันนี้สามารถทํางานได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ท่านไปเขียนไว้บอกว่าให้มีผู้แทนคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มี ๔ ฝ่าย มีฝ่ายส่วนราชการ มีผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่น มีผู้แทนข้าราชการและผู้ทรงคุณวุฒิ และแถมยังบอกให้ผู้ทรงคุณวุฒินั้นมาจากสมัชชาพลเมืองกึ่งหนึ่ง ผมไม่เห็นความจําเป็นต้องไป ระบุตรงนี้ไว้เลยครับ คําว่า ผู้ทรงคุณวุฒิ ควรจะเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความสามารถ ใครก็ได้ ที่เป็นผู้มีความรู้มีความสามารถมีประสบการณ์ เอาความรู้กับประสบการณ์นั้นมาแก้ไขปัญหา ตรงนี้ให้ได้ ไม่จําเป็นหรอกครับ ผมขอตัดก็แล้วกันว่า ไม่จําเป็นต้องเอาสมัชชาพลเมือง เข้ามาไว้ตรงนี้ แล้วที่สําคัญก็คือคณะกรรมการการกระจายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อํานาจตอนนี้ให้เวลาแค่ ๕ ปี เพราะทํามาแล้ว ๑๖ ปี กําหนดเงื่อนเวลาไว้ให้ชัดเจน ปีแรก อาจจะกําหนดกฎ กติกา ต่าง ๆ ให้เรียบร้อย ปีที่ ๒ เตรียมแผนการกระจายอํานาจให้เรียบร้อย เป็นขั้นเป็นตอน อีก ๒ ปีสุดท้ายเราก็เริ่มมอบหมายอํานาจหน้าที่ให้มีการกระจายอํานาจ ให้เกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าเราทําได้ตามนี้มันน่าจะเกิดขึ้นได้จริงนะครับ อันนี้เป็นข้อเสนออันที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ของผมตามมาตรา ๒๑๑ ที่บอกว่าให้มีการจัดทําบริการสาธารณะ ที่ชุมชนหรือบุคคลสามารถดําเนินการได้โดยมีมาตรฐาน คุณภาพและประสิทธิภาพที่ไม่น้อยกว่า องค์กรบริหารท้องถิ่น รัฐหรือองค์กรบริหารท้องถิ่นนั้นต้องกระจายภารกิจดังกล่าวให้กับ ชุมชนหรือบุคคล จริง ๆ แล้วผมเห็นด้วยครับ ผมเห็นที่ประเทศออสเตรเลียเขาทําเรื่อง ประปา เขาไม่ต้องทําเองนะครับ เขาให้เอกชนเข้ามาทํา แต่เทศบาลควบคุมเรื่องคุณภาพ น้ําประปา ควบคุมเรื่องราคาน้ําประปา เวลาน้ําประปาไม่พอเขาก็เสนอแผนการลงทุนเข้ามา เขาก็ลงทุน เพราะฉะนั้นอันนี้ผมก็อยากจะเห็นประเทศไทยเป็นอย่างนั้นบ้าง แต่ประเทศไทย มันมีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมกล้าพูดเลยว่าผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหลายมีนอมินี (Nominee) มีผลประโยชน์ทับซ้อน บางทีก็ไขว้กัน เทศบาลนี้ไปรับเหมาเทศบาลโน้น เทศบาลโน้น มารับเหมาเทศบาลนี้ มันมีจริงครับ ถ้าเราไปเขียนไว้อย่างนี้ ผมอยากจะให้แก้เพิ่มไปคําเดียวครับ ควรเพิ่มเติมว่า การดําเนินการภายใต้การดูแลที่เหมาะสมและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วแทนที่ประชาชนจะได้ประโยชน์นี้ ปรากฏว่าตัวนายกเองนั่นล่ะ ได้ประโยชน์ อันนี้ผมเป็นห่วงจริง ๆ ครับ ผมอยากจะเห็นการเอาท์ซอร์ส (Outsource) ให้เอกชน แต่ต้องเป็นเอกชนที่ไม่ใช่นอมินี อันนี้ผมเป็นห่วง ผมอยากจะให้เติมคําว่า เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนนะครับ

และประเด็นที่ ๓ ที่พูดถึงเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคพลเมือง โดยมีสมัชชาพลเมือง จริง ๆ แล้วผมว่าถ้าเราไปดูให้ดีนะครับ ในชนบทนี้เขาอยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง เราลืมไปหรือเปล่าว่า มีองค์กรต่าง ๆ ที่ทําเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการหมู่บ้านและการประชุมของคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้พูดถึงเรื่องของประชาคม ประชาคมก็คือเอาคนมาคุยกันเวลาเขาอยากจะได้อะไร เขาจะต้องตกลงกัน เช่น มีโครงการเอสเอ็มแอล (SML) มานี้ ชาวบ้านอยากได้อะไร ที่มันเป็นประโยชน์กับเขา เขาก็คุยกันครับ ในขณะเดียวกันระเบียบของท้องถิ่นผมขออนุญาตใช้เกินไปหน่อยนะครับ เพราะว่าผมมีเวลาอีก ๑๐ นาทีครับ ในขณะเดียวกันของท้องถิ่นก็มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการประสาน แผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ได้พูดถึงประชาคมท้องถิ่นเอาไว้นะครับ ถ้ามาดูเรื่องของสภาองค์กรชุมชนก็มีการพูดถึงเรื่องของการประสานแผนไว้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าทั้ง ๓ เรื่องนี่เขาก็ทํากันมา แม้แต่กรมการพัฒนาชุมชนก็มีนะครับ เขาเรียก ศอช.ต. หรือศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตําบลนี่ทําหน้าที่ประสาน แผนตําบลกับแผนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องที่เขามีอยู่แล้วนี่ควรจะเอามาบูรณาการ เข้าด้วยเป็นเครือข่ายเดียวกัน จริง ๆ ผมไม่อยากจะให้ใช้คําว่าไปตั้งชื่อใหม่ละครับ เพราะภารกิจที่มันทํานี่มันก็ทําอย่างที่ผมเรียนว่ามันทํามาแล้ว และมันก็ทําเหมือนเดิม ถ้าเราไปตั้งชื่อใหม่ชาวบ้านก็สับสนครับ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านคนเดียวนี่ใส่หมวก ๔-๕ ใบครับ เป็นมันทุกเรื่องนะครับ ไม่ว่าจะตั้งอะไรขึ้นมาก็คนเดิมละครับเอาหมวกไปใส่ใหม่ แล้วชาวบ้านก็สับสน ผมก็เห็นมาทั้งชีวิตราชการของผมที่เป็นอยู่ว่าชาวบ้านเองนี่สับสนมาก ๆ ทําอย่างไรเราจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เราแอเรีย แอพโพรช (Area approach) ได้ไหมครับ เอาพื้นที่มาเป็นตัวตั้งนะครับ อันไหนที่มันควรจะเลิกก็เลิกไปบ้างนะครับ มันจะได้ ไม่เกะกะรุงรังนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาตพูดสั้น ๆ นะครับว่า ผมจะได้สงวนเวลาไว้พูด ในอีกคราวต่อไป ก็คือเรื่องของการควบรวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่ผมอยากจะเห็น การควบรวมเฉพาะ อบต. เล็ก ๆ นี่ ผมได้ไปเห็นการควบรวมที่ประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนี่มีเป็น แสนองค์กรนะครับ ตอนหลังนี่เขามาบังคับกึ่ง เขาเรียกใช้ ๒ มาตรการ คือใช้มาตรการบังคับด้วย แล้วก็ใช้มาตรการจูงใจด้วยควบคู่กันนะครับ ทําให้เหลือ ๒,๐๐๐ กว่าแห่งเท่านั้นเอง แต่ในขณะเดียวกันถึงแม้จะควบรวมไปแล้วนะครับ ถามว่าที่ทําการเดิมของเขายังอยู่ไหม ยังอยู่ เจ้าหน้าที่ก็ยังให้บริการเหมือนเดิม ประชาชนได้ประโยชน์เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือผู้บริหารแทนที่จะมี ๓-๔ ชุดนี่มีชุดเดียวแค่นั้นเองครับ เพราะฉะนั้น การควบรวมนี่มันเหมายถึงประสิทธิภาพในการทํางาน เรามีเงินแทนที่จะเอาไปจ้างผู้บริหาร ตั้งไม่รู้กี่คนนี่ เราเอาเงินส่วนนี้ประหยัดไว้แล้วมาเพิ่มการพัฒนาให้พี่น้องประชาชนนี่จะดีกว่า เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับการควบรวม แต่คงจะต้องเป็นบริบทของแต่ละจุด ๆ ไป บางแห่งอาจจะต้องให้ อบต. ไปควบรวมกับเทศบาล บางแห่งอาจจะให้เทศบาลควบรวมเป็น เทศบาลใหญ่ และที่สําคัญไปเน้นที่ อบต. เล็ก ๆ นี่นะครับ ควบรวมให้เป็นเทศบาลนะครับ อันนี้ผมเห็นด้วย ก็อยากจะให้การควบรวมนั้นมันมีประสิทธิภาพ แต่ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า ทุกเรื่องนี่เราไม่ควรไปใจร้อน เราต้องศึกษาให้ถ่องแท้ สมัยก่อนนี่สุขาภิบาลท่าฉลอม ก็ทดลองมาตั้งหลายปีกว่าจะทําให้เป็นจริงขึ้นมาได้ จนมั่นใจแล้วถึงได้ทําขึ้นมา เราผิดพลาด มาหลายเรื่องครับ ผมยืนยันได้ เราอยากตั้ง อบจ. ทั่วประเทศก็ตั้ง อบจ. ณ วันนี้มีใครบอก อยากยุบก็ยุบไม่ได้ พอมาถึง อบต. กรมการปกครองเสนอให้ทําทีละขั้นทีละตอน ไม่ต้องไปทําพร้อมกันทั้งประเทศ ณ วันนี้ท่านรัฐมนตรีบอกว่าทําพร้อมกันทั้งประเทศ เสร็จแล้วก็เกิดปัญหา แล้วยุบได้ไหมละครับ ยุบไม่ได้ ทําให้เป็นปัญหาทุกวันนี้อีก เพราะฉะนั้นการที่เราจะทําอะไรนี่ครับผมว่าไม่ต้องไปรีบร้อน ผมอยากให้มีการทดลอง เป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่อยากได้อะไรก็อยากได้จนใจจะขาด เสร็จแล้วพอผิดพลาดก็แก้ไม่ได้ ประเทศเราไม่ใช่หนูทดลองครับ เราไม่ควรเอาประเทศมาเป็นหนูทดลอง เพราะฉะนั้น ผมเสนอว่าจะทําอะไรนี่ให้ทําเป็นขั้นเป็นตอน มีการทดลองปฏิบัติได้จริงแก้ปัญหาไปนะครับ ผมก็อยากจะเห็นการกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นจริง อยากจะเห็น การบริหารท้องถิ่นนั้นมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และอยากจะเห็นภาคพลเมือง เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น บริหารท้องถิ่น รวมทั้งร่วมในการที่จะให้ความเห็นนะครับ ถ้าเราทําได้อย่างนี้ผมก็เชื่อว่าการกระจายอํานาจให้กับท้องถิ่นนั้นจะมีความเจริญก้าวหน้า ยิ่ง ๆ ขึ้นไป สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง ขอบคุณมากครับ